แสงแห่งรุ่งอรุณยามเช้าเสียงนางกำนัลสองพี่น้องช่วยกันปลุกไป๋ลี่จิงให้ตื่นขึ้นมาแต่งตัวแต่เช้าเพื่อเข้าประชุมกับเหล่าขุนนางที่หน้าท้องพระโรงนางเดินเข้ามาหลังจากได้ยินเสียงองค์ชายจื่อเหยาเรียกให้เบิกตัวนางเข้าไปเข้าเฝ้า
เหล่าขุนนางต่างพากันเสียกิริยาหันมามองสตรีสาววัยแรกรุ่นที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างามชุดสีม่วงเข้มที่นางสวมใส่ขับให้ผิวขาวใสเปล่งประกายความงามและทรงอำนาจอย่างแท้จริง
อาภรณ์ที่นางเลือกสวมใส่มาในวันนี้เป็นางที่จงใจเลือกสรรด้วยตัวเองนาง้าให้ทุกคนััได้ถึงพลังอำนาจในตัวของนางว่ามีมากเพียงใด
ทรงหน้ารูปไข่งดงามได้รูปพร้อมรอยยิ้มหวานละมุนละไมที่สามารถบาดลึกตราตรึงใจทุกคนที่อยู่ภายในท้องพระโรงไม่เว้นแม้กระทั่งองค์ชายจื่อเหยาก็ดูเหมือนจะต้องมนต์สะกดจากความงดงามตรงหน้าไปไม่พ้นเช่นกันจนองครักษ์คนสนิทกระแอมเสียงไอออกมาองค์ชายจึงได้สติหวนคืนกลับมา
"ขุนนางทั้งหลายเราองค์ชายจื่อเหยาขอประกาศราชโองการแต่งตั้งบุตรีบุญธรรมสตรีผู้นี้มีกิริยางดงามจิตใจโอมอ้อมอารีมีสติปัญญาเป็เลิศเหมาะสมกับตำแหน่งองค์หญิงซูหนี่...
จบราชโองการพวกท่านทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่มีพระประสงค์รับองค์หญิงเป็บุตรบุญธรรมจากนี้ไปองค์หญิงคือพระขนิษฐาของเราสิ่งที่องค์หญิงรับสั่งให้ทุกคนปฏิบัติตามเฉกเช่นเราเป็ผู้สั่งการเอง"
เหล่าขุนนางพากันกระซิบกระซาบจนเสียงดังไปทั่วท้องพระโรงไป๋ลี่จิงไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าขุนนาง
นางออกมายืนด้านหน้าสะบัดชุดที่ยาวลุกลามไปไว้ด้านหลังยืนเชิดหน้าขึ้นมองตรงเปล่งเสียงดังกังวานทำให้ทุกคนต้องเงียบเสียงลง
“เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่พวกท่านจะมามั่วไต่ถามหรือสงสัยถึงที่มาที่ไปของข้าทุกท่านในที่นี้หน้าจะทราบถึงสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้เป็อย่างดีข้าศึกโอมล้อมเข้ามาประชิดเมืองกองทัพขาดแม่ทัพใหญ่และท่านอ๋องโจวได้รับาเ็ข้าอยากรู้ว่ามีใครจะอาสาออกหน้านำทัพออกไปขับไล่ข้าศึก”
เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันไม่มีใครกล้าอาสานำทัพทุกคนพากันตื่นกลัวอกสั่นขวัญแขวนหลังจากที่รู้ข่าวว่าข้าศึกนั้นมีกำลังพลที่มากกว่า
