อันซิ่วเอ๋อร์ย่อมไม่อาจล่วงรู้ความคิดในใจของเหลียงซื่อได้ทว่านับตั้งแต่นางแต่งงานกับจางเจิ้นอัน นางก็ไม่เคยเสียใจเลยสักครั้งทุกสิ่งที่นางทำล้วนเพื่อครอบครัว นางสำนึกในบุญคุณที่ครอบครัวเดิมเลี้ยงดูมาทั้งความรักใคร่จากบิดามารดาญาติพี่น้อง และยังสำนึกในความเอื้ออาทรที่จางเจิ้นอันมีต่อนางบัดนี้นางจึงคิดเพียงจะดูแลบ้านช่องให้ดี ให้จางเจิ้นอันไม่ต้องกังวลสิ่งใดอีกทั้งยังมุ่งมั่นหาเงินให้มากขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว
นางยังคิดถึงการเปลี่ยนกระท่อมหลังน้อยให้เป็นบ้านหลังคามุงกระเบื้องให้เร็วที่สุดอย่างน้อยก็ต้องสร้างบ้านให้เสร็จก่อนฤดูหนาวปีนี้ มิเช่นนั้นกระท่อมมุงฟางเช่นนี้คงต้านทานลมหนาวไม่ได้ หากหิมะตกหนักเข้าจริงๆกระท่อมก็คงทานทนน้ำหนักหิมะไม่ไหว และอาจพังครืนลงมาได้
ถึงแม้จะไม่แน่ว่าหิมะจะตกหรือไม่นางก็ยังคงกังวล แต่ความกังวลนี้ นางไม่อาจเอื้อนเอ่ยกับจางเจิ้นอันได้เกรงว่าเขาจะเข้าใจผิดและน้อยใจ
ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนี้เขาทุ่มเทอย่างมากไม่เพียงออกไปหาปลาและสอนหนังสือตอนกลางวัน ตอนกลางคืนยังหยิบตำรา‘สารานุกรมชาวนาตามฤดูกาล’ มาขบคิดอย่างจริงจัง
ถึงแม้อันซิ่วเอ๋อร์จะไม่คิดว่าเขาจะเรียนรู้เรื่องการเกษตรจากหนังสือเล่มนี้ได้จริงทว่านางก็ยังคงให้กำลังใจในความใฝ่รู้ของเขา
บางทีสักวันหนึ่งเขาอาจทำให้นางต้องทึ่งก็ได้ใครจะรู้เล่า แน่นอนว่าสำหรับนางแล้ว ตอนนี้เขาก็ดีเลิศมากพอแล้วนางมิได้หวังสิ่งใดมากไปกว่านี้ เพียงปรารถนาให้ชีวิตเป็นเช่นนี้ตลอดไปและเชื่อมั่นว่าชีวิตจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ
หลายคืนต่อมาอันซิ่วเอ๋อร์ยังคงตามอันเถี่ยมู่ไปจับจิ้งหรีดต้องยอมรับว่านางมีพรสวรรค์ในเรื่องนี้อย่างแท้จริงอันเถี่ยมู่เพียงพานางไปไม่กี่คืน นางก็เรียนรู้ได้เกือบทั้งหมดสามารถแยกแยะความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของเสียงร้องจิ้งหรีดได้แล้วหลายคืนที่ผ่านมา นางอาศัยเพียงการฟัง ก็จับจิ้งหรีดชั้นกลางถึงชั้นดีได้หลายตัวทำให้นางรู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก
เมื่อเวลาผ่านไปจิ้งหรีดของพวกเขาก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งเสียงร้องระงมไปทั่วทุกคืนเดิมทีเหลียงซื่อไม่เต็มใจที่จะให้จิ้งหรีดเหล่านี้เข้าไปอยู่ในห้องเดิมของอันซิ่วเอ๋อร์แต่เมื่อต้องทนฟังเสียงดังหนวกหูทุกค่ำคืน สุดท้ายนางก็จำต้องยอม
ภายใต้การฝึกปรือของอันเถี่ยมู่จิ้งหรีดเหล่านี้แต่ละตัวล้วนห้าวหาญจิ้งหรีดส่วนใหญ่ได้รับการฝึกฝนจนพร้อมเข้าสังเวียนแล้ว
