บทที่ 19 อิงอิงน้อยรักความเท่าเทียม
เมื่อฉินอี้หานเลิกงานกลับมาก็เห็นเพียงลี่เฉิงที่นั่งแก้มแดงหูแดงอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก
ฉินอี้หานใจึงเดินสองสามก้าวเข้าไปข้าง ๆ เยี่ยนลี่เฉิง
“ลี่เฉิง นายไม่สบายรึเปล่า”
เยี่ยนลี่เฉิงส่ายหน้าอย่างเขินอาย “เปล่าครับอาฉิน ผมสบายดี”
ฉินอี้หานขมวดคิ้ว “แต่หน้าของนาย...”
ไม่พูดถึงยังจะดีกว่า เพราะเมื่อพูดขึ้นมาเยี่ยนลี่เฉิงก็อดที่จะคิดถึงคำพูดของอิงอิงน้อยไม่ได้
เขาจึงหลบสายตาที่อาฉินมองมาและสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับความเขินอาย
“ผมเพิ่งจะออกไปวิ่งมาครับ”
ฉินอี้หานพยักหน้า เพียงแค่เยี่ยนลี่เฉิงสุขภาพแข็งแรงก็โอเคแล้ว
เมื่อมองไปรอบ ๆ ไม่เห็นอิงอิงน้อย ฉินอี้หานจึงมองขึ้นไป้า
เยี่ยนลี่เฉิงรีบบอก “อาฉินครับ คุณป้าหวงช่วยอิงอิงน้อยอาบน้ำอยู่ชั้นบน”
“อาบน้ำเหรอ?”
เยี่ยนลี่เฉิงพยักหน้า “่บ่ายผมเล่นกับอิงอิงน้อยอยู่ที่สวนดอกไม้ด้านหลัง กระโปรงและรองเท้าของเธอเปื้อนโคลน ผมจึงให้คุณป้าหวงพาเธอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า”
เมื่อเยี่ยนลี่เฉิงพูดจบ มือของป้าหวงก็จับราวบันไดที่ชั้นสาม เธอกำลังอุ้มอิงอิงน้อยอยู่
“คุณพ่อ!”
“พี่ชายลี่เฉิง!”
เมื่ออาบน้ำเสร็จ ฉินอิงอิงเปลี่ยนเป็ชุดเ้าหญิงสีส้มชมพูคู่กับรองเท้าเ้าหญิงสีขาว ผิวของเธอขาวราวกับน้ำนม เพราะเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จผมสีดำขลับจึงนุ่มและฟูฟ่องมากขึ้น ผมเธอยาวจนเกือบจะปิดใบหน้าทั้งหมด ตากลมโตสีดำที่กะพริบขณะมองพวกเขา ดูราวกับฝุ่นเอลฟ์ในการ์ตูนมิติิญญามหัศจรรย์อย่างไรอย่างนั้น
“ป้าหวง… อิงอิง… เดินไปเอง”
เป็ฉินอิงอิงที่ยืนกราน ป้าหวงจึงต้องก้มตัวและวางเธอลง
เมื่อเตรียมจะจับมือเล็ก ๆ คุณหนูก็วิ่งลงบันไดตึง ๆ ๆ ด้วยขาสั้น ๆ ของเธอแล้ว
“คุณหนูระวังค่ะ!”
แม้จะลงบันไดอย่างช้า ๆ และนุ่มนวล แต่คุณหนูก็ยังเป็เด็กอายุสามขวบครึ่ง ยังอันตรายอยู่ดี
ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าเธอจะพูดไม่ได้ โชคดีที่ตอนนี้พูดได้แล้ว ร่างกายเ้าเนื้อของคุณหนูอิงอิง… ป้าหวงเห็นแล้วก็รู้สึกชอบ ไม่รู้ว่าในใจของคุณป้าพูดว่าคำน่ารักออกมากี่ครั้งแล้ว
“อิงอิงน้อย!”
เมื่อเห็นอิงอิงน้อยที่จู่ ๆ ก็ออกจากอ้อมแขนของป้าหวงและวิ่งตึง ๆ ๆ ลงไปชั้นล่าง พ่อที่ยังไม่ทันหายดีใจเพราะมีความสุขที่ลูกสาวเรียกตนเองได้ ก็แทบจะหัวใจหยุดเต้นเพราะความหวาดกลัว
สีหน้าของเยี่ยนลี่เฉิงเปลี่ยนไป เขากับอาฉินจึงรีบวิ่งขึ้นบันไดไปพร้อมกัน
ฉินอิงอิงหัวเราะคิกคัก เมื่อเห็นพ่อและพี่ชายวิ่งขึ้นมา เธอก็รีบวิ่งเข้าไปในอ้อมแขนของพ่อทันที
“พ่อ!”
