ตำนานเล่ากันว่า เทพจันทราตกหลุมรักมนุษย์สาว จนยอมละทิ้งทุกสิ่งอย่างเพื่อนาง ฝากรอยจันทร์เสี้ยวอีกครึ่งเพื่อตามหากัน เง็กเซียนเมื่อทราบเื่ก็สาปเทพจันทรา
ให้ทุกข์ทรมานยามหลับใหลในคืนที่จันทร์ส่องสว่าง ให้พลัดพรากจากทุกสิ่งที่โหยหา....
อ๋องเสี่ยวเหยาในวัยเจ็ดขวบปี ได้ฟังเื่เล่าของมารดาก็นึกเห็นใจเทพจันทรา ถึงอย่างไรเง็กเซียนก็ไม่ควรลงโทษโหดร้ายเพียงนี้
“มีวิธีช่วยเทพจันทราไหมท่านแม่”
“เ้าอยากช่วยเทพจันทราหรือ?” คนเป็แม่เอ่ยถามเด็กชายด้วยรอยยิ้ม
“ขอรับท่านแม่”
เสี่ยวเหยาถามเพราะความใส่ซื่อ แต่ตัวเขาเองนั้นยังไม่เข้าใจว่าเื่ที่แม่เล่าให้ฟัง มันคือเื่ที่เขากำลังรับผลอยู่ เด็กชายไม่ได้เป็เทพจันทราที่ต้องคำสาป แต่เป็มนุษย์คนหนึ่งที่เกิดในตระกูลรับใช้เทพจันทรา
หลงซู่เหยา ธิดาแคว้นฮั่ว มารดาของอ๋องเสี่ยวเหยา ผู้รับใช้เทพจันทรารุ่นสุดท้ายของตระกูล...
ฮ่องเต้เข้ายึดแคว้นฮั่วได้สำเร็จ ส่วนนางก็กลายเป็เชลยในาครั้งนั้น ความรักของหลงซู่เหยาที่มีต่อฮ่องเต้ มากล้นจนนางยอมเสียความบริสุทธิ์ของตน ผลกรรมที่นางผิดต่อเทพจันทรา ส่งผลให้ลูกชายเพียงคนเดียวต้องคำสาป มันเริ่มขึ้นเมื่อปานจันทร์เสี้ยวชัดเจน และเสี่ยวเหยาเริ่มรู้ความ
“อาซู่ ! มันจะไม่เป็อะไร ข้าสัญญาจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาเสี่ยวเหยา”
“ฝ่าา หากหม่อมฉันไม่อยู่แล้ว ต้องดูแลเสี่ยวเหยาให้ดีนะเพคะ อย่าให้เขาหลับใหลในคืนจันทร์เต็มดวง อย่าบอกเื่นี้กับผู้ใด”
“วิธีแก้จะทำเช่นไร”
“รอคอยนางเพคะ นางผู้มีปานพระจันทร์เสี้ยว นางที่เทพจันทราฝากรอยเอาไว้” ฮ่องเต้ไม่เคยปริปากแพร่งพรายเื่นี้กับใคร เขารักษาสัญญาต่อนางอันเป็ที่รักหนักแน่น
ทุกคราที่จันทราส่องสว่าง ฮ่องเต้ก็จะพาอ๋องเสี่ยวเหยาท่องราตรี เพื่อไม่ให้เด็กชายหลับใหล
เสี่ยวเหยาเพิ่งเข้าใจเมื่อตอนที่เขาอายุสิบสองปี ครั้งที่มารดาล้มป่วยจนสิ้นใจ นางบอกความลับและวิธีแก้ในสิ่งที่เขากำลังพบเจอ
ในดินแดนแห่งนี้ไม่มีหญิงสาวผู้มีปานรูปพระจันทร์เสี้ยว ทั้งเขาและบิดาต่างก็ยอมแพ้ที่จะตามหา อาอี้แม่ของเจียงเหวินเอง ก็ทำนายเช่นเดียวกับที่มารดาของเขาเคยบอก
หญิงสาวเ้าของปานพระจันทร์เสี้ยวโผล่ขึ้นกลางจวน เมื่อนั้นนางจะช่วยแก้คำสาปให้
“คิดอะไรอยู่หรอคะ?” หนี่เฟิ่งจิวเห็นท่านอ๋องเหม่อลอยตกอยู่ในภวังค์ความคิด
“ข้าคิดว่าเื่ที่ได้พบเจอเ้า มันช่างน่าอัศจรรย์นัก”
“ฉันเองก็ยังไม่อยากเชื่อ ยังคิดว่าตัวเองฝันไป”
“คำสาปของข้า...ทำให้เ้ามาที่นี่สินะ” เทพจันทราฝากปานรูปจันทร์เสี้ยวเอาไว้ที่หญิงสาว และมันก็คือหนี่เฟิ่งจิว หญิงบ้าที่โผล่กลางจวนอย่างไม่น่าเชื่อ
“คงเป็อย่างนั้นค่ะ”
“แม่ของข้า นางเป็สาวบริสุทธิ์ที่ต้องรับใช้เทพจันทรา” สิ่งที่อ๋องเสี่ยวเหยาเอ่ยขึ้นมา เรียกความสนใจจากหนี่เฟิ่งจิวได้เป็อย่างดี หญิงสาววางงานที่ทำแล้วเงยหน้ารอฟังอย่างตั้งใจ
“รับใช้เทพหรอคะ?”
“ต้นตระกูลของนาง มีความสัมพันธ์กับเทพจันทรา เหล่าเด็กสาวต้องรักษาความบริสุทธิ์ และชายหนุ่มต้องมีทายาทไว้สืบทอดให้มากที่สุด”
“โอ้ว.....”
“บิดาของข้าเข้าตีเมืองฮั่วได้สำเร็จ แม่ของข้าเป็กลายเครื่องบรรณาการถวายให้เสด็จพ่อ”
เล่ามาถึงตอนนี้ท่านอ๋องก็แอบสะอึกไปสักพัก คงเสียใจกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา หนี่เฟิ่งจิวเองก็เพิ่งได้รู้สตอรี่ชีวิตของชายหนุ่ม เขานั้นดูน่าเห็นใจเหลือเกิน
“นางต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตน ในฐานะผู้รับใช้เทพจันทรา แต่....นางก็ให้กำเนิดข้า นั่นทำให้เื่ราวของข้าเปลี่ยนไป ข้ากลายเป็ผู้ที่ต้องรับคำสาปของเทพจันทรา"
“เอ๋!...มันเกี่ยวอะไรกับท่านอ๋องคะ? แบบนี้ไม่ยุติธรรมสักนิด”
“ข้าเองก็เคยคิดเช่นเ้า ว่ามันเกี่ยวพันอะไรกับตัวของข้า ต่อมาข้าก็เลิกตั้งคำถามพวกนี้ไป แล้วหันมาทำใจยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น”
“มีคนเคยบอกว่าปานรูปจันทร์เสี้ยวของฉัน จะได้ช่วยเหลือคนในวันข้างหน้า”
“เ้าเชื่อหรือไม่”
“ตอนแรกก็ไม่เชื่อหรอกค่ะ แต่พอฉันได้ย้อนเวลามาเจอท่านอ๋อง ก็ต้องเชื่อมันไปโดยปริยาย ใช่ว่าทุกคนจะได้เจอเื่แปลกประหลาดพวกนี้ มันคงกำหนดแล้วว่าต้องเป็ฉัน”
“ข้าเริ่มรู้สึกว่าการโดนคำสาปก็เป็เื่ดี”
“ยังไงคะ?”
“ได้มาพบเจอเ้า ไม่ถือว่าเป็เื่ดีหรอกรึ??...” ท่านอ๋องยกยิ้มน้อยให้ตัวเองดูหล่อ สายตาแพรวพราวนั้นเหมือนจะเจาะเข้าไปในสมองของหญิงสาว เล่นเอาหนี่เฟิ่งจิวหน้าเห่อร้อนไปหมด
“จีบเก่งนะคะ”
“พอจะสู้เ้าคนนั้นที่เป็นักแสดงได้หรือเปล่า”
“หมายถึง เหยาตงหรอคะ?”
“ชื่อของเ้านั่นยังละหม้ายคล้ายข้าอีกด้วย” ท่านอ๋องไม่สบอารมณ์สักเท่าไร แต่หนี่เฟิ่งจิวอยากบอกว่าไม่ใช่แค่ชื่อหรอกที่คล้าย หน้าตาของท่านอ๋องก็คือแฝดของเหยาตงเลย เกรงว่าท่านอ๋องจะโกรธที่เธอชื่นชมคนอื่น เลยต้องยิ้มแหยงๆส่งกลับไปให้
“ท่านอ๋องก็คือท่านอ๋องนะคะ แทนกันไม่ได้หรอก”
“แล้วชอบใครมากกว่าล่ะ!” น้ำเสียงสะบัดของท่านอ๋องถามขึ้นมา
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะว่าต้องเป็...”
“ข้า?”
“เหยาตงสิคะ”
“หนี่เฟิ่งจิว!!!!”
พรืดดดด....!! เห็นท่านอ๋องหน้าั์ก็อดขำไม่ได้ แกล้งเล่นให้พอเป็สีสันในชีวิตแค่นิดหน่อย แต่ทำเสี่ยวเหยาหัวร้อนจนเก็บอาการไม่อยู่ หนี่เฟิ่งจิวคือเด็กดื้อที่ชอบยั่วโมโห
“ล้อเล่นค่ะ ฉันชอบท่านอ๋องมากที่สุดเลย”
“จริงนะ...”
“จริงแท้แน่นอนค่ะ ท่านอ๋องจะเป็หนึ่งเดียวในใจของสาวเฉิงตูคนนี้” อ๋องเสี่ยวเหยาเจอฤทธิ์ของแม่สาวตัวจี๊ดเข้าไป ใบหูก็เริ่มเปลี่ยนสี สายตาที่มองก็ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน
“ท่านอ๋องเขินฉันหรอคะเนี่ย”
“ข้า..เปล่า!”
“ปากแข็ง...ฉันรู้ว่าท่านอ๋องกำลังเสียอาการ”
“ใครจะกล้าเท่าเ้ากัน เป็สตรีแต่ก๋ากั่นเหลือเกิน” ท่านอ๋องที่โดนจี้จุดก็แย้งขึ้นมาบ้าง
“ฉันเป็สาวเฉิงตูมากเสน่ห์นะคะ บอกแล้วอย่าเล่นกับไฟ เอาจริงนะพูดไว้ก่อน” ท่าทางโอ้อวดนั้นเหมือนเด็กกำลังอวดของเล่นไม่มีผิด อ๋องเสี่ยวเหยาเกือบหลุดขำออกมาแล้ว แต่ก็ยังกลั้นเอาไว้อยู่
“ว่าแต่เจียงเหวิน่นี้...ทำไมไปอยู่แต่เรือนของหลี่เหมย”
“หากท่านอ๋องสังเกตสักนิด จะรู้ว่าสองคนนั้นชอบกันแน่นอน”
“จีบกันรึ?”
"ท่านอ๋องหวงน้องสาวหรือไงคะ คุณหนูหลี่เหมยโตแล้วนะ" ท่าทางท่านอ๋องเหมือนตาแก่หวงลูก เริ่มวางมาดเมื่อรู้ว่าเจียงเหวินมีใจให้หลี่เหมย
“ข้าจะไปดูเสียหน่อย”
“ท่านอ๋อง...ยะ อย่าเพิ่งไป....” อ๋องเสี่ยวเหยาไม่ฟังเสียงของหนี่เฟิ่งจิว ความจริงเขาไม่ได้หวงอะไรหลี่เหมยหรอก แค่เป็ห่วงในฐานะของพี่ชาย เจียงเหวินเองก็เป็บุรุษที่ดีและพึ่งพาได้ อีกทั้งหลี่เหมยกับเจียงเหวินก็เป็สหายเล่นกันมาแต่เล็ก
สองคนกำลังวาดรูปกันอยู่ หน้าตายิ้มแย้มเบิกบานใจ นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นน้องสาวยิ้มกว้างเช่นนี้ ต้องขอบคุณเจียงเหวินที่ทำให้นางมีความสุข
“ท..ท่านอ๋อง”
“แบบนั้นเรียกจีบกันไหม”
“คะ??? อ่อ ก็ใช่ล่ะมั้งคะ คนชอบกันก็ต้องทำอะไรร่วมกัน”
“แล้วเ้าอยากทำอะไรร่วมกับข้า”
“เอ่อ....คง ฮื่ออออ! ก..กอดท่านอ๋อง แค่นั้นก็พอแล้วค่ะ” สตรีเมืองเฉิงตูคงถูกมองเป็ยัยป้าใคร่กระหาย อ้อมกอดท่านอ๋องดีมากจนไม่ต้องทำอะไร ให้นั่งกอดจนเป็ตะคริวหนี่เฟิ่งจิวก็ยอม
“ไม่มีอย่างอื่นแล้วหรือที่อยากทำ”
“ฉันไม่เข้าใจยุคสมัยนี้เท่าไร เลยไม่รู้ต้องทำอะไรน่ะค่ะ”
“ข้าสอนเ้าได้”
“ส..สอน สอนอะไรคะ?” อย่างเธอจะไปทำอะไรได้อีก หน้าที่สาวใช้ทุกวันนี้ก็ไม่เป็โล้เป็พาย สภาพของเธอเหมือนแค่อยู่ทรมานท่านอ๋องไปวันๆ
“วาดรูปแบบนั้นก็ได้ หรือเ้าอยากออกไปเดินเล่น ไปไหว้พระที่อารามเชิงเขา หรืออยากไปหาท่านแม่ของข้า”
“ไปหาแม่ของท่านอ๋อง! จะพาไปแนะนำตัวหรอคะ”
“อืม”
“แม่ของท่านอ๋องอยู่ที่ไหนคะ”
“ก็เชิงเขาใกล้อารามนั่นล่ะ เสด็จพ่อบอกว่าท่านแม่ชอบที่ตรงนั้น” หัวใจของหนี่เฟิ่งจิวเต้นแรง ท่านอ๋องแสดงความแมนพาเธอไปเจอแม่ นี่เราจริงจังกันถึงขั้นนี้แล้วหรอ
“ไปสิคะ ฉันจะไปฝากตัวเป็ลูกสะใภ้ที่ดี”
“หืม???”
