ยามนี้มู่อวี่ซีไม่ได้แสดงความถ่อมตัว นางพยักหน้าแล้วเปิดเผยความคิดทั้งหมดของตนเอง "ข้าคิดว่าให้ผู้เข้าแข่งขันสิบคนตอบคำถามพร้อมกัน ผู้ที่ตอบผิดจะออกไปเอง ส่วนผู้ที่ตอบถูกและผู้ที่เหลืออยู่จะไปต่อในข้อถัดไป จนกว่าจะเหลือผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้าย แล้วก็จะเพิ่มผู้เข้าแข่งขันใหม่เข้ามาเก้าคน วิธีนี้จะทำให้เร็วขึ้นมาก แต่ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจุดประสงค์เดิมของการแข่งขันแบบเวียน"
เมื่อความคิดนี้ถูกเสนอออกมา คณะกรรมการทั้งหกคนก็พยักหน้า ทว่าอัครเสนาบดีจางกลับคัดค้าน "พวกเราคิดวิธีนี้แล้ว แต่หลังจากเก็บใบคำตอบแล้ว เราก็ต้องตรวจและคัดผู้ที่ตอบผิดออก ซึ่งทำให้เสียเวลาเช่นกัน"
อย่างไรเสียด้วยอายุที่มากกว่า ดังคำกล่าวเอาไว้ คนแก่เฒ่ากินเกลือมามากกว่ามู่อวี่ซีกินข้าวมาตลอดชีวิต พวกเขาหากนางคิดได้ มีหรือพวกเขาจะคิดไม่ได้
มู่อวี่ซีไม่ได้รู้สึกว่าถูกต่อต้านเลย กลับยิ้มออกมา "อัครเสนาบดีจางพูดถูก แต่ทำไมเราต้องเก็บใบคำตอบด้วยล่ะ ก่อนหน้านี้ ข้าได้ปฏิรูปงานประลองบทกวี โดยให้เหล่าลูกศิษย์จากราชวิทยาลัยเป็นผู้ดูแล แน่นอนว่าไม่ได้ใช้พวกเขาทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเก็บใบคำตอบเท่านั้น เดิมทีผู้เข้าแข่งขันทุกคนสามารถแข่งขันพร้อมกันได้ แต่ก่อนงานประลองบทกวีครั้งนี้ เราไม่ได้เตรียมลูกศิษย์จากราชวิทยาลัยมาเป็นผู้ดูแลมากขนาดนี้ หากจะเพิ่มในตอนนี้ก็คงจะไม่ทันแล้ว ดังนั้น ให้ผู้เข้าแข่งขันสิบคนตอบคำถามพร้อมกัน แล้วลูกศิษย์จากราชวิทยาลัยสิบคนก็จะเก็บใบคำตอบทันทีหลังจากที่พวกเขาเขียนคำตอบเสร็จ แต่ไม่ต้องรวบรวมและตรวจสอบ ให้อาลักษณ์กรมธรรมการประกาศคำตอบที่ถูกต้องทันที"
"หลังจากประกาศแล้ว ลูกศิษย์จากราชวิทยาลัยทุกคนจะพลิกใบคำตอบในมือของตนเองให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้เห็น ผู้ที่ตอบผิดก็ออกไป ส่วนผู้ที่ตอบถูกก็อยู่ต่อ คำตอบทั้งหมดจะปรากฏให้ทุกคนได้เห็น แล้วให้ผู้ชมที่มาร่วมงานงานประลองบทกวีได้เป็นผู้ตรวจสอบด้วย วิธีนี้โปร่งใสและยุติธรรมกว่าเดิมไม่ใช่หรือ"
"จะไม่เสียเวลาและไม่ส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมของการแข่งขัน"
เมื่อมู่อวี่ซีพูดจบ คนทั้งหกก็รู้สึกเหมือนถูกปลุกให้ตื่น ผู้คนกล่าวขานกันว่าคลื่นลูกหลังซัดคลื่นลูกหน้า คลื่นลูกหน้าก็ตายไปบนชายหาด
มู่อวิ๋นฮว่าฟังจบแล้ว พูดตามจริงแล้ววิธีของมู่อวี่ซีไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลย ในยุคปัจจุบัน การแข่งขันไหนบ้างที่ไม่เป็นแบบนี้ เพียงแต่เปลี่ยนจากลูกศิษย์ของราชวิทยาลัยเป็นคอมพิวเตอร์เท่านั้น
เมื่อตอบคำถามเสร็จ หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็จะแสดงผลทันที
ทว่าเมื่อนำวิธีนี้มาใช้ในยุคนี้ อันที่จริงหากนางไม่ใช่คนยุคปัจจุบัน นางก็อาจจะมีปฏิกิริยาเหมือนกับมหาราชครูฉินและคนอื่นๆ
เมื่อรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้น พักผ่อนประมาณหนึ่งในสี่ชั่วยาม การแข่งขันก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
เมื่ออาลักษณ์กรมธรรมการประกาศกฎของช่วงบ่าย และยังได้กล่าวเป็นพิเศษว่านี่เป็นวิธีที่มู่อวี่ซีคิดขึ้นมาเพื่อการแข่งขันครั้งนี้ ผู้ชมที่มาร่วมงานก็ต่างโห่ร้องกันใหญ่
เมื่อวานนี้นางถูกมู่อวิ๋นฮว่าครหาเรื่องบทกวี "ลำนำผมขาว" ในใจพวกเขาก็ยังคงมีอคติต่อมู่อวี่ซีอยู่บ้าง บัดนี้กลับหายไปหมดแล้ว
เนื่องจากคำพูดเพียงด้านเดียวของสตรีเหลวแหลกอย่างมู่อวิ๋นฮว่าที่ต่อว่ามู่อวี่ซีนั้นค่อนข้างจะด่วนสรุปไปหน่อย
แม้บทกวี "ลำนำผมขาว" ของมู่อวี่ซีจะไม่ตรงกับความจริง แต่ใครเล่าไม่เคยทำผิดพลาด บทกวีเจ้าปัญหาเพียงบทเดียวจะสามารถลบล้างชื่อเสียงของมู่อวี่ซีในฐานะกวีหญิงยอดฝีมือได้อย่างไร
ดังนั้นเมื่อมู่อวี่ซีได้คลี่คลายปัญหาของงานประลองบทกวีแค่เล็กน้อย นางก็ซื้อใจของผู้คนกลับคืนมาได้ทันที!
มู่อวิ๋นฮว่าถอนหายใจ เกรงว่าสตรีเหลวแหลกคนหนึ่งกับอัจฉริยะคนหนึ่ง สองภูมิหลังนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยคำพูดสองสามคำ
"ลูกพี่ลูกน้องซียังฉลาดเหมือนเดิม..."
อะไรนะ
มู่อวิ๋นฮว่าสงสัยกับคำพูดโพล่งของบัณฑิตหนุ่ม ใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะตั้งสติได้แล้วถามด้วยความแปลกใจ "เจ้าถูกคนตระกูลหลี่ฆ่าตายไม่ได้หรือ"
นางคิดอย่างไรก็ไม่พ้นการตายของบัณฑิตหนุ่มนั้นเกี่ยวข้องกับมู่อวี่ซี แต่คำพูดของเขากลับฟังดูเหมือนไม่มีเจตนาจะตำหนิมู่อวี่ซีเลย
เป็นไปได้หรือไม่ที่ความรักจะลึกซึ้งมากจนยอมสละชีวิตให้กับมู่อวี่ซี
"ข้าถูกคนตระกูลหลี่ฆ่าตายจริง แต่เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับลูกพี่ลูกน้องซี" เขาถามมู่อวิ๋นฮว่ากลับด้วยความงุนงง
มู่อวิ๋นฮว่าถึงกับสะอึกในทันที บัณฑิตหนุ่มคนนี้ยังจะมาถามนางอีก นางเองก็ไม่รู้ว่าเขาตายอย่างไร แต่จากความสัมพันธ์ของเขากับมู่อวี่ซีในฐานะพี่น้องลูกพี่ลูกน้อง และความรู้สึกที่เขามีต่อมู่อวี่ซี นางไม่เชื่อว่ามู่อวี่ซีจะไม่รู้
บัณฑิตหนุ่มผู้นี้ดูแล้วไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์หรือชั่วช้า หากไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แล้วยังถูกตระกูลหลี่ฆ่าตาย เหตุผลเดียวที่เป็นไปได้ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมู่อวี่ซี!
