มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 76 ฝ่าอุปสรรค

    บทที่76 ฝ่าอุปสรรค

             

            เจ็ดประมุขต่างร่วมมือกันปลดปล่อยพลังลมปราณพร้อมกับฟาดฟันอาวุธคู่กายอย่างมิออมรั้งรับมือกับค่ายกลซึ่งมิธรรมดาเช่นนี้หากยังคิดออมพลังก็เห็นทีจะหนีไม่พ้นกับความพลาดพลั้งที่ยากแก้ไขเพลงดาบเพลงกระบี่ที่อดีตสร้างชื่อในฐานะผู้ฝึกญาณ ตอนนี้แม้จะอานุภาพลดทอนลงเพราะต้องใช้เพียงลมปราณสามัญทว่าความร้ายกาจในเพลงอาวุธของพวกมันก็มิดูด้อยลงไปเท่าใดนัก

             

            ห่าธนูหินที่พร่าพรมจึงถูกกระบี่ซึ่งพร่าพรายสกัดกั้นถูกเพลงดาบที่หนักหน่วงพุ่งทำลาย หลายสรรพวุธคู่กายจู่โจมห่าพิรุณหินจนสูญสลายสิ้นภายใต้สถานการณ์คับขัน เจ็ดประมุขก็ยังประคองสติรับมือกับเหตุการณ์ตรงหน้าได้อย่างดียิ่งสมแล้วที่พวกมันมีประสบการณ์บนปฐพีมาอย่างโชกโชน

             

            บนอากาศเหล่าเจ็ดประมุขรับมือได้ดีทว่าในธารธาราที่เชี่ยวกรากนี้กลับยากที่จะรับมือกับสิ่งประหลาดซึ่งตัดทำลายใต้ท้องเรือได้เสียงท้องเรือซึ่งถูกสิ่งตัดเฉือนอย่างรุนแรงดังสะท้อนไปทั่วผิวน้ำ ตัวเรือสั่นคลอนไปมาจากนั้นก็โยกอย่างรุนแรง น้ำจากภายนอกเริ่มทะลักไหลเข้าสู่ตัวเรือ เจ็ดประมุขมิอาจรักษาเรือลำใหญ่ของพวกตนไว้ได้

             

            หวังสื่อเซี่ยเห็นท่าไม่ดีก็รีบตะโกนก้อง

            “สละเรือ!”

             

            มิชักช้า พวกมันทั้งเจ็ดก็ทะยานกายหวังลงสู่เรือเล็กอีกลำที่ผูกติดมาโดยตลอดทว่ายังมิทันมีโอกาสได้ลง เรือลำเล็กก็แล่นฉิวฝ่ากระแสคลื่นนำหน้าออกไปไกลแล้ว

             

            เจียเหอเห็นเรือของตนจู่ๆก็พุ่งออกไปไกลเช่นนั้นก็เบิกตา

            “อะไร!”

             

            เหลียงคุนที่พินิจเห็นเงาหลังของคนผู้หนึ่งที่กำลังบังคับเรือลำเล็กแล่นออกไปไกลก็มีโทสะและตวาดลั่น

            “เป็นตัวบัดซบใดขโมยเรือมันอยู่บนเรือตั้งแต่ตอนไหน!"

             

            เรือลำใหญ่ที่กำลังโดยสารอยู่กำลังอับปางเรือลำเล็กที่พวกมันเตรียมไว้ยามฉุกเฉินก็ถูกขโมย เรือลำเล็กเวลาเกิดปัญหาจะป้องกันได้ง่ายกว่าเรือลำใหญ่แต่ตอนนี้ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่แล้ว พวกมันจึงจำต้องกลับมาหวังอาศัยเรือใหญ่ที่กำลังอับปางนี้เพราะพวกมันไม่มีทางเลือก เมื่อใดที่จมลงในน้ำ สันน้ำประหลาดที่เคลื่อนไปมาจนดูราวกับมังกรฉวัดเฉวียนได้จบชีวิตพวกมันให้เป็นผีเฝ้าลำน้ำนี้แน่

