ในขณะที่รติมากำลังกระวนกระวายใจหาทางหลบหลีกที่จะไม่ต้องแต่งงานอยู่นั้นคนที่เป็ต้นเหตุกลับมานั่งคุยโทรศัพท์อย่างกระดี๊กระด๊ากับเพื่อนรักอยู่
“ทางฉันเรียบร้อยแล้วนะโส ทางเธอล่ะเป็ไงบ้าง”
“ทางฉันก็โอเค ฉันน่ะเล่นบทที่เราวางแผนกันไว้จนตาปูนไม่กล้าหือเลยล่ะ” โสภิตาส่งเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจมาตามสาย
“ของฉันก็เหมือนกัน แต่พวกเราก็ยังวางใจไม่ได้หรอกนะเพราะไม่รู้ว่าเด็กสองคนนั้นจะมีแผนอะไรมาต่อต้านพวกเราอีกหรือเปล่า” นวลฉวีเตือนเพื่อนรักเพราะยังไม่วางใจนัก ด้วยรู้ว่านิสัยของบุตรสาวตนเองเป็เช่นไร
“จริงด้วย แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะถ้าเกิดพวกเขาดื้อขึ้นมา”
“รอดูก่อนว่าพวกเขาจะทำยังไงแล้วเราค่อยมาคิดหาวิธีรับมือกันภายหลังแล้วกัน”นวลฉวีสรุปและคุยกับเพื่อนรักอีกพักใหญ่ๆ ก่อนจะวางสายไป
“กลุ้มโว้ย! ทำไมชีวิตฉันต้องมาเจอเื่บ้าๆ แบบนี้ด้วยวะ” อวัชกิจสุนทรหรือปูน ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้า หน้าตาดี ฐานะชาติตระกูลดีทุกอย่างจึงเป็ที่หมายปองของบรรดาสาวๆกำลังนั่งดื่มเหล้ากับกลุ่มเพื่อนสนิทที่คบหากันมาั้แ่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยในผับดังที่มักจะมากันเป็ประจำคืนนี้ชายหนุ่มดื่มหนักมากเนื่องจากมีเื่กลุ้มอกกลุ้มใจ ซึ่งเื่มันเกิดขึ้นเมื่อตอนเย็นเมื่อมารดาของเขาบอกว่า
“ตาปูน แม่จะให้ลูกแต่งงานกับหนูขมิ้นนะ”
“อะไรนะครับ! คุณแม่พูดใหม่อีกทีซิครับ” เขาถามท่านใหม่อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้หูฝาดไป
“แม่บอกว่าจะให้ลูกแต่งงานกับหนูขมิ้นแม่กับน้านวลไปหาฤกษ์แต่งกันมาแล้ว ได้วันที่ 5 เดือนหน้านี้จ้ะ”
“ฮาๆๆคุณแม่ต้องล้อผมเล่นแน่เลยใช่ไหมครับ” เขาพยายามทำให้ดูเหมือนเป็เื่ตลกไม่จริงจังอะไรแต่สีหน้าของท่านนี่สิทำให้นึกกลัว
“เปล่าจ้ะ แม่พูดจริง”
“คุณแม่! ไม่เอานะครับ ผมไม่แต่งกับยัยขมิ้นหรอกพวกเราไม่ได้รักกันแถมเกลียดกันอีกต่างหาก และที่สำคัญผมมีแฟนของผมอยู่แล้ว”เขาพยายามชี้แจงให้ท่านฟังเขาอยากรู้ว่าโลกนี้มันเกิดอาเพศอะไรขึ้นถึงทำให้มารดาคิดจะจับเขากับยัยขมิ้นแต่งงานกันได้พวกท่านก็รู้ว่าเขากับยัยนั่นไม่ถูกกันมาั้แ่เด็กแล้ว
“แกก็ไปเลิกกับแฟนแกซะสิ”
“คุณพ่อ!” เขามองบิดาตาโตเพราะไม่คิดว่าท่านจะพูดแบบนี้ออกมา
“อย่างที่พ่อเขาพูดนั่นแหละลูกไปเลิกกับผู้หญิงคนนั้นซะ แล้วเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อแต่งงานกับหนูขมิ้น”
“ไม่ครับคุณแม่” เขาปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมให้ท่านมาบงการในเื่คู่ครองเด็ดขาด ”ผมไม่เลิกกับนีน่าและจะแต่งงานกับเขาด้วยส่วนเื่แต่งงานกับยัยขมิ้นคุณแม่กับคุณพ่อเลิกคิดไปได้เลย ผมไม่แต่ง!”