ไม่เช่นนั้นมู่อวิ๋นฮว่าก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าตระกูลหลี่จะฆ่าบัณฑิตหนุ่มไปทำไม
เพื่อเงินสองร้อยหรือ หัวโบราณเกินไปหรือไม่
เว้นแต่ว่าตระกูลหลี่ไม่ต้องการให้เรื่องบางเรื่องถูกเปิดเผย แต่ก็กลัวว่าจะปิดบังไม่มิด จึงต้องฆ่าปิดปากบัณฑิตหนุ่ม
เพราะมีเพียงคนตายเท่านั้นที่สามารถรักษาความลับได้ดีที่สุด
ว่าแต่ตระกูลหลี่ต้องการปิดบังเรื่องอะไรกัน ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์หรือการใส่ร้ายป้ายสี มันก็ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับมู่อวี่ซีทั้งนั้น
เมื่อได้รับโจทย์ มู่อวิ๋นฮว่าก็รีบตอบคำตอบที่บัณฑิตหนุ่มบอกอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็อดใจไม่ไหวที่จะถามถึงสาเหตุการตายของบัณฑิตหนุ่มกลางสนามแข่งขัน
ทว่าทันที่ที่ได้ฟังบัณฑิตหนุ่ม มู่อวิ๋นฮว่าก็ตกใจจนสะดุ้ง!
"พูดถึงเรื่องนี้ เจ้าเกือบจะได้เป็นน้องภรรยาของข้าแล้ว" บัณฑิตหนุ่มเอ่ยอย่างเขินอาย คำพูดนั้นช่างหวานหยดย้อย
คำตอบนี้กลับทำให้มู่อวิ๋นฮว่าตกใจจนหน้าเสีย! อะไรนะ น้องภรรยาหรือ ใครกัน นางหรือ
หากเป็นน้องภรรยา ความสัมพันธ์ของนางกับบัณฑิตหนุ่มก็ต้องเป็น... พี่เขยอย่างนั้นหรือ
คิดได้เช่นนี้ดวงตาของมู่อวิ๋นฮว่าก็เบิกกว้าง ถึงกระนั้นก็ยังกลัวว่าให้ผู้อื่นจะจับสังเกตได้ จึงลอบแง้มปากพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ "อย่าบอกนะว่าเจ้ามีสัญญาหมั้นหมายกับมู่อวี่ซี"
บัณฑิตหนุ่มขานรับ "อืม" ด้วยความเขินอาย นางสามารถปิดปากที่อ้าค้างไว้ได้แล้วเสียที มือยกขึ้นลูบหน้าตนเองอย่างไม่รู้จะแสดงสีหน้าอย่างไรดี
นางรู้เพียงว่าเขาและมู่อวี่ซีเป็นพี่น้องลูกพี่ลูกน้อง แต่กลับลืมไปว่าในยุคนี้ ความสัมพันธ์แบบพี่น้องลูกพี่ลูกน้องเป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือที่สุด ถึงจะแต่งงานกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก!
เมื่อรู้ความสัมพันธ์ระหว่างมู่อวี่ซีและบัณฑิตหนุ่มแล้ว มู่อวิ๋นฮว่าก็ปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกันได้ในทันที
มู่อวี่ซีอยู่ในจวนมู่มาหลายปีแล้ว แต่อนุหว่านไม่เคยพูดถึงว่าหญิงสาวมีคู่หมั้นคู่หมายแม้แต่น้อย!
แม้ว่ามู่อวิ๋นฮว่าจะไม่ได้รับความโปรดปรานในจวนมู่ แต่นางก็ไม่เคยพลาดข่าวสารใดๆ เพราะถึงไม่อยากรับรู้ แต่ก็มีข้ารับใช้คอยคาบข่าวมาบอกอยู่เสมอ ทว่าจนถึงบัดนี้ นางกลับไม่รู้มาก่อนว่ามู่อวี่ซีมีสัญญาหมั้นหมาย ไม่รู้แม้แต่ชื่อแซ่ลูกพี่ลูกน้องของมู่อวี่ซี
เห็นชัดว่ามู่อวี่ซีไม่ชมชอบจริงๆ ขนาดอนุหว่านก็ยังปิดบังเรื่องบัณฑิตหนุ่มเอาไว้!