             

            ฟางเหนียงมองแผ่นไม้ที่นำมาประกอบเป็นพื้นเรือคนกระแทกส้นเท้าลงไปอย่างรุนแรงจนไม้ซีกแผ่นหนึ่งถูกงัดขึ้นมา จากนั้นนางก็เตะแผ่นไม้ให้ไถลลอยไปตามผิวน้ำตามด้วยวิชาตัวเบาที่เหยียบย่างลงบนแผ่นไม้ คนรักษาสมดุลของร่างกายให้เหยียบยืนอย่างมั่นคงก่อนเร่งเร้าพลังลมปราณมาไว้ที่ขา พร้อมเตะเข้าใส่ผิวน้ำส่งแผ่นไม้โต้กระแสธารธาราออกไปในทันที

             

            เห็นวิธีของฟางเหนียงประมุขคนอื่นก็ไม่ชักช้า แผ่นไม้หลายชิ้นถูกงัดออกมาจากเรือแล้วส่งลงสู่ผิวน้ำ วิชาตัวเบาหลายแขนงได้สำแดงอานุภาพแผ่นไม้จึงดูราวกับกระดานโต้คลื่นที่นำพาร่างของเหล่าประมุขให้แล่นฉิวติดตามเรือลำเล็กที่ถูกขโมยไปสู่ทางทิศเหนือ

             

            พวกมันสละเรือแล้วสันน้ำที่เชี่ยวกรากและไหลเวียนราวมังกรฉวัดเฉวียนก็คล้ายจะไม่สนเรือเช่นเดียวกัน คลื่นน้ำอันคมกริบดังกล่าวได้เคลื่อนออกไล่หลังโต้กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากเข้าหาเหล่าเจ็ดประมุขที่ยืนบนแผ่นไม้อีกทั้งสันน้ำเหล่านั้นยังมุ่งไปที่เรือเล็กที่กำลังหลบหนีอย่างรวดเร็วร่วมด้วย

             

            ซึ่งทำให้ปู้ชิงเถาที่ขโมยเรือหลบหนีมาต้องรับมือกับสันน้ำที่คมกริบเหล่านั้นบ้าง

             

            ตูมมมม

             

             

            ผืนน้ำหน้าเรือลำเล็กสาดกระเซ็นซ่านแผ่พุ่งขึ้นราวกับม่านวารีขนาดใหญ่ด้วยมวลน้ำเช่นนี้หากเรือเล็กพุ่งชนในความเร็วระดับนี้มีหวังเรือพังทลายแลอับปางอีกลำแน่ปู้ชิงเถาจึงชิงลงมือ ทันทีที่ม่านน้ำปรากฏกั้นขวาง ฝ่ามือที่ผนึกรวมพลังลมปราณสามัญก็ถูกตั้งท่าแลฟาดออกแล้ว!

             

            “มหานทีครืนครั่น"

            เคล็ดวิชาท่องไพศาลกระบวนท่าที่ห้าเมื่อใช้ออกหนึ่งฝ่ามือที่ฟาดไปนำพาพลังลมปราณสามัญที่เคลื่อนผ่านผิวน้ำจนดังอึงอน ราวกับผิวน้ำแห่งนี้ได้มีสิ่งใดมากดข่มอยู่ก็ปานท่ามกลางความอึงอนบริเวณรอบข้างก็สั่นไหว ตามด้วยม่านวารีที่ระเบิดออกเป็นเวิ้งขนาดใหญ่ให้เรือแล่นผ่านไปได้พอดี

             

            “เคล็ดวิชาแห่งตระกูลตง?”

             

            “ตัวบัดซบมันไม่ธรรมดาจริงๆ!”

             

            “อย่าปล่อยให้มันผ่านไปได้!”

             

            เหล่าเจ็ดประมุขต่างเตะเท้าลงยังผิวน้ำส่งพลังลมปราณสะท้อนออกนำพาแผ่นไม้ให้แล่นฉิวออกไปอย่างรวดเร็วขึ้นไม้แผ่นเดียวแม้จะไม่ค่อยเอื้ออำนวยแต่รักษาและประคับประคองมิให้ถูกทำลายเช่นเรือใหญ่ได้ง่ายดายนักสันวารีที่คมกริบดังใบมีดซึ่งพยายาจะตัดเฉือนทำลาย ล้วนถูกพลังของพวกมันสกัดกั้นจนหมดสิ้นผิวน้ำอันเชี่ยวกรากจึงเกิดแรงระเบิดขึ้นเป็นหย่อมๆ เสียงตูมดังกึกก้องสะท้อนสะท้านไปทั่วผิวน้ำหมู่มัจฉาวารีที่เคยอยู่อย่างสงบล้วนแหวกว่ายหนีหาย ทว่าสัตว์ร้ายอื่นที่ซุกซ่อนตามผืนปฐพีป่าหญ้า แลต้นไม้ที่ริมตลิ่งกลับเดือดดาลเพราะความสงบของพวกมันได้ถูกทำลายไป

             

            เหนือผิวน้ำจึงมีสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างมากมายมองจากตรงที่เรือเล็กและตำแหน่งที่เจ็ดประมุขกำลังขี่แผ่นไม้แล่นฝ่ากระแสน้ำอยู่ จะเห็นเป็นคลื่นน้ำที่เคลื่อนที่อย่างสะเปะสะปะผิวน้ำดูคล้ายกลับสั่นสะเทือนอย่างถี่เร็วจนน้ำกระดอนไปมา คลื่นน้ำอันสับสนถี่เล็กเคลื่อนใกล้มาเรื่อยๆยิ่งเข้าใกล้พวกมันก็ยิ่งเห็นได้อย่างชัดตา

             

            สิ่งที่เคลื่อนอยู่บนผิวน้ำมากมายนั้นล้วนเป็นอสรพิษที่ดูร้ายกาจแลน่าหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่ง!

             

            กระแสน้ำอันเชี่ยวกรากยากรับมือความเป็นปริศนาซึ่งซุกซ่อนก็ยากหยั่งถึง ยังมีอสรพิษแห่งวารีมากมายอีก สมแล้วที่อดีตนับพันปีสถานที่แห่งนี้มันจึงถูกเรียกว่าบึงมรณะร้อยลี้!

             

            อสรพิษตาแดงก่ำเคลื่อนเหนือผิวน้ำมาเป็นกองทัพเมื่ออสรพิษแห่งวารีมาดูเหมือนสันน้ำประหลาดแลคมกริบจะหายไป การรับมือของเจ็ดประมุขและปู้ชิงเถาจึงไม่วุ่นวายมากมายนัก

             

            เพลงดาบอันเลื่องชื่อแห่งสำนักดาบมายาสำแดงเดชประมุขผานอวู่ทะยานฟาดฟันจนสัมผัสได้ถึงห้วงอากาศที่ขาดหวิ่นตรงใบหน้าของมัน เช่นเดียวกับอสรพิษที่มุ่งมาที่รัศมีเบื้องหน้าพวกมันล้วนกลับกลายเป็นก้อนเนื้อสับจมลงสู่กระแสธารอันเชี่ยวกรากทั้งสิ้น

             

            แต่หนึ่งดาบเมื่อครู่นี้แรงปะทะแลแรงเหวี่ยงทำให้ของเหลวบนตัวงูมิว่าจะเป็นโลหิตหรือละอองพิษได้กระเซ็นซ่านพิษของงูวารีเหล่านี้ก็นับว่าร้ายกาจ เพียงหยดพิษเล็กน้อยที่กระเด็นออกมาตกใส่ผิวหนังความแสบร้อนแลเจ็บปวดก็แทบจะเจาะทะลุผิวหนังเข้าไปในทันที ส่งให้ประมุขผานอวู่ถึงกลับเสียกระบวนเพียงสมาธิตกไปชั่วครู่ อสรพิษหลายตัวก็ทะยานส่งคมเขี้ยวเข้าใส่ร่างของมันแล้ว!

             

            ยังดีที่ปลายพู่กันสีขาวของประมุขเจียเหอได้วาดไปมาสกัดเหล่าอสรพิษให้กระเด็นไปจึงช่วยผานอวู่ได้อย่างหวุดหวิด

            “ระวังด้วยพิษของอสรพิษวารีร้ายกาจนัก แม้มิอาจเข้าสู่กระแสเลือดทำลายชีพ หากสัมผัสมันเพียงภายนอกก็สร้างความเจ็บปวดทรมานมากพอ"

             

            ปลายพู่กันในมือของเจียเหอยังคงสำแดงอานุภาพต่อพู่กันที่มีขนาดเท่าท่อนแขนแต่พอวาดออกกลับคล้ายให้ความรู้สึกว่าปลายพู่กันได้ไปจรดถึงอีกฟากฝั่งนับเป็นความร้ายกาจของพลังลมปราณที่ก่อรวมบนปลายเส้นขนสีขาวที่ไม่สามารถมองข้าม แม้พู่กันนี้ไม่คมดั่งดาบไม่เฉียบไวราวกระบี่ แต่ความพริ้วแผ่วแลพริ้วไหวกลับเป็นลักษณะเด่นที่ใช้ต้านทานเหล่าอสรพิษวารีได้ดีนัก!

             

            ประมุขเฉียวชิงกล่าวคำ

            “ประเสริฐใช้อาวุธไร้คมรับมือกับเหล่าอสรพิษ ส่วนพวกท่านที่เหลือติดตามตัวบัดซบที่กล้าขโมยเรือของพวกเราไป"

            จากนั้นมันก็ควงกระบองเหล็กสั้นในมือปลดปล่อยพลังลมปราณที่ราวกับเสาอากาศฟาดขวางมิให้มวลอสรพิษขวางทิศทางของพวกมันได้

             

            สี่ในเจ็ดประมุขอาวุธคู่กายล้วนเป็นกระบี่กับดาบซึ่งถือเป็นอาวุธมีคมที่ไม่เหมาะต่อการรับมืออสรพิษร้ายเช่นนั้นการรับมือกับอสรพิษวารีจึงได้ฝากหน้าที่ไว้กับสองประมุข ส่วนประมุขอีกผู้ซึ่งก็คือฟางเหนียงอาวุธของนางคือแส้โลหะ ด้วยแส้โลหะมีอาณาบริเวณการจู่โจมที่ไกลกว่าอาวุธอื่นใดในมือของเหล่าประมุขทั้งเจ็ดจึงมีเพียงนางที่จู่โจมถึงเรือลำเล็กที่ปู้ชิงเถาพยายามประคับประคองขึ้นเหนือได้ ปลายแส้ที่ตวัดออกพันเกี่ยวที่ส่วนท้ายของเรือฉุดให้ความเร็วในการขี่บนแผ่นไม้ลอยน้ำของฟางเหนียงเร็วขึ้น และอาศัยจังหวะนี้ฟางเหนียงก็กระตุกแส้พาร่างของตนให้ทะยานขึ้นสู่เรือลำเล็กไป!

             

            ปู้ชิงเถาต้องละจากการบังคับเรือละสมาธิจากการขับไล่เหล่าอสรพิษวารี เข้าฟาดฟันกระบี่ใส่แส้ที่ฉวัดเฉวียนเข้ามาในทันใด

             

            “ตัวบัดซบน่าตายยิ่งนัก!”

             

            ฟางเหนียงร่ายรำเพลงแส้ตวัดวกอ้อมไปมาบนเรือแต่เรือที่คับแคบไหนเลยเพลงแส้ที่ต้องอาศัยระยะแลอาณาเขตการโจมตีจะแสดงอานุภาพออกมาเต็มที่ได้จึงกลับกลายเป็นเสียเปรียบต่อเพลงกระบี่ของปู้ชิงเถา โดยเฉพาะเมื่อเคล็ดวิชาท่องไพศาลกระบวนท่าที่สองปลดปล่อยกระบี่พลิกผันวสันต์ย้อนหวนอันพลิกแพลงแยบคายก็ทำให้ฟางเหนียงต้องทุลักทุเลเป็นอย่างมาก

             

            แต่นางเป็นถึงประมุขแห่งพรรคใหญ่แม้พลังญาณถูกทำลายไป แต่พลังลมปราณที่สั่งสมมาแต่ต้นก็มิอ่อนด้อย ฝ่ามือของนางจึงละจากแส้ที่พันเกี่ยวบนเรือส่งฝ่ามือที่กอปรรวมไปด้วยลมปราณที่หนักหน่วงซัดเข้าใส่เพลงกระบี่พลิกผันวสันต์ย้อนหวนจนแตกพ่ายตามด้วยอีกฝ่ามือที่ส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง

             

            ปู้ชิงเถาที่ถูกสลายเพลงกระบี่ก็หมุนกายเปลี่ยนกระบี่ให้มาอยู่ในมือซ้ายส่วนมือขวาก็ส่งหมัดทะลวงนภาชกสวนออกไป เสาอากาศอันรุนแรงจึงทอดผ่านบรรยากาศปะทะเข้าใส่ฝ่ามือของฟางเหนียงทันที

             

            ตูมมม

             

            เสียงตูมใหญ่ของพลังลมปราณที่อัดแน่นไปด้วยพลังปะทะซึ่งกันและนั่นก็ทำให้เรือลำเล็กถูกพลังดีดสะท้อนให้บางส่วนของเรือพังโครมลง ตัวเรือส่ายโงนเงนแทบพลิกคว่ำเมื่อกอปรรวมเข้ากับกระแสอันเชี่ยวกรากของธารน้ำ เรือลำเล็กก็ราวจะแตกออกในทันใด

             

            ร่างของปู้ชิงเถานั้นกระเด็นไปตามแรงปะทะที่ดีดออกคนลอยถลาร่วงหล่นไปจากเรือ ส่วนฟางเหนียงที่ถูกพลังดีดสะท้อนแม้ไม่ถลาตกลงจากเรือ ทว่าเพลงหมัดทะลวงนภาของปู้ชิงเถาก็ถึงกับทำให้นางกระอักโลหิตออกมา!

             

            “พลังฝีมือที่ร้ายกาจหากพรรคเรามีรุ่นเยาว์ที่ร้ายกาจเช่นนี้ อนาคตคงมิต้องตกอยู่ใต้อาณัติใคร”

             

            นางเช็ดโลหิตที่มุมปากพร้อมพึมพำออกมาด้วยพลังฝ่ามือที่นางปลดปล่อย ด้วยกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก และด้วยอสรพิษวารีที่มากมายชายหนุ่มที่บาดเจ็บแลร่วงตกลงไปก็คงไม่มีโอกาสรอดได้อีกแล้ว นางจึงหันมาควบคุมทิศทางเรือรักษาตัวเรือจากเหล่าอสรพิษและมิให้ถูกกระแสน้ำกลืนลงไป รับเหล่าประมุขทั้งเจ็ดขึ้นมาก่อนควบคุมเรือมุ่งหน้าสู่ป่ากลางแม่น้ำที่เห็นเลือนลางหลังม่านหมอกทันที

             

            “นั่นคือสถานที่ซึ่งปรากฏในแผนที่”

             

            “ประคองเรือไปพวกเราต้องไปให้ถึงจุดนัดหมายตามเวลา"

             

            เจ็ดประมุขฝ่าฝันอุปสรรคและความเป็นตายอย่างยากลำบากฝ่าดงอสรพิษ ผ่านกระแสน้ำเชี่ยวที่ขัดขวางทำลาย กำจัดหัวขโมยที่แอบแฝงบนเรือ ในที่สุดเรือเล็กที่ใกล้อับปางเต็มทีลำนี้ก็เคลื่อนผ่านม่านหมอกบรรลุถึงปฐพีกลางผิวน้ำจนได้!