แม้แต่ถังฉือเย่เองก็ยังอดที่จะเงยหน้ามองเขาเป็นครั้งแรกไม่ได้ และนี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวรู้สึกว่าชายชราที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและจี้ถูกจุดพุ่งเข้าตรงประเด็นอย่างมาก
ท่านหัวหน้าตระกูลซักถามเป็นเวลานาน ซึ่งถังหย่งหมิงเองก็ไม่ได้เลี่ยงประเด็น หรือปากแข็งอย่างเฉินเสียสติที่ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมรับเด็ดขาด อีกอย่างพวกเขาเองก็ไม่มีหลักฐาน ท่านหัวหน้าตระกูลก็คงจะไม่บังคับข่มเหงถึงตาย เห็นได้ชัดว่าความจริงแล้วเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อใครทั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้ ท้ายที่สุดท่านหัวหน้าตระกูลก็เอ่ยอย่างเย็นชา “เรื่องชิวเอ๋อร์ เรายังไม่มีข้อมูลอะไรมาก เราจะไม่พูดเรื่องนี้ชั่วคราว”
ท่านย่าลู่ต้องการจะพูดบางอย่าง แต่ท่านหัวหน้าตระกูลมองถังต้าหวยด้วยสายตาออกคำสั่ง ก่อนที่ถังต้าหวยจะรีบก้มศีรษะลงและดึงท่านย่าลู่ไปอีกทาง
หัวหน้าตระกูลถังกล่าว “แต่จูเอ๋อร์ หยินเอ๋อร์ ต่างก็เป็นหลานสาวของเจ้า เจ้าในฐานะลุง คิดจะจัดหาคู่ให้หลาน ก็ควรจะดูให้ดี ๆ แต่นี่กลับส่งตัวพวกนางไปให้คนเช่นนี้ หากเป็นอันตรายถึงชีวิตพวกนางขึ้นมา เจ้าจะต้องเสียใจไปตลอด ต่อไปหากยังทำเรื่องเช่นนี้อีก ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ เช่นนี้อีกแน่!”
เมื่อเห็นถังหย่งหมิงลดมือลงยอมรับผิด ไม่กล้าที่จะทำหน้าระรื่นอีกต่อไป ท่านหัวหน้าตระกูลถังจึงกล่าวต่อ “ดังนั้นเรื่องในวันนี้ก็กระจ่างชัดแล้วว่าเรื่องเลวร้ายทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเจ้า จูเอ๋อร์ เย่เอ๋อร์ ชิวเอ๋อร์ เด็กสาวทั้งสามยังไม่ได้แต่งงาน เจ้าในฐานะที่เป็นลุง เจ้าต้องมอบเงินยี่สิบตำลึงให้แก่พวกนางทุกคนเป็นค่าชดใช้”
ถังหย่งหมิงผงะไป ชายชรามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชาและพูดเสียงเรียบราวกับเป็นน้ำแข็ง “หรือว่าเราจะไปแจ้งทางการด้วยกัน ดูสิว่าชิวเอ๋อร์จะอยู่ที่คฤหาสน์เถ้าแก่หนิวหรือเปล่า?”
สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที ฝูงชนก็พากันเงียบเป็นเป่าสาก ท้ายที่สุดเขาก็กัดฟันพลางตอบตกลง “ได้! ตกลงท่านลุง ข้าจะทำตามที่ท่านบอก”
เมื่อได้ฟังคำตัดสิน ถังฉือเย่ก็อดไม่ได้ที่แสดงความเคารพต่อชายชราผู้นี้เงียบ ๆ ในใจ แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานอะไร จึงไม่สามารถตัดสินเอาความผิดของถังหย่งหมิงได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ตัดลู่ทางของถังหย่งหมิงได้อย่างสิ้นซาก!
ชายสูงวัยหันมองนางอย่างด้วยสายตาเอ็นดู ความจริงเขารู้เรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับครอบครัวของหญิงสาวคนนี้ ทุกวันนี้ก็มีแต่ถังฉือหยินและถังหย่งหมิงที่คิดเอาเปรียบนาง ท่านย่าซุนเองก็เกลียดนางเอามาก ๆ มิหนำซ้ำยังมีแม่ที่ไร้ประโยชน์ไปวัน ๆ ฉะนั้นหากจะให้นางเก็บเงินนี้ไว้มันก็คงเป็นเรื่องยาก เงินจำนวนมากถึงยี่สิบตำลึง เขาจึงแนะนำว่า
“พี่ชายเจ้าเป็นคนขยันหมั่นเพียรและรักษากฎระเบียบมาตลอด แม้ว่าเจ้าจะรู้เรื่องรู้ราว แต่ก็ยังเด็กเกินไป หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเจ้าก็ขอคำปรึกษาจากพี่ชายเจ้าเสีย”
ความหมายคือแนะนำว่านางควรจะหนีการควบคุมของวังซื่อได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่ได้แยกครอบครัวกัน แต่เมื่ออิงตามกฎเดิม ถังฉือหรงก็คือผู้นำของบ้านสามในตอนนี้ ซึ่งถังฉือเย่ก็เข้าใจความหมายในทันที
หัวหน้าตระกูลยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะยืนขึ้นแล้วพูดกับถังหย่งฟู่ “พ่อเจ้าไม่อยู่ เจ้าก็คือผู้นำครอบครัว หากเจอปัญหาอะไรก็ควรคิดพิจารณาให้รอบคอบ อย่าให้ผู้หญิงมาจูงจมูก ทำเรื่องเลอะเทอะเหลวไหล”
ถังหย่งฟู่รีบตอบตกลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโค้งคำนับส่ง ในขณะที่ถังหย่งหมิงได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความแค้นเช่นเดียวกับท่านย่าซุนที่จ้องถังฉือเย่เขม็งราวกับจะฉีกร่างของนางทั้งเป็น แต่มีหรือที่นางจะกลัว หญิงสาวหันหลังแล้วเดินกลับเข้าบ้านของตัวเอง ระหว่างทางนางก็คิดไปด้วยว่าตัวเองประเมินความเคารพของชาวบ้านที่มีต่อตัวเศรษฐีผู้นั้นต่ำไป หากเป็นเรื่องระหว่างหมู่บ้าน ทุกคนคงจะกล้าหยิบไม้เท้าลุกขึ้นมาต่อต้าน แต่เมื่อเรื่องมันไปเกี่ยวข้องกับพวกเศรษฐี ทุกคนก็ต่างตื่นตัวขึ้นมาทันที ไม่มีใครกล้าที่จะหาเหตุผลไปสู้ด้วย
ไม่เพียงแต่คนในหมู่บ้าน แม้แต่ท่านหัวหน้าตระกูลเองก็เป็นเช่นกัน เขาคิดอะไรมากมาย คงจะคิดว่าคนมากมายในตัวเมืองรู้ถึงนิสัยที่น่าขยะแขยงของเถ้าแก่หนิวดี แต่เถ้าแก่หนิวก็ยังกล้าทำตัวหยิ่งผยองเช่นนี้ได้ เช่นนั้นเบื้องหลังจะต้องมีใครคอยหนุนหลังอยู่เป็นแน่ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรไปหาเรื่องคนคนนี้
หากชิวเอ๋อร์เพิ่งจะหายตัวไป ท่านป้ารองก็คงจะพุ่งตรงไปยังคฤหาสน์เถ้าแก่หนิวทันที แต่ตอนนี้เรื่องราวมันก็ผ่านไปได้ครึ่งปีกว่าแล้ว ช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ดังนั้นแม้แต่นางเองก็ยังไม่สามารถเอะอะอะไรได้มาก
โชคดีที่ฉีจิงบอกว่าชิวเอ๋อร์นั้นสิ้นใจไปนานแล้ว ไม่เช่นนั้นหญิงสาวตัวเล็ก ๆ ที่ต้องดิ้นรนอยู่ในบ้านหลังนั้นคนเดียว กลับพบว่าตนเองถูกครอบครัวยอมแพ้ที่จะตามหาแล้ว นางจะผิดหวังขนาดไหน
ถังฉือเย่คิดอย่างเศร้าใจ แต่ตอนนี้อย่างน้อยถังหย่งหมิงจะเจอมรสุมชีวิต แถมยังถังแตก หญิงสาวจึงไม่ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลังอีก ยิ่งไปกว่านั้นท่านย่าซุนก็คงไม่กล้ามาหาเรื่องครอบครัวนางอีก
ฉับพลันนั้นเองก็มีเด็กตัวน้อย ๆ วิ่งเข้ามาจับมือถังฉือเย่พร้อมกับแหงนหน้าขึ้นมองไม่วางตา หญิงสาวสงบลง ลูบหัวเขาเบา ๆ พูดว่า “พี่สาวไม่ได้เป็นอะไร” ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันฉีจิงที่กระซิบว่า
“คงต้องเป็นเช่นนี้ไปก่อน หากเจ้าไม่สบายใจ ข้าจะให้คนไปบอกเขา?”
“ไม่เป็นไร” หญิงสาวส่ายหน้า “แม้แต่ตัวเองข้ายังดูแลไม่ได้ แล้วข้าจะมีหน้าไปช่วยใครได้ ข้าไม่พร้อมที่จะรับความเสี่ยงอะไรได้อีก นอกจากนี้…แม้แต่พ่อแม่แท้ ๆ ของนางยังไม่ออกหน้าเลย ต่อให้ข้าพูดอย่างไร ข้าเองก็เป็นแค่คนนอกเท่านั้ น”
ชายหนุ่มจ้องมองแววตาเศร้าของถังฉือเย่ “บางคนก็เกิดมามีพ่อแม่ที่ไม่ดี เจ้าอย่าเศร้าใจไปเลย”
“เปล่า ข้าไม่ได้เสียใจ”
ตอนนี้ทุกคนยังแยกย้ายกันไปไม่หมด ยังมีบางส่วนกำลังซุบซิบนินทา และมีคนไม่น้อยที่เห็นฉากที่ฉีจิงกระซิบกระซาบกับนาง แต่ทุกคนรู้ดีว่าถังฉือเย่ช่วยชีวิตฉีหยางเอาไว้ ดังนั้นจึงไม่แปลกเมื่อเห็นสองพี่น้องตระกูลฉีที่โดดเดี่ยวตลอดมาจะสนิทกับนาง แม้ว่าจะมีหญิงสาวมากมายที่เห็นแล้วรู้สึกอิจฉา แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกนางก็พูดอะไรมากไม่ได้
หญิงสาวลอบระบายลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เมื่อเรื่องนี้ได้ดำเนินมาถึงจุดจบ และสายตาที่คนในหมู่บ้านมองตระกูลถังก็ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กสาวอยู่ บ้านที่ก่อนหน้านี้เคยสนิทสนมกับถังหย่งหมิง ก็พากันหวาดกลัวเขาเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นคนตระกูลถังเดินผ่านหน้าบ้าน ชาวบ้านก็ต่างพากันก่นด่าสาปแช่ง ถังหย่งฟู่เองต้องถึงกับเดินทางอ้อมไปทางอื่น
สำหรับชายหนุ่มอย่างฉีจิงเมื่อย้ายมาอยู่ใกล้ ๆ กันแล้ว ฉีหยางก็วิ่งมาหานางในทุกเช้า เสี่ยวเหยาเองก็ค่อย ๆ เริ่มเปิดใจคุยกับเขาทีเล็กทีละน้อย นางจึงวางใจที่จะให้ทั้งสองคนอยู่ดูแลบ้าน แล้วขึ้นภูเขาไปได้อย่างสบายใจ บางครั้งก็ไปกับฉีจิงอย่างวันนี้ที่นางขึ้นไปบนภูเขาเพื่อวางกับดัก ซึ่งก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกถังฉือหยินแย่งชิงมันไปอีกแล้ว ดังนั้นก่อนถึงกำหนดสิบวันนางยังได้ส่งกระต่ายให้โรงหมอประจำหมู่บ้านถึงสามตัว
พอกลับลงก็เห็นวังซื่อดูแปลก ๆ แต่ถังฉือเย่ก็ไม่ได้สนใจ จึงเป็นวังซื่อเองที่เริ่มหมดความอดทน พูดขึ้น “เจ้าเห็นข้าเป็นขโมยอย่างนั้นหรือ เจ้าเห็นข้าเป็นขโมยจริง ๆ”
หญิงสาวหัวเราะออกมา ในใจคิดว่าขโมยยังสู้เจ้าไม่ได้เลย เพราะอย่างน้อยขโมยก็รู้จักชนะเป็น อีกอย่างในตอนนี้ คนในหมู่บ้านก็คอยจ้องมองตระกูลถังด้วยสายตาแค้นเคือง ถังหย่งฟู่เป็นคนขี้ขลาด เขาจึงไม่กล้าแอบมาที่นี่ เจ้าเลิกรอที่จะพึ่งพาเขาไปได้เลย!
ถังฉือเย่คิดเยาะอยู่ในใจก่อนจะเดินเลี่ยงเข้าครัวไป รอจนถึงวันพักผ่อนแล้ว แต่ถังฉือหรงยังไม่กลับมา โดยเขาเขียนจดหมายกลับมาว่าให้รอถึงวันไหว้บ๊ะจ่างจึงจะกลับมาบ้านซึ่งเป็นช่วงที่เขาสามารถลาหยุดได้สองวัน
ถังจวิ้นเชินเองก็ไม่ได้กลับมาบ้าน คุณนายโจวก็ยังเฝ้ารออยู่ ดังนั้นก่อนถึงวันไหว้บ๊ะจ่างหนึ่งวัน คุณนายโจวจึงมานัดหมายถังฉือเย่ เพื่อเตรียมตัวเข้าเมืองไปซื้อข้าวของด้วยกัน
ถังฉือเย่เพิ่งทานอาหารเช้าเสร็จ นางยิ้มพลางถาม “ท่านป้าในเมื่อจะไปในเมือง เช่นนั้นข้าจะไปชวนอาฉี พวกเราจะนั่งรถม้าไปด้วยกัน ข้าจะพาอาเหยาและอาหยางไปเที่ยวด้วย ท่านก็ชวนท่านลุงสี่มาด้วยสิ พวกเราจะได้ไปเดินเล่นกันในเมือง ตกค่ำก็ค่อยรับท่านพี่และถังจวิ้นเชินกลับมา ดีหรือไม่?”
เมื่อคุณนายโจวได้ยินนางกล่าวเช่นนี้นางก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก เพราะรถม้ามันเร็วกว่ารถเทียมเกวียนมาก นางยิ้มพลางกล่าว
“พ่อหนุ่มฉีก็ต้องตกลงก่อนจึงจะไปกันได้”
“ไม่ต้องห่วง” หญิงสาวยิ้มพลางชี้ไปที่ฉีหยางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “น้องชายของเขาอยู่ในกำมือข้า หากเขาไม่ยอม ข้าก็จะไม่คืนน้องชายให้เขา”
ฉีหยางได้ยินแล้วก็พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ใช่…ไม่คืนแล้ว!
คุณนายโจวรู้สึกขำขันเด็กคนนี้จนหัวเราะออกมา ถังฉือเย่จึงจูงมือฉีหยางไปหาฉีจิง ส่วนคุณนายโจวยังยืนคิดอยู่ด้านข้างว่าหากไม่สำเร็จ นางก็จะเข้าไปช่วยพูดให้ แต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากถังฉือเย่พูดไปเพียงประโยคเดียว ฉีจิงก็เริ่มจัดเตรียมรถทันที
.
.
.