วาฬน้อยตัวนุ่มวิ่งเข้ามาในอ้อมกอด จากนั้นฉินอี้หานก็กอดเธอไว้เต็มอ้อมแขน
ด้วยความประหม่าและทำอะไรไม่ถูก เขาจึงหยิกแก้มอันอวบอ้วนของลูกสาวตัวน้อย
“อิงอิงน้อย นี่อันตรายมากรู้ไหม?”
อิงอิงน้อยอยากจะส่ายหัว สำหรับวาฬอ้วนแล้ว เธอไม่ได้ใส่ใจกับความสูงเพียงเท่านี้เลย
แต่เมื่อคิดอย่างละเอียดแม้แต่น้ำยังสำลักเอาง่าย ๆ ร่างกายของมนุษย์ที่เป็เด็กคงอ่อนแอกว่าลูกวาฬอ้วนมากจริง ๆ
ดังนั้นฉินอิงอิงจึงรีบกอดคอของคุณพ่อซื่อบื้อและจุ๊บลงบนใบหน้าหล่อ ๆ ของเขา
“จุ๊บ!”
คุณพ่อซื่อบื้อ “...”
โอเค ๆ ช่างเถอะ!
ถ้าเขาอยู่ตรงนี้ อย่างไรเขาก็สามารถรับลูกสาวที่กำลังจะล้มได้ไม่ใช่เหรอ?
ฉินอิงอิงเอียงหัวและเห็นพี่ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พ่อมีสีหน้าที่หวาดกลัว เธอจึงยื่นหัวเล็ก ๆ ออกมาแล้วกะพริบตาปริบ ๆ
“พี่ชายลี่เฉิง พี่มานี่สิ!”
เมื่อเห็นท่าทางของอิงอิงน้อย “พี่ชายลี่เฉิงมานี่สิ ฉันมีของดี ๆ จะให้พี่” ลี่เฉิงจึงเม้มริมฝีปากแล้วหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะโน้มตัวลงมา
“จุ๊บ!”
ฉินอิงอิงจุ๊บไปที่แก้มของพี่ชายหนึ่งทีเหมือนกับที่เธอทำให้พ่อ
เพราะพวกเขาเป็คนเลี้ยงเธอ
จะลำเอียงไม่ได้!
ต้องจุ๊บทั้งหมด!
เยี่ยนลี่เฉิงช็อคไปแล้ว “...”
ััได้ถึงความนุ่มนิ่มจากริมฝีปาก แต่แรงที่จุ๊บลงมาที่แก้มก็มีไม่น้อย เยี่ยนลี่เฉิงอึ้งไปหมด
ฉินอิงอิงเงยหน้าขึ้นและซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของพ่อ จากนั้นก็ยิ้มให้เขาอย่างดีอกดีใจ
ดวงตาองุ่นเปลี่ยนเป็ดวงตาพระจันทร์เสี้ยว เสียงที่ทั้งนุ่มและหวานของลูกวาฬน้อยดังขึ้น
“คุณพ่อได้จุ๊บ พี่ชายลี่เฉิงก็ต้องได้จุ๊บ อิงอิง… ยุติธรรม”
ฉินอี้หานไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ ถึงแม้เยี่ยนลี่เฉิงจะตัวสูงแต่เขาก็ยังเป็เด็ก
เด็กคนนี้เคยมีบุคลิกเ็าตอนที่อยู่ในตระกูลเยี่ยน เขาไม่ใกล้ชิดกับเด็กในตระกูลั้แ่เล็ก เขาค่อนข้างที่จะเหมือนกันกับฉินอี้หาน
เด็กชายไม่คาดคิดมาก่อนว่าจู่ ๆ น้องสาววัยสามขวบครึ่งที่เพิ่งเข้ามาจะชอบและปฏิบัติต่อเขากับอาฉินอย่างเท่าเทียมกัน
เยี่ยนลี่เฉินระงับความสุขใจด้วยการเม้มริมฝีปากและยิ้มอย่างยับยั้งชั่งใจ
ฉินอี้หานกำลังอุ้มลูกสาวตัวน้อยลงไปชั้นล่างจึงมองไม่เห็นปลายหูที่แดงแจ๋และนิ้วมือที่สั่นเทาของหลานชาย
คุณป้าหวงเองก็รีบกลับเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็น หลังจากที่เห็นว่าคุณหนูชอบกินอาหารทะเลและเนื้อสัตว์ วัตถุดิบสองชนิดนี้ก็มีอยู่เต็มตู้เย็น
ฉินอี้หานอุ้มลูกสาวตัวน้อยและนั่งลงบนโซฟาในห้องรับแขก ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นว่าลูกสาวตัวน้อยพูดได้อย่างคล่องแคล่ว
“อิงอิงน้อยของพวกเราพูดได้เก่งขนาดนี้แล้วเหรอ?”