อันเถี่ยมู่ปรึกษากับอันซิ่วเอ๋อร์ทั้งสองตัดสินใจว่าจะออกไปจับจิ้งหรีดชั้นดีอีกสักตัวในคืนนี้เพื่อใช้เป็นตัวชูโรง และถือโอกาสในตลาดนัดวันพรุ่งนี้นำจิ้งหรีดส่วนหนึ่งที่บ้านไปขาย อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกประหม่าเล็กน้อยเพราะนางไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้มาก่อน จึงไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่
กลางคืนนั้น นางตื่นเต้นจนข่มตาไม่หลับอยากจะรีบออกไปจับจิ้งหรีดชั้นดีบนเนินเขาใจจะขาด แต่เมื่อจางเจิ้นอันยังไม่หลับนางก็ไม่อาจออกไปได้ เกรงว่าเขาจะจับได้ จึงทำได้เพียงนอนนิ่งๆบนเตียงอย่างสงบเสงี่ยม
แต่บังเอิญคืนนี้จางเจิ้นอันอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาชวนนางคุยเรื่อยเปื่อยเล่าเรื่องนักเรียนในห้องเรียน เล่าเรื่องการทำไร่ไถนาจากหนังสือที่เขาอ่าน
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่มีกะจิตกะใจจะฟังเรื่องเหล่านี้ทำได้เพียงตอบรับส่งๆ ไป ในใจคิดถึงแต่อันเถี่ยมู่ที่คงกำลังรอนางอยู่ยิ่งทำให้นางกระวนกระวายใจมากขึ้น
ท่าทีร้อนรนของนางทำให้จางเจิ้นอันสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาอดไม่ได้ที่จะเอียงตัวถามนาง"ซิ่วเอ๋อร์ คืนนี้เจ้าดูแปลกไปนะมีอะไรปิดบังข้าอยู่หรือเปล่า?"
"ไม่มี ไม่มีเสียหน่อย" อันซิ่วเอ๋อร์ไม่อาจยอมรับ นางรีบแก้ตัว "ข้าแค่รู้สึกเหนื่อยอยากพักผ่อนเร็วๆ หน่อย" พลางพลิกตัวหันหลังให้แสร้งทำเป็นหลับ
"เช่นนั้นก็พักผ่อนเถอะ"เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้น จางเจิ้นอันก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อเพียงเหลือบมองแสงหิ่งห้อยระยิบระยับนอกมุ้ง พลางนึกถึงว่าปกติเวลานี้นางมักจะยังคงง่วนอยู่กับงานฝีมือ เขาก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
เขากดความสงสัยในใจลง ลุกขึ้นจากเตียงหยิบกรงใส่หิ่งห้อยบนโต๊ะ เปิดหน้าต่าง แล้วปล่อยหิ่งห้อยเหล่านั้นออกไปจนหมดเฝ้ามองพวกมันกะพริบแสงระยิบระยับลับหายไปเขาจึงค่อยหันกลับมาล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง
ปกติแล้วจางเจิ้นอันเป็นคนนอนเรียบร้อยเขามักจะนอนหงายตัวตรงราวกับศพ แต่หลังจากอยู่กับอันซิ่วเอ๋อร์เขากลับโอบกอดนางนอนทุกคืน ร่างกายโค้งงอ จนติดท่านอนงอตัวเหมือนคันธนูไปเสียแล้ว
ในยามที่อากาศหนาวเย็นการถูกเขากอดทำให้อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกอบอุ่นสบาย แต่เมื่ออากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆนางก็อยากจะหลุดพ้นจากอ้อมกอดของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคืนนี้ ที่นางมีความลับในใจการถูกเขากอดเช่นนี้ ยิ่งทำให้นางรู้สึกร้อนรุ่มอึดอัดมากขึ้น
ทว่าเพื่อมิให้รบกวนการพักผ่อนของเขาอันซิ่วเอ๋อร์จึงทำได้เพียงนอนนิ่งๆ ไม่ส่งเสียงใดๆจนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอแผ่วเบามาจากเหนือศีรษะ นางจึงค่อยๆขยับตัวเบาๆ ลองส่งเสียงเรียก "ท่านพี่?"
เมื่อไม่มีเสียงตอบ คงจะหลับไปแล้วจริงๆนางจึงค่อยๆ ดึงแขนของเขาออก แล้วเล็ดลอดออกจากอ้อมกอดอย่างแผ่วเบา ที่จริงแล้วค่ำคืนในหมู่บ้านชิงสุ่ยนั้นค่อนข้างเย็นสบาย เมื่ออันซิ่วเอ๋อร์เปิดประตูออกไปนางก็รู้สึกถึงลมเย็นที่พัดโชยมาต้องผิวกายอย่างสบาย
คืนนี้อากาศดีมากเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นพระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างนวลใย จนเมฆรอบๆ ก็ดูสุกใสไปด้วยอันซิ่วเอ๋อร์ไม่มีอารมณ์จะชื่นชมความงามเหล่านี้นางจุดตะเกียงน้ำมันแล้วย่องออกไปเงียบๆ
นางเดินลัดเลาะไปตามทางมุ่งหน้าสู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เสียงฝีเท้าทำเอาสุนัขในละแวกนั้นเห่าหอนไม่หยุดอันซิ่วเอ๋อร์ฟังแล้วก็รู้สึกหวาดหวั่น รีบสาวเท้าให้เร็วขึ้นเมื่อถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ก็ยังไม่พบร่างของอันเถี่ยมู่
นางรออยู่ครู่หนึ่งหันกลับไปมองหมู่บ้านเล็กๆ ที่ถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์ ดูมืดสลัวต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลนักทอดเงาตะคุ่มๆ ชวนให้รู้สึกเย็นเยียบอย่างประหลาด
ท่านพี่... เหตุใดจึงยังไม่มา?
อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกแปลกใจตอนนี้พ่อแม่ของนางก็รู้แล้วว่าท่านพี่จะออกไปจับจิ้งหรีดกับนางตอนกลางคืนไม่น่าจะมีใครขัดขวางเขาได้ เขาไม่เหมือนนางที่ต้องรอให้สามีหลับก่อนจึงจะออกมาได้ หรือว่านางมัวชักช้าจนเขาออกไปก่อนแล้ว?
แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้นางนัดกับเขาไว้แล้วนี่นา?
อันซิ่วเอ๋อร์ชำเลืองมองเนินเขาที่ไม่ไกลนักอยู่สองครั้งเนินเขาดูเหมือนจะอยู่ใกล้ๆ แต่หากจะเดินไปจริงๆ ก็ยังต้องใช้เวลาชั่วหนึ่งถ้วยชาที่สำคัญคือ ภายใต้แสงจันทร์เนินเขาแห่งนั้นดูเปลี่ยวร้างวังเวงเสียจนอันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกหนาวในใจไม่กล้าเดินไปคนเดียว
ค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงลมพัดใบไม้ดังสวบสาบทันใดนั้น อันซิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วมา นางรีบมองไปรอบๆแต่ก็ไม่เห็นใคร จึงปรับแสงตะเกียงน้ำมันในมือให้สว่างขึ้นอีกนิดแล้วก็นึกถึงเรื่องเล่าขานต่างๆ ในหมู่บ้านขึ้นมา
ในตำนานเล่าว่าหมู่บ้านนี้มีเจ้าแม่ธรณีคอยปกปักรักษาอยู่ ด้วยการคุ้มครองของพระนางเหล่าภูตผีปีศาจจากภายนอกจึงไม่กล้าเข้ามารบกวน แต่หากออกนอกเขตหมู่บ้านไปแล้วก็จะไม่มีเจ้าแม่ธรณีคุ้มครองอีก
อันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองที่ที่ตนนั่งอยู่รีบขยับถอยกลับเข้าไปสองสามก้าว กลัวว่าตนเองจะเผลอก้าวข้ามเขตออกไปโดยไม่รู้ตัว
การรอคอยช่างยาวนานและทรมานอันซิ่วเอ๋อร์ไม่มีความกล้าพอที่จะไปคนเดียวจะกลับไปนอนก็กลัวอันเถี่ยมู่จะมาถึงทีหลังแล้วคลาดกันนางจึงทำได้เพียงนั่งรออยู่ที่เดิมต่อไป
นางกอดเข่าอยู่คนเดียวบนพื้นตะเกียงน้ำมันส่องแสงริบหรี่ อันซิ่วเอ๋อร์พยายามให้กำลังใจตัวเอง ในที่สุดเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง "ซิ่วเอ๋อร์วันนี้ทำไมเจ้ามาเร็วนัก?"
อันเถี่ยมู่เดินเข้ามาใกล้โดยพลันอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ทันได้ตั้งตัว ถึงกับสะดุ้งตกใจ แต่ก็ดีใจมากกว่านางรีบลุกขึ้นยืน หันไปมองอันเถี่ยมู่แล้วบ่นอุบ "ท่านพี่ เหตุใดจึงมาช้าเช่นนี้? ข้ารอท่านเสียนานนึกว่าท่านไปแล้วเสียอีก"
"จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรพวกเรานัดกันที่นี่มิใช่หรือ" อันเถี่ยมู่กล่าวพลางเกาศีรษะแก้เก้อ"ปกติเจ้าจะมาเวลานี้ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าวันนี้เจ้าจะมาเร็ว"
"ข้าเพียงแต่นึกถึงว่าพรุ่งนี้เป็นวันตลาดนัดเลยตื่นเต้นจนนอนไม่หลับน่ะสิ" อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ติดใจเรื่องนั้นอีกต่อไปนางรีบกล่าว "เอาล่ะ ช่างเถอะ พวกเรารีบไปกันดีกว่าวันนี้ต้องพยายามจับ 'แม่ทัพใหญ่' ให้ได้สักตัวนะ"
"อืม" อันเถี่ยมู่พยักหน้าเมื่อพูดถึงเรื่องที่ตนถนัด ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันทีทั้งสองไม่รอช้า รีบมุ่งหน้าไปยังเนินเขาเล็กๆ เบื้องหน้า
หลังจากที่พวกเขาจากไปร่างของจางเจิ้นอันก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากเงามืด หากอันซิ่วเอ๋อร์ยังอยู่ที่นี่นางจะต้องตกใจเป็นอย่างมาก ที่แท้เสียงฝีเท้าที่นางได้ยินก่อนหน้านี้ไม่ใช่สิ่งที่นางคิดไปเอง
จางเจิ้นอันเพิ่งก้าวออกมาร่างเงาสวมชุดสีขาวอีกร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า ขวางทางเขาไว้พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง "เมื่อครู่เจ้าขวางทางข้าทำไม?"
"ข้าขวางทางเจ้า?" จางเจิ้นอันตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย "เจ้าไม่ไปเป็นคุณชายสำราญที่เมืองหมิ่นเยว่กลับมาด้อมๆ มองๆ ตามภรรยาข้าในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ด้วยเหตุใด?"
"ข้าตามภรรยาเจ้า?"
เยี่ยนจิ่งซิวหัวเราะเยาะเสียงทุ้มต่ำแฝงแววขุ่นเคืองดังขึ้นในความมืด
"ท่านคิดว่าสตรีเช่นนั้นคู่ควรให้ข้าติดตามหรือ? จะว่าไปแล้ว ท่านพี่จางท่านสวมหมวกเขียว [1] ได้ดูดีจริงๆ! ฮ่าฮ่าฮ่าสตรีบ้านนอกนางหนึ่ง แอบไปพบชายชู้ลับหลังท่าน แถมยังนัดเจอกันยามค่ำคืนเช่นนี้ช่างน่าขันสิ้นดี!"
"เรื่องของข้าไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเข้ามายุ่ง" จางเจิ้นอันกล่าวเสียงเย็นชา"อีกอย่าง ข่าวสารของเจ้าดูจะไม่ค่อยแม่นยำเท่าใดนักชายผู้นั้นคือพี่ชายของภรรยาข้า เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ยินนางเรียกเขาหรอกหรือ?"
"พี่ชายก็ไม่ต่างอะไรกับชายชู้ข้อนี้เจ้าไม่รู้หรือไร?" เยี่ยนจิ่งซิวสวนกลับไปประโยคหนึ่งเมื่อเห็นสีหน้าของจางเจิ้นอันไม่เปลี่ยนแปลงเขาก็เริ่มรู้สึกว่าตนอาจพูดผิดไปจริงๆแต่จะให้ยอมรับผิดต่อหน้าจางเจิ้นอันนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงแถต่อไป
"อ้อ ที่แท้ก็เป็นพี่ชายของนางจริงๆหรอกรึ? แต่เหตุใดนางจึงออกมากับพี่ชายตอนกลางค่ำกลางคืน?หรือว่า... สองคนพี่น้องคู่นี้..."
"หุบปาก!" จางเจิ้นอันตวาดลั่น เท้าตวัดเขี่ยพื้น ไม้ท่อนหนึ่งก็ลอยขึ้นมาอยู่ในมือความเร็วของเขาว่องไวเสียจนอีกฝ่ายตั้งตัวไม่ทันเยี่ยนจิ่งซิวเพียงรู้สึกว่าตาพร่าไปชั่วขณะ ไม้ท่อนนั้นก็พาดอยู่บนลำคอของเขาแล้ว"จงจำไว้ให้ดีว่าปากเป็นบ่อเกิดแห่งภัยพิบัติ [2] หากเจ้ายังกล้าพูดจาเหลวไหลอีก อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่ความเป็นพี่น้อง!"
เชิงอรรถ
[1] สวมหมวกเขียว สำนวนจีน หมายถึงการถูกภรรยานอกใจ หรือ ถูกสวมเขา
[2] ปากเป็นบ่อเกิดแห่งภัยพิบัติสำนวนจีน หมายถึง คำพูดพล่อยๆ อาจนำภัยมาสู่ตนเองได้