อีกทั้งหลังจากได้เห็นสภาพศพหัวไปทางแขนไปทางของเหล่าทหารที่ถูกนำศพกลับมายิ่งทวีความหวาดกลัวน่าสยดสยองยิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อกวาดตามองจนทั่วท้องพระโรงไม่เห็นว่าไม่มีผู้ใดขันอาสาที่จะออกรบ
“ในเมื่อไม่มีผู้ใดอาสาข้า!องค์หญิงซูหนี่จะขอเสนอตัวเป็แม่ทัพออกไปรับศึกแทนองค์ชาย”
องค์ชายถึงกับหน้าถอดสีจะเรียกว่าเสียหน้าก็ไม่ใช่จะเรียกว่าอับอายก็ไม่เชิงอารมณ์ที่คุกรุ่นในพระทัยจนเกือบจะะเิอารมณ์ออกมาแต่ดูเหมือนว่าไป๋ลี่จิงผู้นี้จะเดาพระทัยองค์ชายได้อย่างถูกต้อง
นางจึงหันมาสบตากับองค์ชายพลางมอบรอยยิ้มแสนหวานมาพร้อมกับแววตาที่แอบซ่อนความห่วงใยเอาไว้อยู่ในที
“เสด็จพี่ทรงมีภาระหน้าที่สำคัญต่อไปในภายหน้ายังทรงต้องปกครองไพร่ฟ้าไม่ควรออกไปเสี่ยงอันตรายหากแผ่นดินด่านชายแดนเหนือขาดผู้ปกครองประชาราษฎร์จะหวังพึ่งใครได้อีกที่น้องกราบทูลมานี้ถูกต้องหรือไม่เพคะ”
เหล่าขุนนางพากันเห็นด้วยกับสิ่งที่นางพูดแต่ผ่านไปไม่นานเหล่าขุนนางต่างพากันคิดได้ว่าแล้วใครจะกล้าวางใจให้สตรีเป็ผู้บัญชาการรบ
รู้ไปถึงไหนได้อับอายไปถึงนั้นขุนนางฝ่ายบุ๋นปากกล้าพูดจาไม่รู้จักคิดผู้หนึ่งเอ่ยปากขึ้นห้ามปราบอย่างไม่เห็นด้วยในทันที
“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะเราจะปล่อยให้สตรีเป็ผู้นำทัพออกไปรบ กระหม่อมเกรงว่าข้าศึกจะหัวเราะเยาะเอาได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
ไป๋ลี่จิงหันขวับไปตามเสียงรอยยิ้มหวานเมื่อครู่จางหายไปเหลือเพียงคิ้วที่ขมวดขึ้นสายตาจับจ้องไปที่ขุนนางผู้นั้นอย่างไม่วางตา
"หากท่านกลัวว่าจะถูกข้าศึกหัวเราะเยาะเพราะให้สตรีออกรบแทนข้าว่าท่านชั่งเป็บุรุษที่มีจิตใจคับแคบเกินไปข้าเป็สตรีแล้วจะยังไงในที่นี้มีแต่บุรุษมิใช่หรือแล้วเหตุใดถึงไม่มีบุรุษหน้าไหนกล้าเสียสละตนเองอาสาออกรบกันเล่าพอสตรีเช่นข้ารับอาสากลับยืนปากเข้ามาสอด
การที่พวกท่านไม่มีใครกล้าออกรบท่านคิดจริงหรือว่าพวกท่านจะรอดหากข้าศึกบุกเข้าเมืองมาได้แต่ที่ข้าเสนอตัวออกรบมิใช่ว่าข้ามีเจตนาจะดูถูกบุรุษ
และจงใจทำให้พวกท่านต้องอับอายแต่เพราะข้ามั่นใจว่าข้าจะเอาชนะข้าศึกได้ด้วยสติปัญญาของข้าพวกท่านไม่เต็มใจกระทำก็อย่าเอามือสอดเข้ามาขว้าง"
องค์ชายจื่อเหยาเห็นท่าไม่ดีทรงกลัวว่าไป๋ลี่จิงจะเอ่ยวาจาตรงไปตรงมาตามนิสัยของนางแล้วทำให้เหล่าขุนนางไม่พอใจพระองค์ไม่ประสงค์ให้เกิดความแตกแยกในเวลานี้ด้วยเกรงว่าฐานะองค์หญิงที่พึ่งได้รับแต่งตั้งจะถูกสั่นคลอนลงจากขุนนางทั้งหลายที่ไม่พอใจเอาได้