“ตาปูน! นี่ลูกกล้าขัดใจแม่เพราะผู้หญิงคนนั้นเหรอ”
“มันไม่ใช่นะครับ” เขาบอกเสียงอ่อนลงเพราะมารดาเล่นเอาน้ำตามาเป็อาวุธ ก่อนพยายามอธิบายให้ท่านเข้าใจ ‘ที่ผมปฏิเสธเพราะคุณแม่ทำไม่ถูกไม่ได้เกี่ยวกับนีน่าเลยคุณแม่ก็รู้ว่าผมกับยัยขมิ้นเกลียดขี้หน้ากันจะตายไปแล้วจะแต่งงานกันได้ยังไงและสมมุติว่าผมยอมแต่ยัยขมิ้นคงไม่ยอมหรอกครับ’
“ยอมสิ หนูขมิ้นยอมแต่ง น้านวลเขาพูดให้เข้าใจแล้ว”
“อะไรนะครับ!” เขาถามอย่างไม่อยากจะเชื่อก่อนจะเปลี่ยนเป็โกรธแทน นึกเข่นเขี้ยวอีกฝ่ายอยู่ในใจ ‘ยัยขมิ้นบ้า! เพราะเธอคนเดียวทำให้แม่ฉันมีความหวัง นึกพิศวาสอะไรฉันขึ้นมานะถึงได้ตอบตกลงแบบนี้มันน่าบีบคอนักเชียว’
“แต่ถึงยัยขมิ้นจะยอมแต่ผมไม่มีทางยอมหรอกครับ”
“ตาปูน! ดี! ถ้าลูกไม่ยอมแต่งงานกับหนูขมิ้นและไม่เลิกกับผู้หญิงคนนั้นละก็ต่อไปไม่ต้องมาเหยียบบ้านนี้อีกและไม่ต้องมาเรียกแม่ว่าแม่อีกต่อไปแล้วก็จะไม่ได้สมบัติทุกอย่างของกิจสุนทรอีกด้วย”
“คุณแม่!” เขาร้องเรียกได้แค่นั้นเพราะทั้งพ่อทั้งแม่ลุกเดินจากไปโดยไม่ฟังคำคัดค้านใดๆ จากเขาอีกเลย
เฮ้อ…คิดแล้วกลุ้มชะมัดอะไรเข้าสิงให้มารดาของเขาคิดเช่นนี้กันนะ ที่ผ่านมาท่านตามใจเขามาโดยตลอดไม่เคยบังคับขืนใจให้ทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบเลยสักครั้งนี่เป็ครั้งแรกที่ท่านบังคับ ไอ้ครั้นจะขอให้บิดาช่วยก็คงไม่ได้เพราะท่านเข้าข้างมารดาเต็มที่
อวัชยกดื่มแก้วแล้วแก้วเล่าราวกับว่ามันเป็น้ำเปล่าจนเพื่อนๆต่างพากันเป็ห่วง ธนิกทนดูไม่ไหวจึงตัดสินใจแย่งแก้วออกจากมือเพื่อน
“เฮ้ย...ไอ้ปูน แกดื่มมากไปแล้วนะเว้ย”
“ใช่ แกจะทุกข์อะไรนักวะ คุณขมิ้นสวยน่ารักจะตายไปถ้าฉันเป็แกนะ จะดีใจจนเนื้อเต้นเลยล่ะที่ได้แต่งงานกับเธอ”ฐากูร หนุ่มจอมเ้าชู้ประจำกลุ่มเอ่ยถึงรติมาด้วยความชื่นชม ชายหนุ่มเคยพบหญิงสาวตอนที่ครอบครัวของเธอมาบ้านของอวัชหลายครั้งและจากการได้พูดคุยกันทำให้รู้ว่านอกจากความสวยแล้วเธอยังนิสัยดีอีกด้วย
เธอมีความเป็มิตรกับทุกคน แต่ยกเว้นคนเดียวคือเพื่อนของเขานี่แหละไม่รู้ไปโกรธเกลียดกันมาแต่ชาติปางไหนถึงได้เจอหน้ากันทีไรต้องทำหน้าบึ้งแยกเขี้ยวใส่กันทุกทีพูดคุยกันทีไรจะต้องมีคำเหน็บแนมหรือประชดประชันอีกฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอทุกครั้งไป