“อ...อะ อะไรคะ? อย่ามาทำรอยยิ้มหล่อใส่ฉันนะ” อ๋องเสี่ยวเหยาส่งยิ้มกรุ้มกริ่มมาให้ แววตาหยอกล้อนั้นเธอไม่เคยรับไหว ต้องบอกให้ท่านอ๋องเพลาลงบ้าง
“เ้ารู้หรือไม่ว่าจวนของข้ามันขาดอยู่สิ่งหนึ่ง”
“ขาดอะไรหรอคะ?”
“อืม...ขาดพระชายาอย่างไรล่ะ จวนข้า้าสิ่งนี้มาเติมเต็ม”
“ล...แล้ว หะ หาได้หรือยังคะ” ข่มใจไว้หนี่เฟิ่งจิว อย่าตะกุกตะกักติดขัดนักสิ เดี๋ยวท่านอ๋องก็จับได้หรอกว่าเธออยากเป็พระชายาของเขา
“ไม่บอกดีกว่า”
“อ..อ้าว! ท่านอ๋อง!!! กลับมาคุยกันก่อน”
เสียงหยอกล้อของหนี่เฟิ่งจิวกับท่านอ๋อง ทำเอาอีกคู่ต้องหยุดหวานแล้วหันไปมอง หลี่เหมยขยี้ตาตัวเองอีกครั้งเมื่อเห็นท่านอ๋องกำลังวิ่งเป็เด็ก
“ท่านพี่เป็อะไรไปนั่น”
“กำลังมีความรักน่ะขอรับ เขาว่าผู้ใดมีรักก็จะทำตัวเป็เด็ก”
“จริงหรือ?”
“ขอรับ”
“ข้าไม่ชินเลยกับบทนี้ของท่านพี่น่ะ อ๋องเสี่ยวเหยากำลังร่าเริงเพราะตกหลุมรักหนี่เฟิ่งจิว”
“แล้วคุณหนูหลี่เหมยล่ะขอรับ”
“อะไร???”
“ไม่อยากรู้สึกแบบท่านอ๋องบ้างหรือ” หน้าหล่อของเจียงเหวินเอ่ยถาม คนฟังอย่างหญิงสาวก้นิ่งค้างไปในทันที สหายที่เห็นกันมาแต่เล็ก เจียงเหวินคือเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอ
“ข..ขะ ข้าจะไป เอ่อ...ระ รู้สึกกับผู้ใดเล่า”
“กับข้าไงขอรับ”
“บ้า!!! เ้าพูดอะไรก็ไม่รู้ เงียบไปเลย” คุณหนูหลี่เหมยก้มหน้าเขินอาย แว่วเสียงหัวเราของเจียงเหวินเข้ามาในหู เ้าบ้านี่ชอบล้อเล่นให้เธอเสียอาการอยู่เรื่อย
เชิงเขาที่ว่านั้นสวยงามมากอย่างที่เคยเห็นในภาพวาด หนี่เฟิ่งจิวสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด
“งดงาม...”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้นค่ะ เชิงเขาที่นี่สวยเหลือเกิน”
“ข้าหมายถึงเ้า”
“แหน๊!!! คลั่งรักฉันแล้วล่ะสิท่า ท่านอ๋องอย่าจีบมากได้ไหมคะ”
“ทำไม?”
“ใจฉันมันอยากเป็เมียท่านอ๋อง ฉันกลัวว่าจะจับท่านอ๋องขืนใจเข้าสักวัน” สาวเฉิงตูก๋ากั่นแบบนี้ทุกคนเลยหรือเปล่านะ หากเอาไปพูดกับผู้อื่นที่ไม่ใช่เขาล่ะก็....คิดแล้วมันน่าหงุดหงิดเสียจริง !