ฉินอิงอิงอยากจะพยักหน้าอย่างภูมิใจ แต่เมื่อเธอคิดว่าบางครั้งเธอก็ยังพูดจาติดขัดอยู่ เธอจึงยืดหลังตรงและโน้มตัวเข้าไปในอ้อมแขนของพ่อ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ก็พอได้!”
เธอรู้สึกว่าเธอสามารถพูดได้คล่องกว่านี้จึงเงยหน้าขึ้นและเอ่ยอีกครั้ง
“ต้องพูดได้ดีกว่านี้แน่นอน!”
ฉินอี้หานมีความสุขมากเมื่อเห็นอิงอิงน้อยพูดออกมาได้อย่างสบาย ๆ
ถึงแม้จะพูดไม่ได้แต่ถ้าเป็ลูกสาวของฉินอี้หาน เขาจะทำให้คนพวกนั้นไม่กล้าวุ่นวายกับเธออีก
เมื่อเห็นใบหน้าของอิงอิงน้อยเต็มไปด้วยความมั่นใจและเห็นความสุขที่อยู่ในดวงตาแวววาวของเธอ เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“อืม อิงอิงน้อยต้องพูดได้ดีกว่านี้”
ในฐานะคุณพ่อเขาจะต้องสอนเธอให้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน
ขณะรับประทานอาหาร ฉินอิงอิงสังเกตเห็นว่าโต๊ะและเก้าอี้ในห้องอาหารเปลี่ยนไป
พูดให้ถูกก็คือเก้าอี้ที่เธอนั่งกินข้าวเปลี่ยนไป แต่ส่วนที่เหลือก็ยังเหมือนตอนเที่ยง
เธอกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงสูงที่พ่อผู้ซื่อบื้อจัดเตรียมไว้เป็พิเศษ เธอจึงมองเห็นอาหารต่าง ๆ บนโต๊ะได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ เท้าเล็ก ๆ คู่หนึ่งแกว่งไกวอยู่บนเก้าอี้อย่างมีความสุข
“เปลี่ยนเป็เก้าอี้สูงแล้ว ขอบคุณค่ะพ่อ!”
ฉินอี้หานมองเธอด้วยรอยยิ้ม “อิงอิงน้อยรู้ได้อย่างไรว่าพ่อเป็คนจัดการ?”
ฉินอิงอิงหัวเราะคิกคัก “เพราะว่าพี่ชายลี่เฉิงและอิงอิงยังเป็เด็กน้อย แต่พ่อเป็ผู้ใหญ่ แน่นอนว่าต้องเป็คนตัดสินใจเื่ในบ้าน”
ฉินอี้หานตกตะลึง “...”
นั่นคือสิ่งที่เป็ความจริง!
เยี่ยนลี่เฉิงเพิ่งจะนั่งลง ฉินอี้หานเหลือบตามองเด็กชายและหันกลับไปถามลูกสาวตัวน้อย
“อิงอิงเป็เด็กน้อยแต่พี่ชายลี่เฉิงโตขนาดนี้ ทำไมลูกยังบอกว่าเขาเป็เด็กอีกล่ะ?”
ฉินอิงอิงรีบตอบทันที “คุณป้าหวงพูดกับอิงอิง พี่ชายลี่เฉิงเพียงแค่รูปร่างสูง แต่ที่จริงแล้วเพิ่งจะอายุเพียงสิบขวบ พี่ชายลี่เฉิงกับอิงอิงยังเป็เด็กที่ต้องมีผู้ใหญ่ดูแลเหมือนกัน”
“จริงไหมคะ พี่ชายลี่เฉิง?” ฉินอิงอิงมองพี่ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธออย่างขอความคิดเห็น
ปื้นสีแดงปรากฏบนใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างเด่นชัดและจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“อิงอิงน้อยพูดถูก!”
ฉินอี้หานเหลือบมองลี่เฉิง หาได้ยากที่จะเห็นเขาแสดงความเขินอายเหมือนเด็ก ๆ และสายตาของเขาก็ดูอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน