บทที่ หก
พระพักตร์อ่อนล้าของบุคคลในชุดฉลองพระองค์สีทองนั่งเหนือขุนนางน้อยใหญ่สาเหตุของร่องรอยเหน็ดเหนื่อยมาจากราชการที่ติดพันหลายวันซึ่งเป็เื่ของหัวเมืองติดซีเป่ยการประชุมขุนนางมีทั้ง่ว่าราชการเช้าและกลางคืนที่ห้องส่งงานจนโม่เหวินหานมิอาจได้มีเวลาส่วนตัวพอจะว่างสุดก็่หลังยามอู่
“กระหม่อมเห็นว่าเื่ส่งผู้ตรวจการไปฝ่าาควรเลือกที่ไม่โดดเด่นนักถ้าเป็ขุนนางเก่าอาจจะง่ายต่อการระบุตัว ยิ่งการแฝงตัวครั้งนี้ไม่อาจจะผิดพลาดได้” ฉินหนานผู้รั้งขุนนางในราชสำนักผู้หนึ่งกราบทูลต่อเบื้องบนเื่นั้นไม่พ้นเกี่ยวกับซีเป่ย การตรวจสอบสถานะความภักดีของหัวเมืองที่เป็เมืองขึ้นต่อแผ่นดินถ้าส่งผู้ไม่มีความสามารถมากพอก็จะไม่ได้หลักฐานเอาผิดเพื่อลดทอดสถานะหัวเมืองนอกและยิ่งแย่กว่าถ้าผู้ตรวจการปลอมแปลงสารหรือถูกจับได้
“เื่นี้เราคิดไว้แล้วว่าคัดเลือกจากผู้สอบผ่านบัณฑิตเมื่อปีที่แล้วให้แฝงตัวไป”
ฉินหนานผู้กราบทูลเื่เมื่อครู่จบก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีกพลางถอยกลับมาที่ยืนของตนเองทั้งท้องพระโรงไร้เสียงตอบรับเหมือนว่าแสดงความเห็นด้วย โม่เหวินหานจึงเอ่ยต่อ“ทุกกรมรวบรวมรายชื่อส่งด้วยสำหรับขุนนางที่รับตำแหน่งไม่เกินสองปีคณะเดินทางเราจะเลือกอีกที ทั้งนี้ก็ควรมีขุนนางเก่าไปด้วยท่านจิ้นป๋อท่านจะว่าอย่างไรถ้าจะส่งคนในศาลต้าหลี่ของท่านไปกับคณะ”
“กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะกฎเกณฑ์ปฏิบัติและข้อบังคับแผ่นดินจินหยางหย่อมควรเลือกจากศาลต้าหลี่” จิ้นป๋อขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในศาลต้าหลี่ประคองมือสูงเท่าอกก้มหน้ารับคำอย่างเห็นด้วย
“ท่านก็เลือกคนแล้วส่งมาให้เราด้วยสักยามซวีก็ได้”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
ประชุมเช้าจบเพียงเท่านั้นเมื่อเ้าแผ่นดินหายกลับเข้าม่านส่วนขุนนางก็พากันทยอยกลับ การที่ฮ่องเต้จะเลือกขุนนางบรรจุใหม่ไปทำงานใหญ่แม้จะถือว่าเสี่ยงแต่นับว่าน่าลองถ้าให้ส่งพวกเก่าแก่ตำแหน่งสูงไปทางซีเป่ยอาจจะจับตัวได้ง่ายฉะนั้นนี่เป็่ที่จะให้คนใหม่สร้างผลงานด้วยเหล่าขุนนางที่มีลูกหลานหรือพรรคพวกสอบบรรจุตำแหน่งได้ปีที่แล้วเริ่มหาวิธีส่งคนของตัวเองไปทำงานอนาคตจะได้รุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีกส่วนใครที่ไม่มีก็มีเวลารีบหาก่อนที่กรมราชวังจะส่งรายชื่อให้เบื้องบน
โม่เหวินหานกลับมาพักที่ตำหนักเฉียนชิงหลี่ต้ากงก็ปรนนิบัติเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็ชุดที่สวมใส่สบายมากยิ่งขึ้น
“พระองค์จะพักสักครู่ไหมพ่ะย่ะค่ะ ก่อนเสวยกลางวันกระหม่อมจะเตรียมแท่นบรรทม”
“ก็ดี ตอนนี้เราไม่หิว” หลังเปลี่ยนเป็ชุดที่สบายขึ้นเขาก็เอียงศีรษะไปมาพร้อมหมุนไหล่สลัดความเมื่อยล้าก่อนจะโบกมือสั่งการขันทีคนสนิท“เ้าออกไปเถอะ ไม่ต้องเตรียมอะไรเข้ายามเซินค่อยมาปลุกเรา”
หลี่ต้ากงค้อมตัวแล้วเตรียมจะเดินจากไปอย่างที่ได้รับคำสั่งมาแต่พอโม่เหวินหานที่เหลือบไปเห็นกระบี่ในห้องบรรทมก็นึกถึงใครบางคนขึ้นมา “เดี๋ยวก่อน”
“หลี่กุ้ยเหรินย้ายมาตำหนักฟู่ตงเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“นางว่าอะไรไหมแล้วของที่เรามอบให้ล่ะ นางชอบหรือเปล่า?”
ขันทีสูงวัยขมวดคิ้วกับสิ่งที่บุรุษสูงส่งตรัสแต่ดีที่ตนก้มหน้าอยู่สีหน้าเช่นนี้ผู้เป็นายจึงไม่เห็นก็เพราะคำถามนั้นนับได้ว่ามีสองสิ่งประหลาดหนึ่งใครจะกล้าไม่ชอบด้วยหรือของล้ำค่าขนาดนั้นทั้งได้เลื่อนตำแหน่งได้ย้ายตำหนักโดยยังไม่ได้เข้าปรนนิบัติสักครั้งสองคือฝ่าาคิดจะเอาใจสนมตำแหน่งเล็กถึงขนาดเก็บว่าคิดว่าคนที่ได้รับจะชอบหรือไม่
“ทูลฝ่าาหลี่กุ้ยเหรินไม่ได้มีท่าทีใดเป็พิเศษหลังได้รับตำแหน่งตอนรับราชโองการกระหม่อมเห็นว่าเป็สตรีที่สงบนิ่งน่าชื่นชมยิ่งนัก” ให้กราบทูลตรงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจแต่มีหรือเขาจะกล้าพูด อะไรที่ชื่นชมได้ก็พอจะหยิบมาชมเพื่อความอยู่รอดของตนเองหลังผู้เป็นายได้ยินก็สรวลลั่นห้องบรรทม
โม่เหวินหานคิดภาพตามที่ได้ยินสงบนิ่งน่าชื่นชม ขันทีอย่างหลี่ต้ากงก็พยายามหาเื่มาชมนางจริงๆถ้าได้เห็นนางฝึกกระบี่จะว่าสงบนิ่งอีกไหมจริงสิเวลานี่ก็่เวลารับอาหารจากห้องเครื่องด้วยนางมักจะใช้เวลานี้แอบไปฝึกกระบี่่นี้ ไม่รู้กระบี่ที่ให้ไปจะคล่องมือหรือยัง “เราไม่พักแล้ว ไปเอาชุดขันทีมา”
“พระองค์..ฝ่าาจะ..” เสียงติดๆ ขัดๆของหลี่ต้ากงทำโม่เหวินหานขัดใจ
“ใช่ รีบไปเอามา เราจะไปตำหนักฟู่ตง”
อีกแล้ว..แอบเข้าตำหนักใน่กลางวันอีกแล้วไม่ยอมพักผ่อนแต่หนีลักลอบเข้าหาสนมใหม่ถ้าข่าวลือนี้หลุดออกไปเทียนหลงฮ่องเต้ได้มีเื่มัวหมองให้นิทราทั่วแผ่นดินยังไม่ร่วมปลอมตัวเป็ขันทีอีกต่างหาก
โม่เหวินหานรู้จักที่ทางในตำหนักฟู่ตงพอๆกับฝ่ามือตัวเอง ครั้งนี้เขาไม่ต้องลอบะโข้ามกำแพงด้วยซ้ำเพียงเดินเข้าประตูปีกข้างตำหนักที่ใกล้กับตำหนักเฉียนชิงเดินผ่านระเบียงยาวไม่นานก็มาถึงแล้วถัดไปไม่กี่ห้องก็เป็ห้องนอนของนางซึ่งห้องนี้ก็เป็อีกห้องที่สามารถเชื่อมกับสวนเล็กๆหลังห้อง
บุรุษในชุดขันทีน้อยเดินมุ่งหน้าไปครั้งนี้ไม่ได้ยินเสียงตวัดกระบี่แม้แต่น้อย‘หรือว่านางฝึกกระบี่เสร็จแล้ว’ ไม่รอช้าโม่เหวินหานก็ได้คำตอบ
สตรีนางหนึ่งกำลังเอนกายนั่งพักบนเก้าอี้ยาวอากาศท้ายวสันต์เริ่มแผ่ความร้อนแล้วนางถึงกับปลดเสื้อคลุมตัวนอกออกเหลือแต่เสื้อตัวกลางสีขาวเบาบางและยิ่งกว่านั้นคือน่าจะพึ่งฝึกกระบี่เสร็จผมถึงหลุดลุ่ยพร้อมกับเม็ดเหงื่อเล็กที่รอบๆไรผมและขมับ แก้มใสขลับสีแดงระเรื่อโม่เหวินหานเม้มปากที่แห้งผากแน่นก่อนจะจงใจทำเสียงเดินดังๆให้นางรู้ตัวว่ามีคนกำลังมา
ร่างที่เอนตัวยู่พลันลุกขึ้นมามองต้นเสียงเมื่อเห็นว่ามีผู้มาใหม่จึงรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมลวกๆ
“ใครกัน?”
“เป็ข้าเอง” โม่เหวินหานเปลี่ยนเสียงเป็แหบแหลมอย่างที่เคยทำแล้วก้าวเท้าออกไป
“เ้า..อีกแล้ว?” หลิวชิงเซียงอดไม่ได้ที่จะหน้ายู่สงสัยขันทีน้อยคนนี้แปลกประหลาด ขนาดนางย้ายตำหนักแล้วยังมาพบกันอีกทั้งที่นี่เป็พื้นที่ส่วนตัวยิ่งไม่เข้าใจว่าโผล่มาได้อย่างไรหากครั้งนี้จะปล่อยไปไม่ได้แล้ว ขันทีที่ไหนจะไปไหนตามใจได้ขนาดนี้กระบี่ที่วางพาดไว้ข้าวเก้าอี้ถูกคว้าขึ้นมารวดเร็วแล้วชี้ไปที่บุคคลน่าสงสัย “มาได้อย่างไร มาทำอะไรที่นี่ตอบมาไม่เช่นนั้นครั้งนี้ข้าไม่ปล่อยเ้าไปแน่”
“นั้นกระบี่ที่หลี่กุ้ยเหรินได้รับพระราชทานมาหรือ?” แต่อีกฝ่ายหาสนใจไม่ทั้งยังดูไม่ยี่หระสักนิดว่ามีกระบี่ชี้ใส่
“อย่าให้ข้าต้องชักกระบี่เ้ารีบตอบมาได้แล้วว่าตามข้ามาทำไม” นางจงใจทำเสียงให้หนักแน่นต้องทำให้เขารู้ว่านางคงเอาจริงแล้ว“ถ้าไม่ตอบข้าจะแจ้งว่าเ้าบุกรุกเข้าตำหนักสนมที่นี่ไม่มีสนมคนอื่นเ้าจะอ้างอะไรอีกว่ามาเดี๋ยวนี้ อันซื่อ!”
“หลี่กุ้ยเหรินจำนามของข้าน้อยได้น่ายินดียิ่งแต่ข้อหาบุกรุกเช่นนี้ใส่ความกันชัดๆ” เสียงแหบแปร่งของบุรุษผู้นี้ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ไม่คุ้นหูสักทีหลิวชิงเซียงขมวดคิ้วมองสำรวจคนตรงหน้าครั้งนี้สภาพความเหนื่อยล้าของขันทีน้อยยิ่งดูมากกว่าวันก่อนๆ “กระหม่อมแค่เดินสำรวจตรวจความเรียบร้อยงานหนักขนาดนี้หลี่กุ้ยเหรินไม่โปรดเข้าใจความภักดีเสียเลย”
เหมือนรู้ทันว่านางคิดว่าใบหน้าหล่อเหลานี้ดูเหน็ดเหนื่อยอีกฝ่ายถึงพูดจี้จุดได้ตรงกลางพอดีทั้งยังไม่พออยู่ๆ เสียงร้องโครกก็ออกมาจากร่างสูงใหญ่ตรงหน้า เสียงท้องร้อง! หลิวชิงเซียงอดไม่ได้ที่จะมองไปที่บริเวณท้องของอันซื่อ
“เ้า..หิว?”
“..กระหม่อมตรวจงานไม่เสร็จย่อมไม่ได้รับอาหาร” เสียงแปร่งๆนั้นแสดงความทอดถอนใจอาลัยตนเองเสียน่าสงสาร
“เ้าอยู่ตำหนักไหนทำไมนายเ้าดูแลเช่นนี้?”งานไม่เสร็จก็ไม่ได้อาหารถ้างานของขันทีน้อยคือเดินตรวจตำหนักในจริงตำหนักในกว้างขวางขนาดนี้ต้องตรวจทั้งวันก็ไม่เสร็จเช่นนี้ไม่ใช่ว่ากว่าจะได้กินคือพระอาทิตย์ตกเลยหรือโหดร้ายไปแล้วมิน่าใบหน้าเขาถึงโทรมและล้าขนาดนี้
“เมื่อครู่พึ่งมาจากทางตำหนักเฉียนชิงพ่ะย่ะค่ะหลี่กุ้ยเหริน”
มาจากตำหนักเฉียนชิงนั้นมันที่พักของฮ่องเต้มิใช่หรือ ขันทีน้อยผู้นี้เข้าตำหนักเฉียนชิงได้แสดงว่ามีฐานะระดับหนึ่งเลยเสียแต่คนที่ตำหนักเฉียนชิงน่าจะดูแลคนไม่ดีขันทีน้อยคงโดนข่มจากฐานะสินะ ไหนๆ เขาก็เป็ข้ารับใช้ที่ปิดปากเป็รู้ทั้งรู้ว่าหลี่กุ้ยเหรินคนนี้แอบฝึกวรยุทธ์แต่ไม่เอาไปแพร่งพรายที่ไหนขันทีน้อยคนนี้ก็น่าจะพอให้นางซื้อใจได้ “เ้ารอตรงนี้”
หลิวชิงเซียงสั่งบุรุษร่างสูงตรงหน้าจบก็หายกลับเข้าไปประตูเชื่อมห้องนอนเพียงไม่นานก็เดินออกมาพร้อมซาลาเปาสองลูก“รับไป” นางยื่นของในมือให้อีกฝ่าย “เ้าก็กินซะจากนี้ถ้าหิวนักก็มาที่นี่ ข้าพอจะมีอาหารเก็บเอาไว้”
“ขอบพระทัยหลี่กุ้ยเหริน” เขารับซาลาเปาสองลูกที่เย็นชืดมาไว้ในมือถ้ามีใครรู้เข้าคงทั้งหัวเราะกับเื่นี้หรือไม่นางก็โดนิ่เบื้องสูงแต่ถ้าเขาพอใจใครจะกล้าหัวเราะนางโม่เหวินหานก้มมองซาลาเปาลูกขาวแล้วเงยมองสตรีในชุดครามเข้ม นางคงชอบสีนี้จริงๆดีแล้วที่เขามอบชุดนี้ให้ ยิ่งได้มาอยู่บนร่างเพรียวแล้วนางยิ่งดูสง่าขึ้นกว่าชุดสีสดใสเป็กอง
“ไม่กินหรือ?” เห็นขันทีน้อยเอาแต่มองกลับมาไม่ยอมกินเสียทีก็อดถามไม่ได้
“แล้วเช่นนี้หลี่กุ้ยเหรินจะมี..”
“อ่อ มีสิสองลูกนี้ข้าเก็บไว้กินตอนหลังออกกำลังเฉยๆ ไม่ใช่อาหารกลางวันหรอกเ้ากินได้เลยตามสบาย เดี๋ยวอิงหลานฟ่านหรูก็คงกลับมาพร้อมอาหารจากห้องเครื่องแล้ว”
หลังได้ซาลาเปาสองลูกติดมือกลับมาโม่เหวินหานก็มุ่งกลับตำหนักเฉียนชิงพร้อมมุมปากที่ยกขึ้นส่วนคนด้านหลังที่ตามคอยปรนนิบัติข้างกายตลอดพอเห็นผู้เป็นายออกมาจากตำหนักฟู่ตงสีหน้าเบิกบานในมือถือซาลาเปาก็แปลกใจกว่าเดิมจะถามก็ไม่กล้า รู้เวลานี้ดีใจเหลือเกินที่สองตำหนักใกล้กันสามารถหลบสายตาคนอื่นๆง่ายขึ้นใครมาเห็นฮ่องเต้ในชุดขันทีถือซาลาเปาสองลูกอมยิ้มได้ตกอกใไปทั้งวังหลวง
ทันทีที่เข้ามาถึงห้องชั้นในยังไม่ทันได้เปลี่ยนชุดกลับโม่เหวินหานก็ส่งของในมือให้ข้ารับใช้“เ้าเอาไปอุ่นร้อนให้เรา”
“อุ่น? ให้กระหม่อมเอาลูกใหม่จากห้องเครื่องไหมพ่ะย่ะค่ะเวลานี้ห้องเครื่องน่าจะยังมีซาลาเปาใหม่ๆ อยู่”
“ไม่ เราจะกินสองลูกนี้เ้าห้ามเปลี่ยนลูกใหม่”
ผู้เป็นาย้าข้ารับใช้ก็ต้องทำตามหลี่ต้ากงอยากรู้นักเวลาที่ฝ่าาย่องไปหาหลี่กุ้ยเหรินนางใช้วิธีอะไรอ้อนเอาใจเทียนหลงฮ่องเต้ผู้เป็นายถึงได้หลงนางขนาดนี้ ขนาดซาลาเปาชืดๆ ก็ยังจะกินถ้าเป็อาหารจากห้องเครื่องส่งมาแบบนี้ได้ถูกตัดมือแล้วเป็แน่
สองวันถัดมาปัญหาหัวเมืองนอกเริ่มคลี่คลายไปได้มากการจัดตั้งผู้ตรวจการเป็ไปได้ด้วยดี กองกำลังที่โยกย้ายไปตั้งรับในกรณีที่เกิดทางนั้นตั้งใจเป็ปรปักษ์แล้วก่อเหตุสร้างความชุลมุนก็เรียบร้อยหมายความว่ากลางวันวันนี้คงจะเป็วันสุดท้ายแล้วที่โม่เหวินหานจะแอบหลบเข้ามาหลบฝากท้องในฐานะขันทีน้อย
โม่เหวินหานหลบเข้ามาอย่างวันก่อนๆเสียงเงียบในสวนเล็กไม่น่าแปลกใจนางคงฝึกวรยุทธ์เสร็จแล้ว แต่พอเดินเข้ามาจริงๆวันนี้กลับไร้เงาสตรีห้าวหาญไม่รู้ว่านางไปไหนกัน หรือว่าวันนี้นางจะไม่ออกมาฝึกแต่อย่างไรก็ขอตรวจสอบให้แน่ใจ
แม้นางจะได้เลื่อนตำแหน่งแล้วแต่สนมนับั้แ่ขั้นกุ้ยเหรินและต่ำกว่าจะไม่มีการที่ห้องเครื่องจะนำอาหารมาส่งให้ฉะนั้นเวลานี้น่าจะไม่มีนางกำนัลข้างกายอยู่ส่วนพวกนางกำนัลที่พึ่งได้รับมาตอนเลื่อนตำแหน่งน่าจะดูแลแค่ส่วนนอกถ้านางจะรู้กฎในวังเสียหน่อยแม้จะเป็ขันทีก็ไม่มีใครเข้ามาได้ถึงส่วนชั้นในของสนมขนาดนี้
เขาเดินเข้ามาในห้องนอนก็แล้วแต่ยังคงเงียบไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆไม่มีผู้อาศัยในตำหนักไม่มีนางกำนัลรับใช้โม่เหวินหานจึงตัดใจแอบเดินออกมาส่วนด้านนอกก็แล้วแต่ไม่เจอคนที่มองหาเหลือแต่นางกำนัลและขันทีประจำตำหนักเท่านั้นนายหญิงบ่าวรับใช้หายไปกันหมดทั้งสามคนเขาไม่คิดว่าหญิงเช่นนางจะออกไปเดินเล่นที่อุทยานอวดโฉมนอกตำหนักเท่าไรแต่ถ้าไม่อยู่ที่นี่เขาก็คิดไม่ออก บางทีนางอาจจะเบื่อจนไปเดินเล่นก็ได้
เร็วเท่าความคิดลองก็ไม่เสียหาย โม่เหวินหานกลับออกจากตำหนักฟู่ตงแล้วไปเปลี่ยนฉลองพระองค์อีกครั้ง“เราจะไปอุทยาน”
“ตอนนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ใช่เราไม่ได้ไปหย่อนใจที่อุทยานมานานแล้ว ราชการคลี่คลายลงเราก็จะพักบ้างไม่ได้หรือ”
“พระองค์ประสงค์ล้วนได้ทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะแต่เวลานี้อุทยานน่าจะมีมากกว่าหมู่ภมร”
“อ่อ พวกสนมใช่ไหม พวกนางอยู่ตรงไหนพาเราไป”
โม่เหวินหานเปลี่ยนอาภรณ์เป็สีม่วงหรูหราคลุมทับด้วยชุดสีขาวขบวนเสด็จยาวเดินตามเื้ับุรุษสูงสง่าเดินนำระหว่างเส้นทางชมผกาไปจนถึงริมศาลาหินแม้จะมีสนมให้พบเจอนับสิบทุกคนล้วนไม่ใช่คนที่เขา้าพบ
สนมแต่ละนางพอเห็นขบวนเสร็จก็พากันถวายบังคัมแล้วก้มหน้าพลางคิดในใจที่วันนี้โชคเข้าข้างได้พบฮ่องเต้อย่างที่ใจหวังเสียที แต่พอจนแล้วจนรอดขบวนเสร็จก็ผ่านหน้าไปจนลับตาบุรุษที่พวกนางเห็นแค่รองพระบาทอย่าว่าแต่ถามชื่อเสียงเรียงนามเลยด้วยซ้ำไม่แม้จะหยุดหันมาทางนางด้วยซ้ำ
“แถวนี้เป็ส่วนที่เหล่าสนมนิยมมาพักผ่อนมากที่สุดแล้วพ่ะย่ะค่ะพระองค์จะพักที่ศาลานี้ก่อนไหมพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะให้เตรียมน้ำชาของว่าง”
“ไม่ต้อง ไม่เจอดอกไม้ที่หาเราไม่อยากอยู่ชม”ตลอดทางจนมาถึงศาลาหินจุดที่เป็ที่ชมอุทยานที่สวยที่สุดก็ไม่พบคนที่มองหาแม้แต่เงา เวลานี้นางจะหายไปไหนได้
“พระองค์โปรดชมดอกไม้ใดกระหม่อมจะนำทางไปเองพ่ะย่ะค่ะ”
“ดอกหลี่”
“เวลานี้ดอกหลี่ร่วงโรยแล้วพ่ะย่ะค่ะหากพระองค์โปรดชมกระหม่อมจะนำไปแต่อาจจะไม่มีดอกให้ชม” หลี่ต้ากงนี่ไม่รู้อะไรเอาเสียเลยดอกหลี่ที่เขาหมายถึงให้ดอกไม้เสียเมื่อไร
“เรารู้ว่าดอกหลี่บานเมื่อไรหลี่ต้ากงไม่รู้เสียมากกว่าดอกหลี่ที่เราเอ่ยถึงคืออะไร”
โม่เหวินหานหมุนตัวเดินกลับตำหนักอย่างเบื่อหน่ายเมื่อหาตัวสตรีผู้หนึ่งไม่เจอเป็เวลานี้เองที่หลี่ต้ากงถึงรู้ว่าดอกหลี่ที่ว่าคืออะไร
กลับมาถึงตำหนักเฉียนชิงแล้วอาหารกลางวันก็ไม่ได้เสวยคนก็ไม่รู้ไปไหน เทียนหลงฮ่องเต้จึงมีสีหน้าทะมึนคนรับใช้ข้างกายอย่างหลี่ต้ากงก็พลันต้องหาวิธีไขความขุ่นมัวของผู้เป็นาย
“วันนี้พระองค์ไม่ตรวจราชการแล้วไปซ้อมวรยุทธ์ไหมพ่ะย่ะค่ะพระองค์ไม่ได้ซ้อมกระบี่มาั้แ่มีเื่ซีเป่ย”
ยิ่งอีกฝ่ายพูดถึงเื่ซ้อมวรยุทธ์ให้ได้ยินเขาก็ยิ่งแปลกใจว่าหลี่กุ้ยเหรินหายไปไหนไม่ได้แล้วเขาต้องรู้ให้ได้เดี๋ยวนี้ ไม่รู้ทำไมจิตใจของเขาถึงกระสับกระส่ายนัก
“เ้าไปตามหามาเดี๋ยวนี้ว่าหลี่กุ้ยเหรินอยู่ที่ไหน”
“ไม่อยู่ที่ตำหนักฟู่ตงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“หลี่ต้ากงถ้านางอยู่แล้วเราจะไปเดินอุทยานทำไม ให้เ้าไปตามตัวนางทำไมอย่ามาถามให้เราหงุดหงิดไปกว่านี้ รีบไปหาตัวนางเดี๋ยวนี้”
“กระหม่อมผิดไปแล้วกระหม่อมไปเดี๋ยวนี้”ขันทีชั้นผู้ใหญ่รีบถวายบังคับแล้วหายตัวไปอย่างเร็วโม่เหวินหานยิ่งคิดก็แปลกใจ ตำหนักฟู่ตงที่เขาพึ่งไปมาเงียบเฉียบเกินไป ถ้าเวลานั้นเขาไม่ได้อยู่ในชุดขันทีแอบย่องเข้าตำหนักในคงเรียกขันทีเฝ้าตำหนักมาไถ่ถามแล้ว
หลี่ต้ากงหายไป่หนึ่งถ้วยน้ำชาก็กลับมาอย่างรวดเร็วแสดงว่าคงรู้แล้วว่าหลี่กุ้ยเหรินไปอยู่ที่ใด
“ทูลฝ่าาหลี่กุ้ยเหรินไม่อยู่ตำหนักฟู่ตงนับั้แ่เมื่อคืน ทราบมาว่าครั้งสุดท้ายเห็นว่าถูกเฉินผินเรียกตัวไปพบพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่กลับตำหนักทั้งคืน?” ชัดแล้วว่ามีปัญหาถ้าไม่มีอะไรทำไมไม่กลับ แล้วไปนอนค้างตำหนักอื่นทำไมรู้จักอะไรกับเฉินผินถึงต้องไปค้างแรมด้วยกัน “อยู่กับเฉินผิน?”
“กระหม่อมส่งคนไปถามแล้วแต่ทางเฉินผินแจ้งว่าหลี่กุ้ยเหรินทำผิดกฎเกณฑ์วังหลวง เฉินผินจึงรั้งตัวไว้อบรม”
“กล้ามาก! เป็เพียงสนมขั้นผินกล้าถือตัวมาสอนคนของเรา! นำเราไปตำหนักเฉินผินเดี๋ยวนี้” เสียงโทสะแห่งความโกรธเกรี้ยวครอบงำประกาศกร้าวหลี่ต้ากงที่อยากเอ่ยเตือนว่าไม่ควรเสด็จด้วยตนเอง ให้ส่งคนไปจัดการก็พอแล้วแต่ก็ต้องกลืนคำทั้งหมดลงคอก็ผู้เป็เ้าแผ่นดินก้าวนำออกไปแล้วเขาจะกล้าห้ามได้อย่างไร