“เราเข้าใจว่าพวกท่านนั้นไม่อาจวางใจในตัวองค์หญิงได้ภายในระยะเวลาอันสั้นแต่ขอให้พวกท่านทั้งหลายเปิดโอกาสให้องค์หญิงได้แสดงความสามารถให้ประจักรไม่ควรตัดสินนางว่านางเป็เพียงแค่สตรีอ่อนแอเราเชื่อมั่นว่านางจะทำได้สำเร็จ”
เหล่าขุนนางแม้ว่าจะไม่เชื่อว่าสตรีตัวเล็กๆจะทำอะไรได้แต่ก็ไม่อาจขัดพระราชประสงค์ขององค์ชาย หลังเสร็จสิ้นการประชุมที่ท้องพระโรงที่แสนอึดอัด
ไป๋ลี่จิงสั่งให้นางกำนัลช่วยถอยเสื้อคลุมตัวนอกออกเหลือเพียงชุดด้านในสีม่วงอ่อนทำให้แลดูไม่เป็ทางการมากจนเกินไป
จากนั้นนางก็เดินเข้าไปที่ห้องเสวยเพื่อขอเข้าเฝ้าองค์ชายที่กำลังนั่งเสวยอาหารอยู่ตามลำพัง
“เ้ามาขอเข้าเฝ้าตอนนี้มีเื่อะไรด่วนอย่างนั้นหรือเหตุใดจึงดูรีบร้อนเช่นนี้แต่ก็ชั่งเถอะไหนๆเ้าก็มาแล้วมา...มากินข้าวพร้อมกันก็ดีกินไปคุยไปจะได้ไม่เสียเวลา”
"เสด็จพี่เพคะหม่อมฉันมีเื่สำคัญจะทูลขอร้องพระองค์ว่าให้ปิดข่าวเื่การเสียชีวิตของท่านพ่อหม่อมฉันไว้ก่อนอย่าพึ่งส่งข่าวให้ทางเมืองหลวงทราบเื่
หม่อมฉันสืบทราบมาว่ามีหนอนบ่อนไส้แฝงตัวอยู่ในเมืองหลวงรอบคบคิดกับศัตรูตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ามันเป็ใครที่แน่ๆต้องเป็ผู้มีอำนาจพอสมควรมิเช่นนั้นคงไม่กล้าร่วมมือกับแคว้นจ้าวคิดกระทำการใหญ่เช่นนี้"
“เ้ากำลังบอกเราว่ามีผู้สมรู้ร่วมคิดกับศัตรูจงใจสร้างสถานการณ์ให้พวกเราต้องรับทั้งศึกในและศึกนอกอย่างนั้นหรือ”
"ใช่แล้วเพคะที่หม่อมฉันทูลขอว่าอย่าพึ่งแจ้งข่าวเื่การตายของท่านพ่อเพราะหม่อมฉันอยากรู้ว่าใครกันที่ร่วมมือกับศัตรู
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้มีเพียงเรากับศัตรูเท่านั้นที่รู้ว่าท่านพ่อหม่อมฉันเสียชีวิตหากมีข่าวการตายของท่านพ่อรั่วไหล่ไปที่เมืองหลวงจะสามารถคาดการได้ว่าคนที่ปล่อยข่าวจะต้องเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดเพคะ"
“ได้...เช่นนั้นเราจะส่งคนไปค่อยสืบข่าวดูว่าทางเมืองหลวงมีอะไรเคลื่อนไหวบ้างหรือไม่”
“ขอบพระทัยเสด็จพี่เพคะพอพวกเราทานเสร็จหม่อมฉันจะไปที่ค่ายทหารเพื่อแนะนำตัวเยี่ยมปลอบขวัญทหารที่าเ็และเริ่มวางแผนการรบขอรบกวนพระองค์เสด็จไปด้วยกันกับน้องนะเพคะ”
องค์ชายถึงกับสำลักอาหารที่อยู่ในปากพอเข้าใจได้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่อาจกระทำการล่าช้าแต่นางจะเร่งวันเร่งคืนเช่นนี้คิดบ้างหรือไม่ว่าทหารพึ่งได้พักจากการออกรบเพียงสี่วันจะเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนออกไปรบราฆ่าฟันกันข้าศึกในตอนนี้
“ใจคอเ้าจะไม่ให้ทหารได้หยุดพักบ้างเลยหรืออย่างไรพวกเขาส่วนใหญ่ก็ได้รับาเ็ต้องใช้เวลาในการพักรักษาตัว”
“หม่อมฉันถึงต้องรีบเข้าไปที่ค่ายทหารอย่างไรล่ะเพคะยังไม่ได้พบยังไม่ได้พูดจากันแล้วจะประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างไรตกลงพระองค์จะเสด็จไปกับหม่อมฉันหรือไม่? ถ้าไม่ไปหม่อมฉันไม่ยอมนะเพคะ”
ไป๋ลี่จิงเริ่มมีอาการไม่พอใจนางยืนขึ้นย้ำเท้ากะแทรกกับพื้นสลับไปมาทั้งสองข้างระบายความโกรธที่องค์ชายขัดใจ
“ไปจ๊ะไป...พี่ต้องไปกับเ้าอยู่แล้วอย่าพึ่งโมโหไปเลยนะน้องสาวคนดีของพี่”
ด้วยเพราะรู้ว่าไป๋ลี่จิงเวลาโมโหนางน่ากลัวมากเพียงใดองค์ชายจำต้องรีบรับปากไปกับนางและต้องเสด็จไปอยากเต็มอกเต็มใจเสียด้วยไม่เช่นนั้นนางก็จะไม่ยอมหายโกรธ...
เหอะ!องค์ชายแอบถอนหายใจเบาๆทรงคิดเห็นใจและสงสารไป๋ลี่จ้งขึ้นมาจับใจที่มีน้องสาวเอาแต่ใจเช่นนี้
องค์ชายทรงมีรับสั่งเรียกแม่ทัพหน่วยทหารทั้งหมดเข้ามาประชุมที่กระโจมบัญชาการส่วนพระองค์เพื่อสอบถามว่าทหารแต่ล่ะหน่วยมีทหารได้รับาเ็กี่นายและเหลือกำลังพลอยู่จำนวนเท่าไหร่
ทางด้านไป๋ลี่จิงเมื่อเดินทางมาถึงค่ายทหารก็ขอแยกตัวจากองค์ชายไปเยี่ยมทหารที่ได้รับาเ็ในสถานพักฟื้นมีทหาราเ็อยู่รวมกันเป็จำนวนมากส่วนใหญ่จะถูกตัดแขนตัดขากลายเป็คนพิการเห็นแล้วชั่งน่าเวทนายิ่งนัก
หมอที่ดูแลได้ให้ข้อมูลว่าทหารที่ถูกตัดแขนขามีสภาพจิตใจที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่ต่างพากันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
ครอบครัวญาติพี่น้องก็ไม่มีใครอยากมารับกลับไปดูแลจะตำหนิพวกเขาก็ไม่ได้สภาพที่เป็อยู่ตอนนี้ก็อดอยากแร้นแค้นจะเอาปัญญาที่ไหนมาดูแลคนพิการ
ไป๋ลี่จิงนั่งลงที่เก้าอี้นางจิบชาช้าๆอย่างคนที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ข้าศึกก็มาจ่ออยู่ตรงหน้าราษฎรก็อดอยาก
ไหนจะเื่ทหารพิการเหล่านี้อีกคิดทับทวนไม่รู้จะแก้ปัญหาใดก่อนดีเื่ปากท้องสำคัญที่สุดรองลงมาก็เื่ขับไล่ข้าศึกหากแก้ปัญหาปากท้องได้เื่ทหารพิการเหล่านี้ก็น่าจะพอคลี่คลายลงได้
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางจึงเอ่ยวาจาให้กำลังใจทหารผู้พิการและทหารที่ได้าเ็ให้มีกำลังใจเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปนางสัญญาว่าหากนางยังมีชีวิตอยู่นางจะทำให้พวกเขาได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติสุข
ได้อยู่ร่วมกันกับครอบครัวเช่นที่เคยเป็มาพวกทหารที่ได้รับาเ็ต่างพากันทราบซึ่งในน้ำพระทัยที่องค์หญิงทรงมีเมตตาห่วงใยพวกเขาหาได้คิดทอดทิ้งไม่
องค์ชายเอารายงานจำนวนกำลังพลที่เหลือที่พอจะออกรบได้ให้ไป๋ลี่จิงดูนางนั่งพิจารณารายงานดังกล่าวอย่างตั้งใจจำนวนทหารทั้งหมดหนึ่งแสนเหลืออยู่เจ็ดหมื่น
แบ่งกำลังเฝ้าดูแลสองประตูเมืองนางต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีตั้งรับแบบเก่าเป็การจัดกำลังออกไปสุ่มโจมตีข้าศึกไม่อย่างนั้นไม่มีทางเอาชนะข้าศึกที่มีกำลังมากว่าได้อย่างแน่นอน
"เสด็จพี่เพคะแผนการและคำสั่งในการรบทั้งหมดน้อง้าให้ทุกคนคิดว่าเป็คำสั่งของเสด็จพี่น้องเป็เพียงแม่ทัพที่ปฏิบัติตามรับสั่งเท่านั้นน้องจะเขียนแผนการทั้งหมดเอาไว้
จากนั้นเสด็จพี่ก็จัดการไปตามที่น้องวางแผนไว้เราสองคนต้องค่อยประสานกันทั้งในและนอกแผนการจะได้ไม่ผิดพลาดที่น้องบอกมานี้เสด็จพี่เข้าใจใช่หรือไม่เพคะ"
“พี่เข้าใจ!แต่ตัวพี่เองก็อดเป็ห่วงเ้าไม่ได้อย่างไรเสียเ้าก็เป็สตรีเ้าอยู่ค่อยบัญชาการรบอยู่ที่นี้ให้พี่ออกไปรบแทนมิได้หรือ?”
“ไม่ได้เพคะพระองค์ไม่ต้องห่วงหม่อมฉันไม่ตายง่ายๆ หลอกเพคะแผนการที่หม่อมฉันวางไว้ต้องทำตามทุกขั้นตอนห้ามพระองค์ใจอ่อนเป็อันขาด”
ใจอ่อนหรือองค์ชายรู้สึกสะดุดกับคำพูดที่ไป๋ลี่จิงพูดถึงแผนการที่นางจะคิดกระทำ“ใจอ่อนที่เ้าว่าเ้าหมายถึงสิ่งใด”
แผนการนี้ไป๋ลี่จิงยังไม่อาจบอกองค์ชายตอนนี้ได้ไม่เช่นนั้นพระองค์ต้องทรงไม่เห็นด้วยและไม่ยินยอมทำตามเป็แน่นางจึงพยายามเลี่ยงคำตอบไปว่า
“ถึงเวลาหม่อมฉันจะบอกพระองค์เอง แผนนี้สำคัญมากไม่ว่าอย่างไรพระองค์ก็ต้องทำตามที่หม่อมฉันบอกห้ามบิดพลิ้วเด็ดขาดการนี้สำคัญกับอนาคตบ้านเมืองแม้ไม่เต็มใจแต่พระองค์ต้องทำเพคะ”
ได้รับตำแหน่งมาหมาดๆก็ต้องสร้างชื่อเสียงกันหน่อย
อ่านแล้วชอบช่วยกดหัวใจ เป็นกำลังให้นักเขียนด้วยนะจ๊ะ ขอบคุณคะ นามปากกาK.P.STOM ebook วางจำหน่ายแล้วนะคะ https://www.mebmarket.com/ebook-239246-