“ใช่สวยแต่สวยแบบนางมารร้ายไง เหมือนแม่มดที่แปลงร่างเป็สาวสวยแต่พอคืนร่างก็กลายเป็ยายแก่หนังเหี่ยวย่นน่าเกลียดน่ากลัวดีๆนี่เอง ไอ้ฐา...แกยังไม่รู้จักธาตุแท้ของยัยขมิ้นดีเท่าฉันหรอกนะ” อวัชเอ่ยเสียงเยาะหยัน เพราะทนไม่ได้ทุกครั้งเวลาที่มีใครมาพูดชื่นชมคู่อริให้ฟัง
“ธาตุแท้...ธาตุแท้อะไรวะ ถ้าจะบอกว่ามันคือนิสัยที่ชอบแขวะชอบแกล้งแกของคุณขมิ้นละก็ขอบอกว่าไม่ใช่ว่ะเพราะฉันเห็นมีแต่แกคนเดียวที่โดน พวกฉันไม่เห็นโดนเลยสักคน”
พวกเพื่อนในกลุ่มพากันหัวเราะขันคำพูดของฐากูรพลางพยักหน้าเห็นด้วยเป็แถวทำให้อวัชหงุดหงิดและไม่พอใจเพื่อนๆ ที่เข้าข้างรติมา
“แล้วนี่ยัยนีน่าแฟนแกรู้เื่นี้หรือยังวะ” ฐากูรเอ่ยถาม ก่อนยกแก้วเหล้าที่มีอยู่เกือบครึ่งเทรวดเดียวหายวับไปในลำคอ
“ยังเลย ฉันยังไม่ได้บอก เพราะตัวฉันเองก็เพิ่งรู้วันนี้เหมือนกัน” อวัชตอบเสียงเครียด หยิบแก้วเหล้าที่ธนิกดึงไปมาเทใส่ปากรวดเดียวหมดเหมือนกันเขารู้สึกหนักใจเหลือเกิน ไม่รู้จะอธิบายเื่นี้ให้แฟนสาวที่คบหากันมาหลายปีฟังอย่างไรดี
“ฉันว่าแกอาจจะไม่ได้แต่งงานกับคุณขมิ้นก็ได้นะอย่าเพิ่งกังวลไปเลย” ธนิกออกความเห็นบ้างเรียกความสนใจจากเพื่อนๆในกลุ่มให้มองมาที่เขาเป็จุดเดียวกันได้โดยเฉพาะอวัชที่ดูจะสนใจเป็พิเศษแต่คนที่เอ่ยถามออกมากับเป็วากร
“อะไรทำให้แกคิดอย่างงั้นวะนิก”
“ก็คุณขมิ้นเกลียดไอ้ปูนมันจะตายไปเื่อะไรเธอจะยอมแต่งงานกับมันเล่า” ธนิกให้เหตุผลแบบง่ายๆทำให้ความหวังของอวัชดับวูบ ก่อนจะบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า
“ยัยนั่นยอม”
“หา...อะไรนะ!” เพื่อนทั้งสามคนพูดออกมาพร้อมกัน
“ยัยนั่นยอมแต่งงานกับฉัน ไม่รู้เกิดนึกพิศวาสอะไรฉันขึ้นมาบ้าจริงๆ”
“เฮ้ย ไม่มั้ง ฉันพนันได้เลยว่าไม่” ฐากูรบอกอย่างมั่นใจ อวัชจึงตวัดสายตาดุๆ ใส่เพื่อน
“ไม่อะไร แม่ฉันเป็คนบอกเองว่ายัยนั่นตกลง”
ฐากูรยักไหล่ ไม่ต่อปากต่อคำกับเพื่อนอีกส่วนธนิกก็ตบไหล่อวัชเบาๆ อย่างปลอบใจ
“เอาน่า แกอย่าเพิ่งคิดมากเลยฉันก็คิดเหมือนไอ้ฐานั่นแหละนะ เชื่อเถอะว่าคุณขมิ้นก็คงไม่เต็มใจแต่งงานกับแกเหมือนกันแล้วในเมื่อต่างคนต่างไม่ยอมพ่อแม่แกก็บังคับไม่ได้หรอก แกทำใจให้สบายเถอะ”
“ใช่ อย่าเพิ่งตื่นตูมไปก่อนเลยรอดูทางคุณขมิ้นก่อนว่าเขาจะเอายังไง ฉันว่ากลับกันเถอะว่ะ นี่มันก็จะเที่ยงคืนอยู่แล้วพรุ่งนี้ฉันมีประชุมแต่เช้าซะด้วยสิ” วากรสรุปเื่ทั้งหมดพร้อมกับชวนเพื่อนๆกลับบ้าน อวัชที่เริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยยอมทำตามทุกคนจึงต่างแยกย้ายกันกลับบ้านไป
รติมาก้าวเท้าเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังที่มาเปิดบริการอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าหญิงสาวกวาดสายตามองหาเพื่อนรักที่คบหากันมานานั้แ่สมัยเรียนมัธยมก่อนจะพบว่าเพื่อนของเธอนั่งคอยอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างกระจกบานใสจึงรีบสาวเท้าเข้าไปหาทันทีเพราะเธอมาช้ากว่าเวลานัดร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว
“แพน...มานานแล้วหรือยัง” รติมาเอ่ยทักเพื่อนพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตัวตรงข้าม
“ไม่นานหรอกจ้ะเพื่อนรัก ก็แค่ครึ่งชั่วโมงเอง”
‘แพน’หรือ ‘วิยดี’ ตอบประชดด้วยใบหน้าบึ้งตึงเล็กน้อยรติมาจึงยิ้มให้อย่างเอาใจ เพราะเธอเป็คนนัดแต่ดันมาสายเสียเอง
“ขอโทษนะก็รถมันติด”
“แหมๆ คำตอบยอดฮิตของคนมาสายเลยนะเนี่ยหัดเปลี่ยนได้แล้วนะยะ แต่ไม่เป็ไรหรอกฉันจะยกโทษให้ถ้ามื้อนี้แกจะเป็คนเลี้ยงเอง”
“ย่ะ ฉันจะเป็คนเลี้ยงเองยัยคนขี้งก”
วิยดีหัวเราะชอบใจก่อนจะยกมือขึ้นกวักเรียกบริกรชายที่ยืนอยู่ไม่ไกลมาสั่งอาหารและรอเพียงไม่นานอาหารที่สั่งไว้ก็มาเสิร์ฟ ทั้งสองลงมือทานกันอย่างเอร็ดอร่อย จนกระทั่งอิ่มหนำก็เรียกเช็กบิลค่าอาหารจนเรียบร้อยแล้วจึงพากันไปเดินชอปปิ้งต่อ
“นี่ขมิ้น เื่แต่งงานของแกกับคุณปูนไปถึงไหนแล้วล่ะ” วิยดีเอ่ยปากถามแต่มือและสายตาอยู่ที่แท่งลิปสติกหลายแท่งหลายสีที่วางเรียงรายอยู่ที่หญิงสาวรู้เื่นี้เป็เพราะเมื่อคืนรติมาโทรมาปรึกษาเธอั้แ่สองทุ่มยันเที่ยงคืนจนเธอแทบจะหลับคาโทรศัพท์มือถือเสียหลายหน
“จะเป็ยังไงล่ะ ก็เหมือนเดิมน่ะสิ” รติมาหน้ามุ่ยตอบ “เมื่อเช้าฉันลองพูดอีกครั้ง แต่คุณแม่ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะให้ฉันแต่งงานกับนายปูนให้ได้”
“คุณป้าคิดยังไงนะที่จะให้แกกับเขาแต่งงานกัน”วิยดีพูดเปรยๆ ออกมาอย่างไม่เข้าใจ “แล้วแกลองคุยกับคุณปูนแล้วหรือยังล่ะบางทีช่วยกันคิดย่อมดีกว่าคิดคนเดียวนะ” หญิงสาวเสนอความคิดเห็นแต่ความคิดนี้ของเธอได้รับการปฏิเสธกลับมาทันควัน แถมยังโดนเพื่อนตำหนิอีกด้วย
“นี่แกจะให้ฉันญาติดีกับนายนั่นน่ะเหรอไม่มีทางหรอกย่ะ เอาสมองส่วนไหนคิดฮะ”
วิยดีเอื้อมมือไปหยิกแขนเพื่อนจอมปากจัดด้วยความหมั่นไส้เสียทีหนึ่ง
“โอ๊ย! แกมาหยิกฉันทำไมเนี่ย เจ็บนะ” รติมาโวยวายพลางเบี่ยงแขนหลบเร็วไวแต่ก็ไม่พ้นอยู่ดี
“ก็แกอยากปากจัดมาว่าฉันก่อนทำไมล่ะและก็ช่วยหรี่เสียงลงหน่อย ดูสิคนอื่นเขามองกันใหญ่แล้ว”
“ก็มันจริงไหมล่ะ แกก็รู้นี่ว่า....”รติมาพูดเสียงเบาลง และยังพูดไม่ทันจบประโยคดีก็โดนวิยดีพูดสวนขึ้นมาว่า
“หรือแกอยากแต่งงาน”
“ไม่!” ปฏิเสธเสียงหลงก่อนจะลดลงแทบเป็กระซิบ “ฉันไม่อยากแต่งงาน”
“ถ้าไม่แล้วแกจะมัวมาเล่นตัวมัวถือทิฐิที่ไร้สาระบ้าบออยู่ทำไมกันฮะทำไมแกไม่ร่วมมือกับเขาเพื่อหาทางแก้ไขเื่นี้ด้วยกันล่ะ ยัยขมิ้น...แกฟังฉันนะ แกยอมอ่อนในวันนี้แต่ได้อิสระในวันข้างหน้าแบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอว่าไง...แกจะเลือกอย่างไหนบอกฉันมาซิ”วิยดีว่าให้อย่างเหลืออด นึกเอือมระอากับหนุ่มสาวคู่นี้จริงๆ ที่ทำอย่างกับว่าอีกฝ่ายหนึ่งไปฆ่าญาติตัวเองตายอย่างนั้นแหละถึงได้ญาติดีกันไม่ได้ทั้งที่ความเป็จริงแล้วไม่ได้มีเื่บาดหมางร้ายแรงอะไรกันเลยมีแต่เื่ทะเลาะกันเหมือนเด็กๆ เท่านั้นเอง
คำพูดของเพื่อนทำเอารติมาโต้แย้งไม่ออกแถมยังต้องคิดตามไปด้วยอีกต่างหาก
“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไงล่ะ” เมื่อหมดหนทางหญิงสาวก็เอ่ยถามเพื่อนเสียงอ่อยๆ
“แกมีเบอร์เขาไหม”
“ไม่มี” ตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดสักนิดเดียว
วิยดีมองหน้าเพื่อนอย่างอ่อนใจนี่สองคนนี้จะไม่มีวันญาติดีกันได้จริงๆ หรือไงนะพ่อแม่ออกจะเป็เพื่อนรักกันแต่ทำไมลูกถึงเป็ศัตรูกันได้ก็ไม่รู้
“แล้วแกติดต่อเขายังไง”
“ทำไมฉันจะต้องติดต่อนายปูนด้วยล่ะไม่มีความจำเป็นี่นา เอ๊ะ...แต่รู้สึกว่าฉันจะมีเบอร์คุณฐากูรเพื่อนนายปูนอยู่นะ” รติมานึกขึ้นได้ว่าเธอเคยแลกเบอร์โทรศัพท์กับฐากูรเอาไว้
“งั้นโทรหาเขาแล้วขอเบอร์คุณปูนซะ”
“เอางั้นเหรอ” หญิงสาวมีสีหน้าลังเลใจ แต่พอเห็นสายตาของเพื่อนเข้าก็ต้องรีบเปิดกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาฐากูรทันทีไม่อย่างนั้นเธอได้เคว้งคว้างเผชิญเื่นี้เพียงลำพังเป็แน่เพราะความเื่มากของตัวเองเป็เหตุ
‘เอาก็เอา ยอมวันนี้เพื่ออิสระในวันข้างหน้า’
เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นอยู่สองสามครั้งก่อนจะมีเสียงนุ่มหวานดังมาตามสาย
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะคุณฐา นี่ขมิ้นเองนะคะจำได้ไหม”
“จำได้สิครับ แหม...ใครจะลืมคนสวยๆอย่างคุณขมิ้นไปได้ล่ะครับ ผมดีใจจังที่คุณขมิ้นโทรมาหา มีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ”
รติมาอมยิ้มกับความปากหวานของคนปลายสายเธอไม่ถือสาที่เขาพูดแบบนี้เพราะพอจะรู้ว่าฐากูรเป็คนอย่างไร
“คือขมิ้นมีเื่จะขอรบกวนคุณฐานิดหน่อยน่ะค่ะเอ...ไม่ทราบว่าโทรมารบกวนเวลางานของคุณหรือเปล่าคะ” เธอถามอย่างเกรงใจ
“ไม่หรอกครับ สำหรับคุณขมิ้นผมว่างทุกเวลาเสมอแล้วมีเื่อะไรจะให้ผมช่วยเหรอครับ” คนปลายสายถามกลับอย่างกระตือรือร้น
“คือขมิ้นอยากจะขอเบอร์โทรศัพท์ของนายปูนน่ะค่ะเพราะมีเื่ด่วนที่จะต้องพูดด้วย”
“เื่ด่วนที่ว่าใช่เื่แต่งงานหรือเปล่าครับ”
“ค่ะ คุณฐารู้ได้ไงคะ?” ถามออกไปแล้วก็อยากจะตบปากตัวเองนัก ถามอะไรโง่ๆ ก็เขาเป็เพื่อนกันนี่นานายปูนก็ต้องเอาเื่นี้ไปพูดอยู่แล้ว
“นายปูนบอกเมื่อคืนครับแถมยังบอกอีกด้วยว่าคุณขมิ้นตกลงจะแต่งงานกับมัน”
“บ้าแล้ว! ฉันไม่เคยตกลงอะไรเลยนะคะ ฉันไม่ได้เต็มใจจะแต่งงานด้วยแม้แต่น้อย” รติมานึกฉุนโกรธอวัชที่กุเื่ขึ้นมา ฐากูรหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วพูดต่อว่า
“ผมก็คิดแบบนั้นผมรู้ว่าคุณขมิ้นไม่ตกลงแต่งงานแน่ๆ”
“ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยค่ะ” เธอยืนยันเสียงหนักแน่น
“ครับผมเชื่อ เอาล่ะ ผมจะบอกเบอร์ของนายปูนให้นะครับ”
“ค่ะ”รติมาฟังและเอ่ยหมายเลขโทรศัพท์ของอวัชออกมาตามคำบอกของฐากูร โดยมีวิยดีคอยกดเลขใส่โทรศัพท์ของตัวเองเอาไว้อีกต่อหนึ่ง
“ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเหลือ”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ เื่เล็กน้อยแค่นี้เองแต่ถ้าคุณขมิ้นอยากจะขอบคุณผมจริงๆขอเปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็การให้เกียรติไปทานอาหารกับผมสักมื้อได้ไหมครับ”
“ได้สิคะ เอาไว้วันหลังขมิ้นจะเลี้ยงข้าวตอบแทนก็แล้วกัน” รติมารับปากและคุยกับชายหนุ่มอีกเพียงครู่ก็วางสาย พอหันมามองเพื่อนสาวก็เห็นยืนหูผึ่งคอยฟังอยู่ข้างๆหญิงสาวจึงหัวเราะเบาๆ พลางใช้สายตาเป็สื่อบอกเพื่อนว่า...
แบบนี้เขาเรียกว่าพวกสอดรู้สอดเห็นนะยัยแพน
ส่วนวิยดีก็ค้อนขวับเพราะอ่านสายตาของเพื่อนออกก่อนถามว่า
“คุณฐาคนนี้มีภาษีดีแค่ไหน”
“ศูนย์เปอร์เซ็นต์ในเื่ที่จะพัฒนามาเป็แฟนแต่เต็มร้อยในเื่ที่จะมาเป็เพื่อน”
วิยดีหรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิดแต่ก็ไม่พบอะไร
“ไม่ต้องมามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นหรอกย่ะไม่มีอะไรล้านเปอร์เซ็นต์ โอเค!”
“แหม...ก็เห็นคุยกันออกจะถูกคอ”วิยดียังไม่ยอมเชื่อง่ายๆ
“เขาเป็เพื่อนย่ะ ไม่มีทางเกินกว่านั้นแกก็น่าจะรู้ดีนี่ว่าทำไม” ประโยคสุดท้ายทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของคนพูดดูเศร้าสร้อยลงวิยดีจึงบีบบ่าเพื่อนแล้วเอ่ยปลอบโยนว่า
“อย่าคิดมากเลยนะขมิ้น สักวันพี่กรจะต้องรับรู้ถึงความรักความจริงใจของแกที่มีให้เขาแต่ฉันอยากจะให้แกบอกพี่กรไปเลยนะว่าแกรู้สึกยังไงด้วย จะได้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย” หญิงสาวแนะนำเพราะทนเห็นเพื่อนตกอยู่ในสภาพรักข้างเดียวแบบนี้ไม่ไหวอีกต่อไปรติมาหลงรักพัสกรมาั้แ่เด็ก แต่เพื่อนของเธอก็ยังไม่กล้าสารภาพรักออกไปด้วยกลัวว่าจะเสียใจหากโดนปฏิเสธและอาจจะมองหน้ากันไม่สนิทใจตลอดไป ด้วยเหตุนี้ความรักจึงไม่ได้คืบหน้าไปไหนสักที
“ฉัน...ไม่กล้า” ในน้ำเสียงที่ตอบไปนั้นมีความไม่มั่นใจอยู่เต็มเปี่ยม
“เฮ้อ! แล้วเมื่อไรล่ะ”
“เอาไว้อีกสักพักแล้วกันนะ”
“สักพักของแกฉันนับได้ร้อยรอบแล้วมั้ง” วิยดีท้วงติงอย่างอ่อนใจ เธออยากให้เพื่อนมีความกล้ามากกว่านี้ เื่นี้จะได้จบสิ้นกันไปเสียทีรติมานั้นเก่งไปหมดทุกอย่าง ไม่มียอมแพ้ไม่มีการถอยหนี ทว่าพอเป็เื่ความรักกลับกลายเป็คนขี้ขลาดไปซะอย่างนั้น
“ทำไมล่ะไม่เห็นจะต้องรีบร้อนเลยนี่นา เื่แบบนี้มันต้องใช้เวลานะยัยแพน”
“ย่ะขอให้แกใช้เวลาไปจนกว่าพี่กรจะมีแฟนแล้วแต่งงาน แกค่อยไปสารภาพรักก็แล้วกัน” วิยดีประชดประชันเพื่อน แต่พอเห็นใบหน้าหมองเศร้าของเพื่อนแล้วก็อดสงสารไม่ได้“ฉันก็พูดไปอย่างนั้นเอง แกอย่ามาใส่ใจคนปากเสียอย่างฉันเลยนะขมิ้น”
“ไม่หรอก ที่แกพูดมันก็จริง” รติมาบอกเสียงเศร้าก่อนจะยิ้มฝืดๆ ให้เพื่อน วิยดีถอนหายใจก่อนจะปรับน้ำเสียงและสีหน้าให้สดใสขึ้นแล้วเอ่ยชวนรติมาว่า
“ฉันว่าเราไปดูกระเป๋ากันดีกว่านะเนี่ยใบนี้มันเก่าแล้วฉันอยากได้ใบใหม่สักใบ”
“ไปสิ” รติมารับคำก่อนจะเดินตามแรงจูงของเพื่อนไปยังร้านกระเป๋ายี่ห้อดังที่อยู่ไม่ไกล
“แกอย่าลืมโทรหาคุณปูนล่ะเข้าใจไหมคืนนี้เลยนะ” วิยดีย้ำเตือนเพื่อนอีกครั้งเมื่อทั้งสองเดินมาถึงลานจอดรถที่รถของพวกเธอจอดอยู่
“อืม...รู้แล้ว ไม่ต้องย้ำมากหรอกน่าบ๊ายบายจ้ะ ขับรถกลับดีๆ นะ” รติมารับปากส่งๆ เพื่อตัดความรำคาญพร้อมโบกมือลาก่อนจะเดินไปที่รถของตนเองซึ่งจอดถัดจากรถของเพื่อนไปสามคัน