จากพระจันทร์สู่ต้นหลิว
บทที่ 3
“นี่นางยังไม่ตื่นอีกเหรอ”
“ปล่อยให้นางนอนไปเถอะน่า”
เสียงเถียงกันของชายหญิงคู่หนึ่งทำให้คนที่นอนอยู่บนแคร่ไม้ต้องลืมตาตื่นขึ้นมา
อือ...สว่างแสบตาไปหมด
ด้วยความที่ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนพอรู้สึกตัวก็เลยเผลอลืมตาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ไม่คิดว่าตอนนี้เป็เวลากลางวันที่มีแสงแดดเจิดจ้าขนาดนี้
“ท่านป้าฮุ่ย! พี่หลิวตื่นแล้ว!”
เสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังะโเรียกป้าฮุ่ยป้าฮุ่ยเหรอ? ใครกันล่ะ?
“อาหลิว เป็ยังไงบ้างลุกขึ้นมากินน้ำก่อน”
คนที่น่าจะเป็ป้าฮุ่ย ประคองอาหลิวให้ลุกขึ้นมานั่งก่อนจะส่งชามใส่น้ำอุ่นๆมาให้ดื่ม
“ขอบคุณ”
หืม? เสียง?เสียงก็เปลี่ยนไปด้วยสินะ
“เ้าหมดสติไปเกือบหนึ่งชั่วยามยังดีที่แม้จะหน้าเขียวแล้วแต่ยังมีชีพจรอยู่ เ้านี่อย่างไรกินมูมมามไม่รู้จักระวัง มีอย่างที่ไหนสำลักซาลาเปาหมดสติดีนะที่ท่านลุงของเ้าใช้พลังฝ่ามือกระแทกเอาซาลาเปาออกมาได้ไม่อย่างนั้นเ้าคงได้ลงไปเฝ้าท่านยมบาลแล้ว”
ิ...ที่ตอนนี้กลายเป็อาหลิวไปแล้วได้ฟังท่านป้าฮุ่ยบ่นยืดยาวแต่ก็ไม่รู้จะตอบกลับไปอย่างไรทำได้แต่ยิ้มแหยๆออกไปเท่านั้น
อาหลิวที่ตอนนี้กึ่งนั่งกึ่งนอนบนแคร่ไม้ไผ่เริ่มสำรวจตัวเอง ดูแขนขาว่าครบสามสิบสองหรือไม่ขยับพอนิดหน่อยให้รู้ว่ามันอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีจากนั้นจึงมองไปที่ป้าฮุ่ยที่ตอนนี้ขยับไปนั่งเก้าอี้อีกตัวนางกำลังเด็ดผักอย่างขะมักเขม้น
ป้าฮุ่ยน่าจะอายุสักสี่สิบกว่าเห็นจะได้รูปร่างท้วมทว่าคล่องแคล่วทะมัดทะแมง จากที่เห็นหน้าใกล้ๆเมื่อกี้แววตาของนางดูเป็คนมีเมตตามากทีเดียว ข้างตัวป้าฮุ่ยมีเด็กผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งถ้าจะเทียบก็จะประมาณเด็กมัธยมต้นนางกำลังปอกหัวมันอยู่อย่างแข็งขัน
หญิงสาวส่งสายตาไปสำรวจรอบๆเดาว่าที่ตรงนี้น่าจะเป็ห้องครัวที่เชื่อมต่อกับลานบ้าน มีทั้งกระทะ เตาไฟและอะไรอีกหลายอย่างที่ดูเหมือนไว้สำหรับทำกับข้าว กำลังสำรวจเพลินๆ ก็ต้องสะดุ้งเพราะอยู่ๆก็มีคนมาคว้าข้อมือของนางออกไปจากตัวด้วยแรงที่ไม่เบาเลย
เป็ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่อาหลิวคิดว่าหน้าตาละม้ายคล้ายกับอู๋ม่งต๊ะดาาาวฮ่องกงเขาเอามือของอาหลิวไปสำรวจชีพจร จับเส้นตรงข้อมือไป บ่นพึมพำอะไรสักอย่างไปพอหมดธุระกับข้อมือแล้ว ก็เปลี่ยนมาถ่างตาของอาหลิวดูบ้าง
โอ๊ย!!เบาๆก็ได้มั้ยลุง!
ท่าทีของลุงไม่ได้ทะนุถนอมอ่อนโยนเลย ถ่างได้ถ่าง ดึงได้ดึง ตีได้ตี นานทีเดียวกว่าการตรวจสุขภาพหฤโหดจะจบลง
“แม้ร่างกายจะไม่ได้บอบช้ำอะไรแต่ไฉนลมปราณของเ้าจึงไม่สงบ ภายในสับสนว้าวุ่น เืลมต่างๆ เดินไม่ค่อยสะดวกแค่สำลักซาลาเปาเท่านั้น ทำให้เป็ได้ถึงเพียงนี้เชียวหรืออาหลิว...่นี้เ้ามีเื่ให้วิตกกังวลหรือไม่ ข้าจับชีพจรเส้นสมองพบว่ากำลังทำงานหนักมากทีเดียว”
ชายคนนั้นถลึงตาถามอาหลิวอย่างจริงจังเขาพูดอะไรฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจแต่เคยได้ยินศัพท์แสงประมาณนี้อยู่บ้างจากเื่ัหยกไง ใช่ๆ ลมปราณ เืลมชีพจรอะไรเนี่ย ใช่เลยๆ
“เอ่อ...ก็มีเื่ให้ต้องวิตกบ้าง”
อาหลิวตอบออกไปแบบมั่วๆก็ไม่รู้จะต้องตอบอะไรนี่หน่า
“เอาเถอะสภาพของเ้าตอนนี้ใช้หากขืนใช้กำลังภายใน อาจส่งผลให้ลมปราณเกิดความเสียหายได้ดังนั้น่นี้เ้าต้องหยุดฝึกยุทธก่อน จงไปพักผ่อนจนกว่าลมปราณจะเป็ปกติ พรุ่งนี้ข้าจะมาตรวจดูอีกครั้ง
อย่าลืมว่าอีกสามวันต้องไปทำภารกิจสำคัญเป็ภารกิจที่ต้องทุ่มเทด้วยชีวิต มีเพียงเ้าผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้เ้าต้องดูแลรักษาตัวให้เร็วที่สุด จงอย่าทำให้ข้าและตระกูลเฉิงต้องผิดหวังเข้าใจหรือไม่!”
แม้จะงงๆ แต่นอกจากพยักหน้ารับหงึกๆแล้วอาหลิวยังจะมีทางเลือกอื่นด้วยเหรอ แล้วในฉบับพลัน ชายคนนั้นก็เดินจากไป
“อาหลิวเ้าอยู่ตรงนี้มีแต่จะเกะกะข้าทำงาน กลับไปพักผ่อนที่ห้องของเ้าเถิด”
อ่อ...ก็ได้แต่ว่าห้องของอาหลิวอยู่ที่ไหนล่ะเนี่ย
“เยี่ยเอ๋อร์พาพี่สาวของเ้าไปส่งที่ห้องทีเดี๋ยวเกิดเป็ลมขึ้นมาอีกจะได้ไม่วุ่นวายเหมือนเมื่อครู่”
ป้าฮุ่ยนี่ช่างรู้ใจเยี่ยเอ๋อร์ซึ่งก็คือน้องหนูที่กำลังนั่งปอกมันอยู่ได้ยินป้าฮุ่ยสั่งก็ลุกขึ้นมาเช็ดมือ แล้วเดินนำอาหลิวไปอย่างคล่องแคล่วรู้งานดีมาก
เยี่ยเอ๋อร์พาอาหลิวเดินลัดเลาะไปจนถึงเรือนห้องแถวนางพาไปจนเกือบสุดทางซึ่งมีเรือนแยกเล็กๆ หลังหนึ่ง เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าในนี้คล้ายๆกับห้องชุดคอนโดมีห้องโถงซึ่งมีโต๊ะไม้และม้านั่ง แล้วก็มีห้องแยกซ้ายขวา
“พี่หลิวท่านพักผ่อนเถิด เอ่อ...ข้า เื่วันนี้ที่ท่านหมดสติ ต้นเหตุเป็เพราะข้าเองพี่หลิวอย่าโกรธข้าเลยนะ”
หืม? อะไร? ยังไง? สาวน้อยเยี่ยเอ๋อร์มองมาที่อาหลิวน้ำตาคลอเล็กน้อย สีหน้าของนางเหมือนว่ากำลังสำนักผิดจริงๆอ่า...อยากจะรู้เื่ให้มากกว่านี้แฮะ
“เยี่ยเอ๋อร์เ้ามานั่งตรงนี้ เอ่อ...เมื่อกี้ข้าหมดสติไป ความจำหายไปชั่วขณะเล่าให้ฟังอีกทีได้หรือไม่”
ดีนะ...ที่ิเคยดูหนังจีนกับอ่านนิยายย้อนยุคบ่อยๆเลยพอจะปรับการพูดการจาได้บ้าง
“เมื่อตอนเช้ามีแขกจากวังหลวงมาเยี่ยมนายท่านกับฮูหยิน เอาซาลาเปามาฝากมากมายท่านป้าฮุ่ยยกมาไว้ในครัว หวังจะเอาไปนึ่งให้ร้อน ข้าบ่นอยากลองชิมท่านก็รู้...ของจากในวังหลวงต้องเลิศรสอยู่แล้ว
ข้าตื๊ออยู่นานสองนานจนท่านใจอ่อนยอมแอบไปขโมยซาลาเปามาให้ ที่ไหนได้พอป้าฮุ่ยเข้ามาเจอ ท่านก็ใเลยเอาซาลาเปายัดใส่ปากหวังที่จะทำลายหลักฐาน”
อ่อ...เป็แบบนี้นี่เองอาหลิวช่างน่าสงสารนัก
“เฮ้อ...ถ้าพี่หลิวไม่อยู่แล้วเยี่ยเอ๋อร์คงจะเหงา ที่นี่มีแต่ผู้ชาย ไหนเลยจะคุยกันรู้เื่”
“อ่าวข้ากำลังจะไปไหนเหรอ แล้วทำไมที่นี่มีแต่ผู้ชายล่ะ”
“......”
“เยี่ยเอ๋อร์?”
“ท่านพี่หลิว!! การสำลักซาลาเปานั่นทำให้ความทรงจำของท่านหายไปจนสติเลอะเลือนไปแล้วหรือฮือๆๆ พี่หลิว!! ข้าขอโทษ!”
อยู่ๆเยี่ยเอ๋อร์ก็ล้มฟุ่บลงบนโต๊ะร้องไห้โฮออกมา อิหยังวะ? ทำไมคนที่นี่อารมณ์อ่อนไหวง่ายถึงเพียงนี้
“เอ่อ...ใจเย็นๆนะคือ...คือข้าคงมึนๆน่ะ อย่างที่ลุงคนนั้นบอกไง ลมปราณของข้าตอนนี้ไม่ค่อยปกติรู้สึกสับสนอยู่บ้าง ไม่ใช่ความผิดของเ้าเลย อย่าร้องไห้เลยนะเยี่ยเอ๋อร์”
เยี่ยเอ๋อร์ยอมเงยหน้าขึ้นมาน้ำมูกน้ำตาไหลหมดแล้ว นางเอาชายเสื้อขึ้นมาเช็ด แต่ยังคงสะอึกสะอื้น
“แม้แต่ชื่อของท่านลุงหวังท่านก็ลืมไปแล้วหรือ ฮือ...”
เยี่ยเอ๋อร์ทำท่าจะล้มฟุ่บไปร้องไห้อีกรอบแต่อาหลิวจับหัวของนางเอาไว้ก่อน โอย...จะคุยกันรู้เื่มั้ยวันนี้
“นั่นแหละๆท่านลุงหวังน่ะแหละ ตอนนี้ข้าไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ เ้าก็ได้ยินนี่ อย่าคิดมากเลย”
เยี่ยเอ๋อร์พยายามกลั้นน้ำตาสูดน้ำมูกเข้าไปจนสุด นางตั้งสติครู่นึงแล้วจึงยกกาน้ำชาเทใส่ถ้วยสองถ้วยส่งให้อาหลิวถ้วยหนึ่ง แล้วก็ยกไปดื่มเองถ้วยหนึ่ง พอสบายใจแล้วก็นั่งเท้าคางพูดเสียงใสร่าเริง
“แต่เดิมท่านก็เอาแต่ฝึกยุทธ์แล้วก็ทำงานให้กับนายท่านที่นี่ก็มีแต่พวกผู้ชาย มีท่านเป็หญิงเพียงคนเดียวนอกจากป้าฮุ่ยก็มีแต่ท่านเท่านั้นที่ข้าพอจะคุยกันได้บ้างที่จริงป้าฮุ่ยเคยคิดอยากจะให้ท่านออกเรือน แต่ด้วยความที่ท่านไม่สันทัดงานบ้านใดๆแถมขนาดตัวของท่านก็เกือบจะเท่าๆกับผู้ชายอยู่แล้ว เกรงว่าจะไม่มีใครกล้ามาสู่ขอ ท่านลุงหวังจึงคิดว่าให้ท่านอยู่รับใช้ตระกูลเฉิงในหน่วยงานลับแห่งนี้คงจะดีกว่า
ข้าก็เห็นว่าดีเช่นกันแต่งงานไปก็ต้องไปรับใช้สามี ดูแลลูกเต้า เอาใจแม่ผัว ภาพพี่หลิวที่คอยซักผ้าหุงหาอาหารนั้นข้านึกไม่ออกเลยสู้ได้ออกไปเที่ยวเล่นในยุทธภพจะดีกว่า นี่ถ้าข้าเก่งได้ครึ่งหนึ่งของพี่หลิว ก็คงไม่ต้องมานั่งปอกมันหั่นหมูอยู่แต่กับป้าฮุ่ยหรอกวันๆทำแต่กับข้าว ปะชุนเสื้อผ้าของพวกผู้ชายน่าเบื่อจะตาย”
แหม...หยุดร้องไห้แล้วก็พูดเป็ต่อยหอยเลยนะเยี่ยเอ๋อร์ท่าทางจะเม้าส์เก่งนะเนี่ย
“แต่อีกไม่ช้าท่านก็จะต้องไปอยู่ในวังหลวงว่ากันว่าที่นั่นเป็เหมือนแดนสนธยา ทั้งข้าและป้าฮุ่ยต่างเป็ห่วงท่านมากแต่เพราะว่านี่เป็ภารกิจสำคัญซึ่งมีแต่ท่านเท่านั้นที่ทำได้ พวกข้าจึงได้เพียงแต่ช่วยท่านเตรียมตัวให้ดีที่สุดก่อนจะไปเผชิญกับภารกิจนี้เท่านั้น”
“ภารกิจใดกันต้องเข้าไปในวังหลวงเลยเหรอ”
“ข้าพูดไม่ได้ มันเป็ความลับของบ้านเราอาจมีใครแอบฟังอยู่ ไม่เป็การดีแน่หากเื่นี้รั่วไหลออกไป เอาไว้ท่านฟื้นคืนสติสมบูรณ์แล้วเดี๋ยวก็จำได้เอง”
แหม่...แล้วเยี่ยเอ๋อร์จะมาทำพูดกระซิบซาบทำเหมือนจะเล่าให้ฟังไปเพื่ออะไรกันจ๊ะตอนนี้ต่อมอยากรู้ของอาหลิวมันกระตุกจึ๊กๆเลยเนี่ย
“ข้าต้องกลับไปช่วยป้าฮุ่ยเตรียมอาหารเย็นก่อนพวกนั้นกินจุจะตาย มีงานต้องทำอีกมาก แล้วก็นี่...”
เยี่ยเอ๋อร์มองซ้ายมองขวาทำลับๆล่อๆก่อนจะล้วงสิ่งหนึ่งออกมาจากเสื้อของนาง
“ในที่สุดก็แอบหยิบออกมาจนได้ข้าให้ท่านลูกนึง อีกลูกนึงข้าจะแอบมากินตอนกลางคืน”
นางส่งของสิ่งนั้นมายัดใส่ไว้ในมือของอาหลิวอย่างอารมณ์ดีก่อนจะกึ่งเดินกึ่งะโเข้าไปในห้องทางด้านซ้าย เห็นแว่บๆว่ากำลังเอาสิ่งนั้นวางไว้บนหัวเตียงแล้วเอาถ้วยชาครอบไว้
“ข้าไปแล้วท่านพักผ่อนเถิด”
พอสิ้นเสียงปิดประตูอาหลิวก็โยนของสิ่งนั้นลงบนโต๊ะอย่างรังเกียจประหนึ่งเป็สิ่งอัปมงคล
‘ซาลาเปาไส้หมู’
กินผิดชีวิตเปลี่ยนโอย....แค่เห็นก็ขนลุกขนพองแล้วจ้า
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน