ละสายตาจากบุรุษท่านนั้นแล้วลี่อิงฮวาก็หันไปทางมู่เหยียนเอ่ยกำชับว่า “เ้านายของท่าน มิเป็อันตรายแล้วแต่ทุกหนึ่งชั่วยามต้องคอยใส่ยาที่แผลให้เขา อดนอนหนึ่งคืนคงจะทนไหวนะ”
มู่เหยียนพยักหน้ารับทราบ "ขอบคุณแม่นาง"จากนั้นนางก็เก็บของแล้วออกจากห้องไป
ทว่ายังมิทันจะพ้นชายคาของเรือนมู่เหยียนก็ตามออกมาด้วยอาการตื่นตระหนก
“แม่…แม่นาง…ท่านทราบได้อย่างไร”
“เื่ใดหรือ… อ้อ เื่ที่เขาเป็เ้านายของท่าน”
ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วขณะหนึ่งก่อนที่นางจะกล่าวต่อ
“บังเอิญว่าข้าพบเจอคนบนโลกนี้มาไม่น้อย พอจะดูออกว่าท่านกับเขามิได้เป็สหายกันจริงๆช่างดูเหมือนเ้านายกับผู้ติดตามเสียมากกว่า…อีกอย่าง เสื้อผ้าเปลี่ยนได้แต่กระบี่คู่ใจคงจะเปลี่ยนยาก กระบี่ตราพยัคฆ์ในมือท่านไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงสำนักไป๋หู่ผลิตอาวุธออกมาไม่มากแต่ทุกชิ้นล้วนเป็เลิศ ฐานะพวกท่านคงจะมิธรรมดา”กล่าวจบลี่อิงฮวาก็จากไป ทิ้งให้มู่เหยียนยืนอึ้งอยู่เช่นนั้นในใจของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกว่า 'สตรีผู้นี้ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว'
รุ่งเช้ายามเหม่า ก่อนที่พระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้า
ลี่อิงฮวาเปิดประตูห้องเข้ามาเพื่อดูอาการของฝ่าามู่เหยียนที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเห็นเข้าก็พลันลุกขึ้นถอยออกไปเพื่อหลีกทางให้นาง
สีหน้าฉายแววพอใจปรากฏขึ้นอย่างไม่ปิดบังเมื่อนางพบว่าแผลสมานติดกันดีนี่แสดงว่าที่สั่งให้มู่เหยียนใส่ยาที่แผลทุกหนึ่งชั่วยามนั้นเขาได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดทีเดียว
ฝ่าาค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นนั่งยังอดแปลกใจมิได้ว่าาแไม่มีอาการปวดเลยสักนิด ขยับแขนได้อย่างปกติ
“แผลของท่านดีขึ้นแล้วแต่คงต้องรอสองสามวันถึงจะหายสนิท อย่าออกแรงหรือใช้วรยุทธ์มากเกินไป”นางกำชับอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันไปเห็นว่าป้าหวังกำลังยกอาหารเข้ามา
บนถาดอาหารนั้นมีข้าวปั้นหนึ่งก้อนและโจ๊กหนึ่งชาม ซึ่งแน่นอนว่า“อาเฉิง ท่านกินได้แค่โจ๊ก” จากนั้นนางก็ยื่นชามโจ๊กให้ฝ่าาอย่างรวดเร็วเขารับไปอย่างว่าง่ายมิได้ปฏิเสธ
ส่วนมู่เหยียนก็กัดข้าวปั้นก้อนเงียบๆอยู่ในมุมหนึ่ง
“ได้เวลาที่ข้ากับป้าหวังต้องลงเขาเพื่อกลับบ้านแล้วหากพวกท่านจะพักต่ออีกสักหน่อยข้าก็มิได้ว่าอะไร”ลี่อิงฮวาพูดจบก็หยิบยาออกมาหนึ่งขวดยื่นให้มู่เหยียนแม้ว่าจะมีจุกปิดฝาแต่กลิ่นยาที่กำจายเล็ดลอดออกมานั้นกลับชวนให้รู้สึกผ่อนคลายเป็อย่างมาก มิต้องเอ่ยปากก็รู้ว่าเป็ยาดี
“ยาคุ้มจิต…รักษาาแภายในและภายนอกกินเพียงหนึ่งเม็ดก็เห็นผลมากมายนัก ครั้งนี้ใช้แค่เม็ดเดียวก็พอส่วนที่เหลือในขวดก็เก็บไว้ใช้ให้เกิดประโยชน์ละ”
ป้าหวังแสดงสีหน้าเสียดายชัดเจนแต่มิอาจพูดอะไรคุณหนูของนางก็มักจะเป็เช่นนี้ ยามรักษาใครก็ย่อมทำให้ดีถึงที่สุด
“ขอบคุณแม่นางและท่านป้าเป็อย่างสูงไม่ทราบว่าข้าขอถามชื่อแซ่ท่านได้หรือไม่ บุญคุณครั้งนี้ต้องตอบแทนในสักวัน”มู่เหยียนประสานมือคารวะอย่างเต็มพิธี
“มิต้องคิดมาก ข้าช่วยคนเป็เื่ธรรมดารู้ว่าข้าแซ่ลี่ก็พอ พบเจอโดยบังเอิญถือเป็วาสนา ไม่ต้องตามหาเพื่อตอบแทนหรอกข้าลาตรงนี้ ขอให้พวกท่านโชคดี”จากนั้นลี่อิงฮวาก็ลุกขึ้นหมุนกายเดินออกจากห้องโดยมิได้ลังเล
กลับเป็เสียงเ็าของฝ่าาที่ดังขึ้นนับเป็ครั้งที่สองที่เขาเปิดปากพูดกับนาง
“ข้าไม่ติดหนี้บุญคุณใคร”จากนั้นฝ่าาก็ยื่นป้ายหยกที่เป็ของพกติดตัวให้มู่เหยียน
เขาเห็นดังนั้นก็อดใมิได้ป้ายหยกอันนี้เป็ของพระมารดาที่ล่วงลับไปแล้วฝ่าาไม่เคยเอาออกมาให้ใครเห็นด้วยซ้ำแต่ก็ต้องยื่นมือออกไปรับของแล้วนำมามอบให้ลี่อิงฮวา
“หวังว่าจะไม่ต้องพบกันอีก”น้ำเสียงของฝ่าานั้นมิได้ลดทอนความเยือกเย็นลงบ้างเลย
ลี่อิงฮวาแค่นเสียง 'หึ' ออกมาเบาๆ หนึ่งคำ รับป้ายหยกนั่นไว้ แล้วก็เดินออกประตูไป
ที่ด้านนอกรถเข็นเล็กๆ ใส่สมุนไพรและของป่าป้าหวังได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว เมื่อลี่อิงฮวาออกมา สตรีทั้งสองก็เดินออกไปทางประตูใหญ่โดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีกเลย
พอเห็นว่าพ้นสายตาของพวกนางแล้ว องครักษ์ลับก็ปรากฏตัวขึ้นภายในบ้าน
เดิมทีพวกเขาตามมาถึงที่นี่ั้แ่เมื่อคืนแล้วทำการอารักขาอยู่บริเวณบ้านอย่างเต็มกำลัง
“ฝ่าา…าแของพระองค์เป็อย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”หัวหน้าองครักษ์ลับนามว่าจิวหรงเป็ผู้กล่าวขึ้นสีหน้าและท่าทางของเขามีความรู้สึกผิดเต็มสิบส่วน ที่มิได้ตามมาอารักขาั้แ่แรกจนทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
“ข้าไม่เป็อะไรแล้ว…มิรู้ว่านางทำอย่างไร าแสมานเร็วและไม่มีอาการปวดเลย”สายตาของเขาทอดมองไปยังทางเดินที่สตรีผู้นั้นเพิ่งจากไปหลงเหลือไว้เพียงแผ่นหลังของนางที่แสดงความหยิ่งทะนงโดยธรรมชาติ
“เ้าจงไปตามสืบว่านางเป็ใคร”จิวหรงรับคำสั่งแล้วก็หายตัวไปทันที