ตอนที่ 20 กลัวว่าจะขายพวกเจ้าน่ะสิ (1)
อันเสี่ยวเย่ว์กับอันเสี่ยวเหมยออกไปทางลานหลังบ้าน อ้อมหลังเขาไปโดยยอมเดินไกลหน่อยเพื่อไปเอาของที่บ้านเจ้าของที่ดินเกา
เจ้าของที่ดินเกายังคิดมากเรื่องที่วันนี้ยกพวกทะเลาะวิวาทกันอยู่เลย! พอเห็นอันเสี่ยวเย่ว์มาก็รีบถามว่า “เสี่ยวเย่ว์ เจ้าว่านี่มันค่ำมืดแล้ว ยังไม่มีคนของทางการมาหาข้าเลย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“เรื่องดีนะสิ!” อันเสี่ยวเย่ว์ยิ้มกริ่ม “แต่ว่า ข้าคิดว่าท่านลุงเกาส่งคนไปเบิกทางแล้วกระมัง”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ข้าให้คนไปจัดการแล้ว เส้นสายข้าก็ไปวิ่งเต้นทุกทางแล้ว เพียงแต่ข้ารอคนของทางการอยู่บ้าน แต่ยังไม่มีคนมาเลย!” เจ้าของที่ดินเกาขมวดคิ้วนิ่วหน้า “เสี่ยวเย่ว์ เจ้าช่วยข้าวิเคราะห์หน่อยสิ!”
อันเสี่ยวเย่ว์เม้มริมฝีปากครุ่นคิด อันที่จริงนางข้ามมิติมาได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยเข้าใจสภาพการณ์ของยุคสมัยนี้นัก แต่ยังมีความคิดเห็นของตัวเองอยู่บ้าง “ท่านลุงเกา ข้าคาดว่าร้านยาของตระกูลเซวียที่ขายยาปลอมคงไม่ใช่เรื่องวันสองวันนี้แน่ เรื่องยกพวกทะเลาะวิวาทกันในวันนี้ คนของตระกูลเซวียก็ถูกจับด้วย เกรงว่าผู้เสียหายก่อนหน้านี้คงต้องการหาเหตุจัดการตระกูลเซวีย จึงช่วยท่านลุงเกาโดยไม่ตั้งใจพอดี!”
ระหว่างอันเสี่ยวเย่ว์พูด คนสนิทเจ้าของที่ดินเกาก็กลับเข้ามา “นายท่าน ทราบเรื่องแล้วขอรับ หลานชายที่เป็นญาติห่างๆ ของท่านคหบดีซูมาเยี่ยมเขา เดิมทีแค่ท้องเสีย แต่กินยาของตระกูลเซวียเข้าไป เกือบเสียชีวิตขอรับ เดิมทีคหบดีซูคิดจะแจ้งความดำเนินคดีเขา แต่ไม่มีหลักฐาน เนื่องจากกากยาถูกแย่งชิงไป คหบดีซูส่งคนไปเฝ้าดูความเคลื่อนไหวตระกูลเซวียตลอด คราวนี้ตระกูลเซวียก่อเรื่องยกพวกทะเลาะวิวาท พอดีกับศิษย์เก่าของคหบดีซูเป็นผู้ทำคดี แค่เขาเอ่ยปากยังมีประโยชน์กว่าพวกเส้นสายที่เราวิ่งเต้นอีกขอรับ คนของร้านข้าวสารเราได้รับการปล่อยตัวมาแล้ว ตอนนี้ตระกูลเซวียจึงยุ่งยากของจริงขอรับ!”
“ดี ดีเลย!” เจ้าของที่ดินเกาดีใจจนฉีกปากยิ้มออกมา ปากที่บิดเบี้ยวนั้นดูไม่ได้เลยจริงๆ
“เสี่ยวเย่ว์ เจ้าช่างฉลาดจริงๆ แค่คาดเดาคร่าวๆ ก็เดาเรื่องส่วนใหญ่ได้แล้ว” เจ้าของที่ดินเกาในตอนนี้ยิ่งถูกใจอันเสี่ยวเย่ว์กว่าเดิม รู้สึกว่าหากได้นางมาเป็นสะใภ้บ้านตระกูลเกา ต่อไปหลังจากพวกเขาสองสามีภรรยาตายไปก็ไม่ต้องเป็นห่วงหม่านไฉลูกชายของเขาแล้ว
อันเสี่ยวเย่ว์ไม่ได้พูดอะไรอีก พุ่งตรงเข้าประเด็นทันที “ท่านลุงเกา ข้ามาเอาของที่ฝากไว้ แต่ว่าของเยอะเกินไป พวกข้าสองคนถือไม่หมด ช่วยหาคนมาช่วยพวกเราหน่อยได้หรือไม่”
“ไม่มีปัญหาเลย!” เจ้าของที่ดินเการับปากทันที “ข้าให้อันลี่จู้ไปส่งพวกเจ้าก็แล้วกัน เขาเป็นคนของบ้านพวกเจ้า น่าจะดูแลพวกเจ้าได้ดี หากถูกทางบ้านพบเห็นก็บอกว่าข้าเป็นคนให้ของมา ให้ตาเฒ่าอันมาถามหาเอากับข้าก็แล้วกัน”
“ขอบคุณท่านลุงเกา” อันเสี่ยวเย่ว์เหลียวมองไปรอบๆ ไม่เห็นเกาหม่านไฉ “หม่านไฉเล่า”
“ไม่รู้สิ!” เจ้าของที่ดินเกาหมุนกายรอบหนึ่ง ตะโกนว่า “หม่านไฉ หม่านไฉ...”
เกาหม่านไฉไม่ได้ออกมา แต่ภรรยาเจ้าของที่ดินออกมาแทน “ท่านเรียกหาหม่านไฉทำไมหรือ หม่านไฉเล่า เมื่อครู่ไม่ได้อยู่กับท่านที่ห้องโถงหรอกหรือ”
“รีบไปหาเร็วเข้า ข้างนอกฝนตกแล้ว อย่าให้เขาออกข้างนอก จะได้ไม่ต้องตากฝนเป็นหวัด อาการป่วยจะกลับมากำเริบซ้ำได้” อันเสี่ยวเย่ว์ขมวดคิ้ว อดนึกเป็นห่วงอยู่บ้าง แต่ไหนแต่ไรมานางสนใจอาการคนไข้ตลอด นี่เป็นความเคยชินของหมอคนหนึ่ง
“เสี่ยวเย่ว์ พวกเจ้ากลับไปก่อน ฝนใกล้ตกแล้ว ทั้งยังค่ำมืด ส่วนเจ้าหม่านไฉ ข้าจะเรียกคนออกไปหาตัวเอง พอหาตัวเจอแล้วจะส่งคนไปบอกเจ้า หากหม่านไฉไม่สบาย ข้าค่อยส่งคนไปเชิญตัวเจ้ามา” ขณะเจ้าของที่ดินเการ้อนใจในความปลอดภัยของลูกชายอย่างมาก ยังนึกถึงอันเสี่ยวเย่ว์ นี่เป็นเพราะเขานึกถึงอันเสี่ยวเย่ว์ในฐานะสะใภ้ เป็นคนในครอบครัวไปแล้ว
อันเสี่ยวเย่ว์ไม่เกรงใจอีก สรุปคือเรื่องหาคนก็นางช่วยอะไรไม่ได้ มิสู้กลับไปก่อน “ท่านลุงเกา อย่างนั้นข้าไปก่อนนะ มีอะไรก็เรียกหาข้าได้ทุกเวลา”
ระหว่างทางกลับบ้าน ยังใช้เส้นทางเดิมอ้อมผ่านเนินหลังเขาเช่นเดิม อันลี่จู้ถือข้าวของพวกนั้น บ่นมาตลอดทาง “พวกเจ้านี่นะ หากถูกท่านย่าพวกเจ้ารู้เข้า คงได้ถูกฟาดหลังลายแน่ แล้วจะไม่ได้กินข้าวอีกหลายวันด้วย!”