บทที่ 114
การหายไปของแม่ทัพหวง
สือหยางกุมขมับนั่งเครงเครียดอยู่ภายในกระโจมใหญ่ ใบหน้าของขุนพลผู้นี้กำลังเคร่งเครียดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
หวงเจียวลู่หายตัวไปขุนพลสือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ยามนี้เขาประจำการอยู่ภายในเมือง สือหยางยามนี้อยากออกไปตามหาแม่ทัพของตนเองใจจะขาด
เพียงแต่ว่าขุนพลผู้นี้ไม่สามารถออกไปได้ เขาจำเป็นจะต้องประจำการอยู่ที่เมืองแห่งนี้ตามคำสั่ง
ในตอนนี้ผู้คนมากมายภายในเมืองกำลังวิตกเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น สือหยางในยามที่อยู่ต่อหน้าผู้อื่นยังคงแสดงท่าทางสงบนิ่ง
แต่ว่าตัวของเขาเมื่ออยู่ตัวคนเดียวแสดงท่าทางกังวลใจ เพราะว่ารู้ดีการหายตัวไปของแม่ทัพหวงผู้เป็นนายในครั้งนี้มันผิดปกติ
สือหยางกำลังนั่งเคร่งเครียดอยู่บริเวณใจกลาง อยู่ๆก็มีเสียงดังมาจากบริเวณด้านนอก “ ท่านขุนพลสือ คุณหนูซูมาขอพบขอรับ ”
ได้ยินเสียงของทหารเฝ้าระวังด้านนอกกล่าวดังขึ้น สือหยางที่กำลังนั่งเคร่งเครียดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ เชิญนางเข้ามา ”
สือหยางในฐานะขุนพลและเป็นผู้รักษาการบังคับบัญชาแทนท่านแม่ทัพ เขาจะไม่สามารถปรึกษากับทหารภายในกองทัพได้
การหายตัวไปของแม่ทัพถ้าปรึกษาและก็แสดงความกังวลต่อหน้าเหล่าทหาร จะทำให้ขวัญกำลังใจของกองทัพเสื่อมถอยลง
ในยามนี้ด้วยความอึดอัดของสือหยาง ได้ยินชื่อของคุณหนูซู ขุนพลผู้นี้จึงคิดได้ว่านางอาจจะสามารถปรึกษาได้
สือหยางนั่งรอแขกที่เดินทางมาพบอยู่ด้านในกระโจม ผ่านไปสักพักคุณหนูซูได้เดินผ่านเข้ามาภายในกระโจม
สือหยางเงยหน้ามองไปวันนี้นางแต่งกายด้วยชุดสีอ่อนเดินเข้ามาด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง ด้านหลังมีบ่าวรับใช้คนนึงเดินตามมา ส่วนทางด้านซ้ายมีลูกแมวน้อยตัวสีขาวที่ดูตัวใหญ่กว่าแมวปกติเดินติดตามมาด้วย
ซูฉีเดินเข้ามาถึงนางยกมือทั้งสองข้างประสานกันคารวะขุนพลสือตามมารยาท “ คารวะขุนพลสือเจ้าค่ะ!! ”
“ คารวะคุณหนูซูขอรับ ” อีกฝ่ายแสดงท่าทางตอบรับกลับมาด้วยท่าทางนอบน้อมเช่นกัน
สือหยางเห็นว่าแม่ทัพของตนวางตัวตนของคุณหนูคู่นี้อยู่เทียบเท่ากับท่านแม่ทัพ เพราะแบบนั้นมันในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมมองให้นางนั้นเป็นตัวตนที่สูงกว่า
ซูฉีที่เดินมาหยุดลง ดวงตาของนางมองไปที่ขุนพลสือ เมื่อดวงตาคู่นั้นมองไปที่ขุนพลสือ เห็นบนใบหน้าของขุนพลผู้นี้เต็มไปด้วยความเคร่งเคลียด
รู้ได้ทันทีว่าเรื่องราวและสถานการณ์ในยามนี้คงจะไม่ดีนัก ก่อนหน้านี้ขุนพลสือไม่เคยแสดงท่าทางเคร่งเครียดแบบนี้มาก่อน
สังเกตได้จากหว่างคิ้วของเขาที่ขมวดเข้าหากัน แล้วก็ใบหน้าที่ดูไม่แจ่มใส
“ ดูเหมือนว่าท่านคงจะคิดมากเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นสินะเจ้าคะ ” ซูฉีเปิดประโยคสนทนา
สือหยางไม่คิดปกปิดพยักหน้าตอบรับกลับมา “ ไม่สามารถปิดบังท่านได้จริงๆ ”
“ ท่านแม่ทัพหายตัวไปหลายวันแล้ว สถานการณ์ภายในกองทัพคงจะย่ำแย่มากเลยสินะเจ้าคะ ”
“ ข้าได้ยินว่ามีคนปล่อยข่าวว่าภายในเมืองจะเกิดสงครามขึ้น ทำให้ผู้คนภายในเมืองยิ่งตื่นตระหนกเข้าไปใหญ่”
เมื่อมาถึงคุณหนูซูเริ่มเปิดประโยคสนทนาอย่างดุดัน นางไม่รีรอเริ่มพูดเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว ถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่ในตอนนี้
“ ใช่แล้วขอรับ มีคนปล่อยข่าวเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นเพื่อพยายามปลุกปั่นผู้คนภายในเมือง ” ขุนพลสือยอมรับอย่างไม่ปฏิเสธ
หลังจากที่ยอมรับไปขุนพลผู้นี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาค่อยๆหย่อนก้นนั่งลงอย่างช้าๆ “ ในตอนนี้สถานการณ์ภายในเมืองย่ำแย่ ”
“ กองทัพข้ายังพอสามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้”
“ แต่ว่าเมื่อมองถึงภายในเมืองยามนี้ ผู้คนมากมายพาการกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น มันอยู่เหนือขอบเขตที่กองทัพนั้นจะสามารถควบคุมได้ ” ลำพังเพียงแค่ทหารภายในกองทัพ
เป็นระเบียบขุนพลสือสามารถควบคุมทหารภายในกองทัพได้ เพราะว่าเขานั้นรู้วิธีจัดการแต่ว่าสำหรับผู้คนภายในเมืองนั้นต่างกัน
พวกทหารมีพวกกฎระเบียบของกองทัพเป็นตัวยึดมั่น แต่ว่าพวกผู้คนเหล่านั้นเป็นราษฎรพวกเขาไม่มีสิทธิ์จะควบคุมผู้คนเหล่านั้น
เพราะแบบนั้นเรื่องข่าวลือจึงแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนมากมายพากันกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
นี่เองก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สือหยางกำลังกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้
“ เชิญนั่งก่อนขอรับ ” สือหยางปรายมือแล้วก็ให้นางนั่งลงด้าน
ซูฉีนั่งลงตรงตำแหน่งที่นั่งตำแหน่งแขกที่เคยนั่งประจำ นางเองก็ก้มหน้าแล้วขบคิดอย่างจริงจัง “ นั่นสินะเจ้าคะการควบคุมผู้คนภายในเมืองเป็นเรื่องที่ยาก ”
“ แล้วท่านรู้หรือไม่เจ้าคะว่าผู้ใดปล่อยข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ”
นางอยากจะรู้ว่าผู้ใดเป็นคนปล่อยข่าว เกี่ยวกับเรื่องการหายตัวไปของแม่ทัพหวง
“ ข้าพยายามสืบหาแล้วขอรับแต่ว่าไม่พบเจอเลยแม้แต่เบาะแส ดูเหมือนว่าคนที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้น่าจะเป็นคนที่มีความประสงค์ให้เมืองแห่งนี้วุ่นวาย ”
“ และกองทัพเกราะดำของเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ ”
“ คงจะเป็นคนจากเมืองหลวงสินะเจ้าคะ ” นางพูดขึ้นมาอย่างไม่ลังเล ซูฉีคาดเดาจากหลักฐานและการวิเคราะห์ของนางในฐานะผู้อ่านมานาน
สือหยางมองหน้าคุณหนูที่อยู่เบื้องหน้า “ ท่านจะรู้ได้อย่างไรขอรับ? ”
คนพวกนี้กำลังสงสัยคุณหนูของนางรู้ได้อย่างไรเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับความบาดหมางนั้นเป็นเรื่องภายในของกองทัพ
คนส่วนใหญ่แทบจะไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย และผู้คนเองก็ไม่รู้ด้วยว่าท่ามกลางความสงบสุข มันมีสงครามเย็นเกิดขึ้นระหว่างกองทัพเกราะดำและก็พวกขุนนางภายในราชสำนัก
ซูฉีสะดุ้งเล็กน้อย นางลืมตัวไปว่านางไม่ควรจะรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อคิดได้ว่าตนพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด
ซูฉีได้แต่แก้ตัวอย่างรวดเร็ว “ ข้าเคยเป็นคุณหนูให้ในเมืองหลวงนะเจ้าคะ ”
“ แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ” นางยังโชคดีที่มีฐานะคุณหนูภายในเมืองหลวงเป็นประกัน
ด้วยฐานะของนางเมื่อก่อนมันย่อมทำให้ผู้คนคลายความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมไปถึงขุนพลที่อยู่ด้านหน้าด้วยเช่นเดียวกัน
อีกฝ่ายดูคลายความสงสัยว่านางรู้ได้อย่างไร สือหยางได้แต่พยักหน้าขึ้นลงอย่างหนักใจ
“ นั่นแหละขอรับเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น มันเลยทำให้ตอนนี้ทุกอย่างวุ่นวายเช่นนี้ ”
“ แล้วตอนนี้ท่านแม่ทัพหวงหายไปที่ไหนอย่างนั้นหรือเจ้า เหตุใดยังไม่เดินทางกลับมาอีกท่านพอรู้หรือไม่? ”
“ เกี่ยวกับเรื่องนั้นท่านแม่ทัพเดินทางไปที่ชายแดน แต่ว่าก่อนหน้านี้ที่พวกเราได้ข่าวมา เห็นว่ากับดักที่วางเอาไว้มันเป็นกับดักของศัตรู ”
“ ท่านแม่ทัพดึงดันจะเข้าไปช่วยทหารพวกนั้น ตอนนี้คงจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเลยยังไม่ได้เดินทางกลับมา ”
“ เพราะว่ากำหนดตอนแรกเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น ”
ในยามนี้มันเกินกำหนดเวลาที่จะต้องเดินทางกลับมาถึงเท่าหนึ่งแล้ว แต่ว่าไม่ทักหนุ่มก็ยังเดินทางกลับมาไม่ถึง
สือหยางจึงต้องวิตกและเคร่งเครียดอยู่เช่นนี้ แต่ดูเหมือนว่าขุนพลผู้นี้จะยังไม่ได้ตัดใจว่าผู้เป็นนายของตนเองนั้นตายไปแล้ว
“ ท่านไม่คิดว่าท่านแม่ทัพตายไปแล้วอย่างนั้นเลยเจ้า ” ซูฉีถามตรงๆ
สือหยางไม่ตอบอันใดกลับมาขุนพลวัยกลางคนนั่งเงียบ อันที่จริงแล้วในใจลึกๆของเขาก็คิดเอาไว้ว่าบางทีท่านแม่ทัพอาจจะพลาดท่าโดนกับดักพวกนั้น
แต่ว่าสือหยางเองก็ไม่อยากจะคาดคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาพยายามคิดว่าแม่ทัพของตนเองยังมีชีวิตอยู่ตลอด
ซูฉีนั่งเงียบอยู่สักพักนางราวกับว่ากำลังตัดสินใจบางอย่างในใจก่อนจะพูดขึ้น “ ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปเองเจ้าค่ะ ”
จบบท