คนที่มาจากวังยังคงรอโม่อวี้เฉินอยู่เดิมทีเมื่อฮองเฮาเกิดเรื่อง ในฐานะองค์รัชทายาทโม่อวี้เฉินควรจะรีบไปทันทีแต่เขาเลือกที่จะถ่วงเวลาเพื่อเรื่องของกู้ชิงเฉิง
“องค์รัชทายาท... ในวังยังคงรอพระองค์อยู่นะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเอ่ยอย่างจนใจ เขาก็แค่ทำตามคำสั่ง หากเกิดความผิดพลาด ชีวิตน้อยๆของเขาก็คงมอดม้วยไปด้วย
โม่อวี้เฉินเหลือบมองกู้ชิงเฉิงครู่หนึ่งเรื่องที่ชายฉกรรจ์ผู้นั้นถูกแขวนไว้บนกำแพงเมืองและกัดลิ้นปลิดชีพตนเองด้วยยาพิษทำให้อันหยวนถังพ้นจากข้อครหาไปโดยปริยาย
ชาวบ้านต่างพากันประณามชายฉกรรจ์ผู้จากไปแม้เขาจะสิ้นลมแล้ว ก็ยังคงมีผู้คนปาไข่เน่าและผักเน่าใส่หรือไม่ก็ยืนด่าทอสาปแช่งอยู่เบื้องล่างกำแพงเมืองนั้นอย่างสาดเสียเทเสีย
สำหรับโรคจุดด่างดำนี้พวกเขากลัวจริงๆ และความหวาดกลัวในตอนนั้น ก็กลายเป็นความโกรธแค้นในตอนนี้
“ชิงเฉิง เจ้าพาเซวียนเอ๋อร์เข้าวังไปกับข้าเถิด” โม่อวี้เฉินครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็เอ่ยขึ้น จริงๆ แล้วเขาไม่ได้อยากให้สองแม่ลูกเข้าวังเพราะที่แห่งนั้นอันตรายนัก ทว่าเขาอยากให้ทุกคนรู้ว่ากู้ชิงเฉิงคือพระชายาของเขาและอยากให้ทุกคนรู้ว่าไม่ว่าใครก็ตามที่กล้าแตะต้องพระชายาของเขาผู้นั้นต้องตายสถานเดียว
กู้ชิงเฉิงพยักหน้าเพราะเมื่อครู่โม่อวี้เฉินยังคงปกป้องนางอย่างสุดกำลัง“ในเมื่อฮองเฮามีเรื่อง เราก็เข้าวังไปดูพร้อมกันเถิดเพคะ”
‘จะได้มีโอกาสเห็นหน้านางเป็นครั้งสุดท้าย’ คำนี้นางได้แต่กล่าวในใจเท่านั้น ไม่กล้าเอ่ยออกมาตรงๆ
การยั่วโทสะโม่อวี้เฉินไม่ได้มีผลดีต่อตัวนางเลยและนางก็ยังคงรู้สึกว่าเรื่องราวในวันนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับฮองเฮาทางนี้เพิ่งจะเกิดเรื่องวุ่นวาย แต่ในวังก็มีเรื่องเกิดขึ้นเสียแล้วช่างประจวบเหมาะอะไรเช่นนี้
นี่เป็นครั้งที่สองที่กู้ชิงเฉิงเข้าวังจึงถือว่าคุ้นเคยกับเส้นทางแล้ว ครั้งที่แล้วนางทำลายแขนขาของฮองเฮาจนฮองเฮาต้องนอนป่วยบนเตียงถึงครึ่งเดือน จนถึงตอนนี้ความแค้นในใจครั้งนั้นก็ยังไม่หายและฮองเฮาก็เพิ่งจะมาตระหนักได้ภายหลังว่านางถูกกู้ชิงเฉิงวางแผนเอาคืนไปเสียแล้วจนในใจพลันรู้สึกคับแค้นแทบกระอักเลือด
นางจึงร่วมมือกับกู้ตงหลิงจัดฉากละครนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อจะหาโอกาสกำจัดกู้ชิงเฉิง หากโรคจุดด่างดำแพร่กระจายไปทั่วทั้งอันหยวนถังย่อมต้องถูกลงโทษ แม้กู้ชิงเฉิงจะเป็นพระชายาก็ไม่อาจหนีพ้นความผิดไปได้
ฮองเฮานั้นเดิมทีก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจอยู่แล้วอีกทั้งยังนอนป่วยบนเตียงมาครึ่งเดือน ในยามนี้ใบหน้าของนางจึงดูซีดเซียวหมองคล้ำราวกับจะสิ้นลมหายใจได้ทุกเมื่อ
“เฉินเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็มา” ฮองเฮาพยายามจะลุกขึ้นแต่ก็ไม่อาจทำได้ นางจึงกวาดสายตาไปยังกู้จิ่งเซวียนที่โม่อวี้เฉินอุ้มอยู่ก็พลันตกตะลึง
นางรู้ว่านี่คือบุตรชายของโม่อวี้เฉินแต่เมื่อนึกถึงว่าเด็กน้อยผู้นี้ก็เป็นบุตรชายของกู้ชิงเฉิงเช่นกันในใจของนางก็พลันรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาบ้าง
แม้ใบหน้าน้อยๆของกู้จิ่งเซวียนจะดูงดงามอย่างไร้ที่ติ แต่นางก็ยังคงมองแล้วรู้สึกขัดตานางเพียงเหลือบมองเด็กน้อยแวบเดียว แล้วก็หันสายตาไป
หลังจากนั้นนางก็หันไปมองกู้ชิงเฉิง “พระชายาเองก็มาด้วยได้ยินมาว่า...วิชาแพทย์ของเจ้านั้นไม่ธรรมดา ท่านหมออันแห่งอันหยวนถังเองก็เป็นศิษย์ของเจ้าในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ย่อมต้องรักษาข้าให้หายได้เป็นแน่”
น้ำเสียงนั้นไม่ใช่การขอร้องแต่เป็นการออกคำสั่ง ในเมื่อกู้ตงหลิงและท่านหญิงหลิงหยางต่างก็ล้มเหลวเช่นนั้นก็ถึงคราที่นางจะต้องลงมือเสียที ครั้งที่แล้วนางประมาทมากเกินไปจึงติดกับแต่ครั้งนี้ นางจะต้องจัดการกู้ชิงเฉิงให้สิ้นซาก หญิงอัปลักษณ์เช่นนั้น คิดจะครอบครองตำแหน่งพระชายางั้นรึไม่มีทาง!
ด้วยวิชาแพทย์ของกู้ชิงเฉิงเพียงแค่เหลือบมองก็รู้ได้ทันทีว่าร่างกายของฮองเฮาไม่ได้เป็นอันใดมากนักเพียงแค่มีอาการเครียดสะสมเท่านั้น ดังนั้น นางจึงไม่ได้ลังเลที่จะตอบรับ“เสด็จแม่วางใจเถิดเพคะ หม่อมฉันจะรักษาเสด็จแม่ให้หายดีเอง”
ท่าทางนั้นดูว่าง่ายเป็นอย่างยิ่งจนยากที่จะมีผู้ใดระแวง ทว่าในดวงตาของฮองเฮา กลับฉายแววเย็นชาแวบหนึ่งครั้งนี้นางจะต้องไม่ใจอ่อนเป็นอันขาด
“นี่คือเซวียนเอ๋อร์ใช่หรือไม่?” ฮองเฮาพลันแสร้งทำเป็นเมตตาอ่อนโยนแล้วมองไปยังกู้จิ่งเซวียน“มานี่สิ มาให้ย่าดูหน่อย”
ถึงแม้นางจะไม่โปรดเด็กผู้นี้แต่หากกู้ชิงเฉิงสิ้นชีพไปเมื่อใด นางก็จะหาทางเลี้ยงดูเด็กผู้นี้ไว้ในการอุปถัมภ์ไม่ว่าจะอย่างไร เด็กคนนี้ก็เป็นบุตรชายคนโตที่เกิดจากพระชายาขององค์รัชทายาทย่อมจะช่วยให้ตำแหน่งของฮองเฮามั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก
โม่อวี้เฉินทำท่าจะวางกู้จิ่งเซวียนลงข้างเตียงแต่กู้จิ่งเซวียนกลับกอดคอเขาแน่นไม่ยอมปล่อย พร้อมกับส่ายหน้าทำให้ฮองเฮาถึงกับชะงัก เด็กคนนี้แม้จะรูปงาม แต่ก็เป็นใบ้มือที่ยื่นออกไปจึงค้างเติ่งกลางอากาศ พลันเกิดความเสียใจขึ้นมาทันที
“เซวียนเอ๋อร์ อย่ากลัวเลย นี่คือเสด็จย่าของเจ้า” โม่อวี้เฉินย่อมรู้ดีว่าบุตรชายของตนเองนั้นเจ้าเล่ห์ถึงแม้จะเพิ่งห้าขวบ แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ยังไม่อาจเอาชนะเขาได้กู้ตงหลิงเองก็เคยพลาดท่าในมือเขามาแล้วหลายครั้ง
ยามนี้กู้จิ่งเซวียนกลับไม่ยอมร่วมมือถึงแม้จะเป็นย่าของเขา แต่เด็กน้อยก็ยังคงส่ายหน้า ทำให้ฮองเฮารู้สึกอับอายจึงได้แต่ชักมือกลับไป “ช่างเถอะเด็กคนนี้ไม่มีวาสนากับ...แม่หรอก”
เด็กคนนี้เป็นคนใบ้นางหาได้สนใจไม่ ยิ่งกว่านั้นตอนนี้นางยังอยากจะกำจัดเด็กคนนี้ไปพร้อมกับกู้ชิงเฉิงเสียด้วยซ้ำเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาภายหลัง
กู้ชิงเฉิงยิ้มมุมปากเล็กน้อยและเงยหน้ามองกู้จิ่งเซวียน สองแม่ลูกสบตากัน แววตาเผยรอยยิ้มบางๆย่อมไม่รอดพ้นสายตาของโม่อวี้เฉินไปได้ เขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ
โม่อวี้เฉินไม่ได้เปิดเผยความจริงในทันทีสองแม่ลูกนี้แม้จะเข้ามาอยู่ในตำหนักบูรพาแล้วแต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ถือว่าตำหนักบูรพาเป็นบ้านของตนเองการที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวมากมายและระยะเวลาห้าปีที่ว่างเปล่าเขาย่อมไม่อาจคาดหวังให้สองแม่ลูกยอมรับเขาในทันทีได้ ดังนั้นเขาจึงไม่เร่งรีบเขาต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป
ยามนี้เขากระทำทุกสิ่งอย่างเพื่อปกป้องกู้ชิงเฉิงแล้วเขาเชื่อว่าจะสามารถทำให้กู้ชิงเฉิงเชื่อมั่นในความจริงใจของเขาได้ในที่สุด
“เซวียนเอ๋อร์นั้นขี้อายนัก รอจนกว่าพระวรกายของเสด็จแม่จะฟื้นฟูดีแล้วค่อยให้เซวียนเอ๋อร์เข้าวังมาปรนนิบัติเสด็จแม่เถิดเพคะ” กู้ชิงเฉิงกลั้นยิ้มแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเบา นางรู้สึกว่ากู้จิ่งเซวียนทำเช่นนี้ดีแล้วราชสำนักจะได้ไม่คิดร้ายกับเด็กคนนี้
ฮองเฮาตอบรับอย่างเฉยชาดูไม่มีความสนใจใดๆ ซึ่งนับว่ากู้จิ่งเซวียนบรรลุเป้าหมายแล้วหลังจากนั้นกู้ชิงเฉิงก็ได้ทำการฝังเข็มและให้ยาแก่ฮองเฮา
“สองสามวันนี้เสด็จแม่ไม่ควรออกไปข้างนอก หากต้องการไปรับแดดก็ให้นั่งเก้าอี้แล้วให้นางกำนัลยกออกไปเถิดเพคะ” กู้ชิงเฉิงจ้องมองฮองเฮาแล้วกล่าวกำชับ
การล้มลงครั้งนี้เป็นเพียงข้ออ้างของฮองเฮาที่จะให้โม่อวี้เฉินเข้าวังเท่านั้นด้วยสภาพเช่นนี้ ฮองเฮาย่อมไม่อาจลุกจากเตียงได้ นางเพียงเก็บความโกรธไว้ในใจนางจะต้องกำจัดกู้ชิงเฉิงให้สิ้นให้จงได้!
“อืม พระชายามีฝีมือทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ข้ารู้สึกสบายขึ้นมากแล้ว”ฮองเฮากล่าวตามตรงช่วงหลายวันนี้ร่างกายของนางอ่อนล้าและรู้สึกอัดอัดในอกจริงๆกู้ชิงเฉิงจึงช่วยฝังเข็มเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและเส้นลมปราณให้นาง
“เสด็จแม่ทรงพักผ่อนให้สบายเถิดเพคะ” กู้ชิงเฉิงพยักหน้าพลางเก็บกล่องยาพร้อมกับโม่อวี้เฉินและกู้จิ่งเซวียนที่เดินออกมาจากห้องโถงรับรองของตำหนักคุนหนิง
เนื่องจากฮองเฮามีสีหน้าไม่สู้ดีนักดังนั้นภายในวังจึงไม่ได้อนุญาตให้สองแม่ลูกตระกูลกู้ออกจากวัง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันและแน่นอน ในคืนนั้นเอง ก็มีข่าวร้ายของฮองเฮาแพร่สะพัดออกมาว่าฮองเฮาน้ำลายฟูมปากและร่างกายชักกระตุก
หมอหลวงทุกคนคุกเข่าอยู่หน้าโถงต่างก็จนปัญญา ในครั้งนี้แม้แต่ฮ่องเต้ก็เสด็จมาด้วยสภาพของฮองเฮานั้นดูเหมือนจะเหลือเวลาไม่มากแล้วจริงๆ
“ชิงเฉิง” โม่อวี้เฉินเองก็ได้รับข่าวจากตำหนักคุนหนิงเขาสั่งให้ขันทีที่มาส่งสารรออยู่หน้าห้องโถง แล้วหันไปมองกู้ชิงเฉิง “เรื่องของเสด็จแม่ เจ้าบอกความจริงกับข้าได้หรือไม่?”
“ท่านจะเชื่อข้าหรือไม่?” กู้ชิงเฉิงมองกู้จิ่งเซวียนที่กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุขโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้น
“ข้าเชื่อเจ้า” โม่อวี้เฉินลังเลอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปากว่า “ข้าได้ข่าวว่าเสด็จแม่ถูกวางยาพิษข้าเชื่อว่าไม่ใช่ฝีมือของเจ้า”
ขอเพียงมีสติปัญญาเพียงน้อยนิดย่อมไม่มีใครคิดว่าพิษนี้เป็นฝีมือของกู้ชิงเฉิง เพราะหากเป็นนางจริงๆก็ย่อมไม่อาจออกจากวังไปได้อย่างปลอดภัย
กู้ชิงเฉิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็ยังคงยิ้ม “จริงหรือเพคะ?”