ราตรีกาลคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็วในป่าทึบ แสงสุดท้ายของวันลับหายไปหลังยอดไม้สูงเสียดฟ้า ทิ้งไว้เพียงความมืดสลัวที่ถูกขับไล่เป็หย่อมๆ ด้วยแสงจันทร์ซีดเซียวซึ่งลอดผ่านช่องใบไม้ลงมา เงาไม้ทอดร่างตะคุ่มดูน่าสะพรึงกลัวราวกับอสูรกายซุ่มซ่อนอยู่ทุกหนแห่ง เสียงลมหายใจหอบถี่ของเด็กน้อยสองคนดังแข่งกับเสียงหวีดหวิวของสายลมและเสียงกรีดร้องของเหล่าสัตว์กลางคืน
เจยจื่อหลงจับมือวีอันอันไว้แน่น ก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปบนพื้นดินที่ชื้นแฉะและเต็มไปด้วยรากไม้ตะปุ่มตะป่ำ ร่างกายเล็กๆ ของพวกเขาสั่นเทาเล็กน้อย ไม่ใช่เพียงเพราะความเย็น แต่ยังรวมถึงความเหนื่อยล้าและความหิวโหยที่เริ่มกัดกินกระเพาะน้อยๆ อย่างรุนแรง
"จื่อหลง... ข้าหิว..." วีอันอันพึมพำ เสียงแหบพร่า "แล้วก็เหนื่อยด้วย เราเดินมานานแค่ไหนแล้ว?"
"ข้าก็ไม่แน่ใจ" เจยจื่อหลงตอบ พยายามเพ่งมองฝ่าความมืด "แต่เราหยุดตอนนี้ไม่ได้ อันตรายเกินไป อย่างน้อยต้องหาที่ที่พอจะกำบังลมและซ่อนตัวได้ก่อน" แม้จะพูดปลอบ แต่ท้องของเขาก็ร้องประท้วงไม่ต่างกัน ความรู้สึกอ่อนแอทางกายภาพเช่นนี้ช่างน่าหงุดหงิดเหลือทน สำหรับผู้เคยเหาะเหินไปทั่วแดน์ การเดินเท้าฝ่าป่ารกชัฏเช่นนี้ทรมานยิ่งนัก
วีอันอันเม้มปาก นางอยากจะงอแงตามประสาเด็ก แต่สัญชาตญาณที่หลงเหลือจากชาติกำเนิดฝ่ายมารบอกนางว่านี่ไม่ใช่เวลาเล่น การเอาชีวิตรอดคือสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ นางสูดจมูกฟุดฟิด พยายามจับกลิ่น "ข้ารู้สึก... เหมือนมีกลิ่นน้ำอยู่ไม่ไกล"
เจยจื่อหลงหยุดชะงัก ลองสูดอากาศตาม "จริงด้วย! ไปทางนั้นกัน!"
ทั้งสองเร่งฝีเท้าไปตามทิศทางที่วีอันอันบอก ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงน้ำไหลแ่ๆ พวกเขาฝ่าพงไม้เตี้ยๆ ออกไป พบกับลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลเอื่อยๆ อยู่เบื้องหน้า น้ำในลำธารค่อนข้างใส แต่ก็มีใบไม้และตะกอนปะปนอยู่บ้าง แสงจันทร์สะท้อนผิวน้ำเป็ประกายริบๆ
"น้ำ!" วีอันอันตาโตด้วยความดีใจ นางรีบวิ่งไปที่ริมฝั่ง เตรียมจะวักน้ำขึ้นดื่ม แต่เจยจื่อหลงรั้งไว้
"เดี๋ยวก่อน อันอัน" เขากล่าวเสียงเครียด "เราไม่รู้ว่าน้ำนี่ปลอดภัยหรือไม่ อาจมีพิษ หรือมีเชื้อโรค"
วีอันอันชะงัก มองน้ำในลำธารสลับกับใบหน้าจริงจังของเจยจื่อหลง ความหิวกระหายทำให้สติปัญญาและความรอบคอบลดลงไปมาก "แต่ข้าคอแห้งเหลือเกิน"
เจยจื่อหลงครุ่นคิด เขาเองก็กระหายไม่แพ้กัน ร่างกายมนุษย์นี้ช่างบอบบางและ้าการดูแลมากกว่าร่างทิพย์หรือร่างมารนัก เขาเหลือบไปเห็นก้อนหินเรียบๆ ริมลำธาร จึงเดินไปหยิบมาสองสามก้อน แล้วนั่งลงใช้หินก้อนหนึ่งขูดกับอีกก้อน พยายามสร้างประกายไฟอย่างเงอะงะตามความรู้ที่เคยสังเกตเห็นมนุษย์ทำ
"ท่านจะทำอะไร?" วีอันอันถามอย่างสงสัย
"ต้มน้ำ" เจยจื่อหลงตอบสั้นๆ มือยังคงขูดหินต่อไป "ถึงจะลำบากหน่อย แต่ปลอดภัยกว่าดื่มน้ำดิบ"
ความพยายามของเขาดูน่าขันในสายตาของวีอันอัน แต่หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ประกายไฟเล็กๆ ก็กระเด็นออกมาจากหินจนได้! เจยจื่อหลงรีบใช้ใบไม้แห้งที่รวบรวมมารองรับประกายไฟนั้นอย่างระมัดระวัง เป่าลมเบาๆ จนไฟเริ่มติด จากนั้นจึงค่อยๆ เติมกิ่งไม้เล็กๆ ลงไป กองไฟน้อยๆ จึงค่อยๆ ลุกโชนขึ้น ขับไล่ความมืดและความหนาวเย็นออกไปได้บ้าง
วีอันอันมองภาพนั้นอย่างทึ่งๆ "ท่าน... ทำเป็ด้วย?"
"เคยเห็นมนุษย์ทำ" เจยจื่อหลงตอบเรียบๆ ไม่ได้บอกว่าตนเองใช้เศษเสี้ยวพลังเทพที่เหลืออยู่ช่วยเร่งปฏิกิริยาเล็กน้อย จากนั้นเขาก็มองหาภาชนะใส่น้ำ โชคดีที่เจอเปลือกไม้ขนาดใหญ่ที่พอจะใช้แทนถ้วยได้ เขานำไปตักน้ำในลำธารมาวางใกล้กองไฟ รอให้น้ำเดือด
ระหว่างรอน้ำเดือด ความหิวก็ยิ่งทวีความรุนแรง ทั้งสองลองมองหาผลไม้ป่า แต่ในความมืดสลัวเช่นนี้ยากจะแยกแยะว่าสิ่งไหนกินได้หรือเป็พิษ พวกเขาเจอเพียงรากไม้บางชนิดที่เจยจื่อหลงพอจะจำได้ลางๆ ว่ามนุษย์เคยกิน แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยง
เมื่อน้ำเดือดแล้ว พวกเขารอให้เย็นลงเล็กน้อยแล้วจึงค่อยๆ จิบอย่างกระหาย ความอบอุ่นจากน้ำต้มและกองไฟช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมาก แต่ความหิวยังคงอยู่
"พรุ่งนี้เช้า เราต้องหาอะไรกินให้ได้" เจยจื่อหลงกล่าวขณะมองเปลวไฟที่เต้นระริก "แล้วค่อยหาทางออกจากป่านี้"
หลังจากดื่มน้ำและนั่งพักจนพอมีแรง ทั้งสองตัดสินใจออกเดินทางต่ออีกเล็กน้อย โดยเลียบลำธารไป ด้วยหวังว่าอาจจะเจอหมู่บ้านหรือผู้คนบ้าง
เดินไปได้อีกพักใหญ่ พวกเขาก็มาถึงบริเวณที่ดูเหมือนจะเป็ลานกว้างเล็กๆ กลางป่า ที่น่าแปลกคือ มีซากศาลเ้าหินขนาดเล็กตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ศาลเ้านั้นผุพังไปตามกาลเวลา รูปสลักเทพเ้า (ซึ่งดูไม่ออกว่าเป็เทพองค์ใด) แตกหักเสียหาย หลังคาพังลงมาบางส่วน มีเถาวัลย์เลื้อยปกคลุมไปทั่ว บ่งบอกว่าถูกทิ้งร้างมานานแสนนาน แท่นบูชามีเพียงฝุ่นจับหนา ไม่มีร่องรอยของเครื่องเซ่นไหว้ใดๆ เหลืออยู่
"ศาลเ้าร้าง?" วีอันอันพึมพำ เดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ "ดูเหมือนแม้แต่เทพเ้าก็ยังถูกทิ้งขว้างในยุคนี้" นางแตะไปบนรูปสลักที่เย็นชืด
"เมื่อผู้คนสิ้นศรัทธา เทพเ้าก็ไร้ความหมาย" เจยจื่อหลงกล่าวเสียงเรียบ เดินตามมาหยุดยืนข้างๆ "หรือบางที... เทพเ้าที่นี่อาจจะละทิ้งผู้คนที่นี่ไปแล้วก็ได้" เขามองสภาพศาลเ้าด้วยแววตาครุ่นคิด ความเสื่อมทรามไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับมนุษย์ แต่ยังลามไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยหรือ?
ทั้งสองยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกหดหู่เข้าเกาะกุมจิตใจอีกครั้ง โลกใบนี้มันโหดร้ายและสิ้นหวังเกินกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้มากนัก
"หากข้ายังมีพลัง..." วีอันอันกัดริมฝีปากน้อยๆ อย่างเจ็บใจ "...ข้าจะเผาทำลายความชั่วร้ายให้หมดสิ้น! ไม่ให้เหลือซากแบบนี้!"
"การทำลายเพียงอย่างเดียว ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น" เจยจื่อหลงแย้งเบาๆ "แต่การปล่อยให้ความเลวร้ายดำเนินต่อไป ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเช่นกัน โลกนี้... ้าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" แววตาของเขาฉายประกายกล้าบางอย่างออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะดับลงเมื่อนึกถึงสภาพไร้พลังของตนเองในตอนนี้
พวกเขาตัดสินใจใช้ซากศาลเ้านี้เป็ที่พักสำหรับคืนนี้ อย่างน้อยก็มีกำแพงหินที่พอจะกำบังลมและสัตว์ร้ายได้บ้าง ทั้งสองช่วยกันเก็บกวาดใบไม้แห้งมุมหนึ่ง ก่อกองไฟเล็กๆ อีกครั้งจากเชื้อไฟเดิมที่นำมาด้วย แล้วนั่งลงพิงผนังหินที่เย็นเฉียบ
ร่างกายเล็กๆ สองร่างซุกตัวเข้าหากันเพื่อความอบอุ่น อาภรณ์ผ้าป่านหยาบเริ่มขาดรุ่งริ่งจากการเดินทาง ใบหน้าและเนื้อตัวเปรอะเปื้อนดินและเขม่าควัน ดวงตาที่เคยเป็ประกายของเทพและมาร บัดนี้ฉายแววเหนื่อยล้า แต่ก็ยังมีความดื้อรั้นและไม่ยอมแพ้ซ่อนอยู่ลึกๆ