แต่สวีหว่านหนิงไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิดทั้งยังรู้สึกหนักแน่นและแน่วแน่กว่าเดิมว่า เธอจะต้องขยันทำงานหาเงินก้อนโตมาให้ได้
สวีหว่านหนิงออกจากร้านค้ามิตรภาพเตรียมหิ้วถุงน้อยใหญ่กลับบ้านพักทหาร ตอนนั้นเองก็มีเสียงแตรรถยนต์ดังขึ้น
สวีเม่าหรานพี่ใหญ่ของสวีหว่านหนิงลดกระจกรถแล้วยื่นศีรษะออกมา “น้องเล็ก ขึ้นรถสิ พี่จะไปส่งที่สถานีรถไฟ”
“ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่!”
สวีหว่านหนิงขึ้นรถมาแล้วถึงพบว่าเฉินเยี่ยนั่งอยู่ที่เบาะหลังด้วย
เฉินเยี่ยเอาของที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ยัดใส่อ้อมแขนของเธอ
“นี่คือของที่ฉันอยากให้กับคุณป้าต้าชุน และเยาเม่ย มันไม่ได้มีค่ามากมายแต่เป็นน้ำใจจากฉัน น้องห้ามปฏิเสธล่ะพี่ได้ยินว่าหลานสองคนของหลินอันก็อยู่ที่บ้านเดียวกันกับน้อง เลยเตรียมของไว้ให้ด้วยทั้งหมดอยู่ในนี้แล้ว”
สวีหว่านหนิงยิ้มกว้างพลางเอียงศีรษะไปซบไหล่เฉินเยี่ย
“พี่สะใภ้พี่ดีจริงๆ ค่ะ ตระกูลสวีของพวกเราได้แต่งพี่เข้าตระกูลช่างเป็นวาสนายิ่งนัก”
“ดูพูดเข้า!”เฉินเยี่ยค้อนใส่สวีหว่านหนิง แต่แววตากลับเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
“จริงสิอันนี้เป็นของน้อง”
“พี่สะใภ้ของฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
รับของขวัญมากเกินไปแล้วจิตใจเธอไม่สงบ
แต่เฉินเยี่ยกลับตบหลังมือของเธอเบาๆ“เปิดดูก่อน รับรองว่าน้องจะต้องชอบ”
ความอยากรู้อยากเห็นของสวีหว่านหนิงถูกปลุกขึ้นมาในชั่วพริบตา
เธอเปิดของขวัญออกดูแล้วตาเป็นประกาย
“นี่มัน...”
เฉินเยี่ยห่อของกลับคืนตามเดิมแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า“พี่ต้องใช้เส้นสายเพื่อหามันมาจนครบ อาหนิงพี่ตั้งตารอวันที่น้องจะกลับมาอยู่ปักกิ่งนะ”
สิ่งที่พี่สะใภ้เตรียมไว้ให้คือหนังสือเรียนระดับมัธยมปลายหนึ่งชุด
ตอนนี้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไม่ถูกนำกลับมาใช้แม้จะมีโรงเรียนเปิดการเรียนการสอน แต่ก็มีเพียงโรงเรียนระดับประถมและระดับมัธยมต้นเท่านั้น
เฉินเยี่ยคงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเป็นอย่างมากเพื่อหาหนังสือเรียนระดับชั้นมัธยมปลายจนครบชุด
สวีหว่านหนิงตาแดงก่ำ“พี่สะใภ้ พี่ดีจริงๆ เลยค่ะ”
“ใช่ฉันดีจริงๆ พี่ใหญ่ของน้องได้แต่งงานกับพี่ถือเป็นวาสนาของเขา”เฉินเยี่ยพูดหยอกเย้าอย่างหาได้ยาก
สวีเม่าหรานที่กำลังตั้งใจขับรถได้ยินดังนั้นก็รีบขานตอบว่า“ใช่ ได้เธอมาเป็นภรรยาถือเป็นวาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตฉันแล้ว”
“พี่คะบนรถยังมีฉันนั่งอยู่อีกคนนะคะ”
อยากอวดความหวานช่วยไปอวดกันสองต่อสองได้ไหม!
สวีเม่าหรานยิ้ม“พี่กลัวว่าถ้าไม่พูดตามสิ่งที่คิดพี่สะใภ้ของน้องจะรู้สึกว่าการใช้ชีวิตกับพี่มันน่าเบื่อ”
มีน้องสาววาจาฉะฉานใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป
เฉินเยี่ยหลุดขำบรรยากาศในรถยนต์เต็มไปด้วยความสุข
“พี่จะพาน้องกลับไปเอาของที่บ้านก่อนแล้วค่อยไปส่งที่สถานีรถไฟ”
หลังมาถึงบ้านสวีสวีหว่านหนิงก็เห็นแม่สวีกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ในสวน
วันนี้พระอาทิตย์เจิดจ้าแสงแดดส่องลงมาให้ความอบอุ่นแต่รอบกายแม่สวีกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความนิ่งขรึม
สวีหว่านหนิงรู้สึกเศร้าใจขึ้นมาเธอจึงพยายามเดินเข้าบ้านอย่างเงียบงัน
แต่แม่สวีกลับสังเกตเห็นลูกสาวตั้งแต่วินาทีแรกเธอเงยหน้าขึ้นใบหน้าที่ได้รับการบำรุงผิวพรรณมาเป็นอย่างดีกลับมาเต็มไปด้วยรอยยิ้มเมตตาอีกครั้ง
“กลับมาแล้วเหรอลูก”
“ค่ะแม่”สวีหว่านหนิงกล่าวทักทายแล้วเดินตรงไปโอบกอดแม่ของตน “ฉันจะคิดถึงแม่กับพ่อนะคะ”
แม่สวีตบหลังเธอเบาๆ“กลับไปแล้วต้องดูแลตัวเองให้ดี อีกอย่าง ลูกเป็นคนอารมณ์ร้อนตั้งแต่เด็กอยู่กับแม่สามีต้องรู้จักอดทนบ้าง อย่าทำให้คนอื่นโมโหล่ะ”
“วางใจเถอะค่ะแม่แม่สามีของฉันเป็นแม่ที่ดีเหมือนกับแม่ทุกอย่าง เธอดีกับฉันมากพวกเราสองคนอยู่ด้วยกันเหมือนเป็นแม่ลูกแท้ๆ”
สวีหว่านหนิงซุกใบหน้าลงบนตัวของแม่สวี“แต่แน่นอนว่าฉันสนิทสนมและใกล้ชิดกับแม่ที่สุดค่ะ”
แม่สวีจิ้มหน้าผากลูกสาวอย่างขบขัน“กลัวแม่หึงงั้นหรือ เด็กโง่ ขอแค่ลูกมีความสุข แม่ก็ดีใจแล้ว”
“ค่ะ”สวีหว่านหนิงพยักหน้า “ครั้งนี้ฉันจะกลับไปสะสางงานที่โรงงานคาดว่าอีกไม่นานคงต้องกลับมาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ปักกิ่งฉันรับปากแม่ค่ะว่าถึงปักกิ่งเมื่อไรจะมาที่บ้านเราทันที”
“ได้สิแม่คงไม่ได้ไปส่งลูก เดินทางระวังตัวด้วย ถึงจุดหมายเมื่อไรอย่าลืมโทรมาบอกที่บ้านด้วยนะลูก”
สวีหว่านหนิงเพิ่งหิ้วกระเป๋าเดินทางที่จัดเตรียมไว้แล้วล่วงหน้าออกจากบ้านพ่อสวีก็เดินออกมายืนตรงจุดที่สวีหว่านหนิงยืนอยู่เมื่อครู่นี้พลางทอดสายตามองลูกสาว
แม่สวีกลอกตาใส่เขาแล้วตัดพ้อว่าเมื่อกี้บอกให้คุณออกมาส่งลูกดันอิดออดไม่อยากออกมา เป็นยังไงล่ะเลยไม่ได้เจอหน้าบอกลากันเลย!”
“ลูกก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเดี๋ยวจะกลับมาอีก”
“เก่งจริงก็อย่าเขย่งเท้าชะเง้อมองลูกสิ!”
พ่อสวีลูบปลายจมูกแก้เก้อแล้วถามว่า “จริงสิ คุณได้บอกอาหนิงหรือเปล่าว่ากลับมาคราวหน้าให้พาต้าชุนกับเยาเม่ยกลับมาด้วย”
แม่สวีถลึงตาใส่เขาอีกรอบ“ไม่ได้ยินลูกบอกหรือว่า คราวหน้าจะกลับมาทำธุระเรื่องงาน ให้พาเด็กสองคนมาด้วยคงจะไม่สะดวก”
“คุณคิดว่าฉันไม่อยากเจอหลานชายกับหลานสาวงั้นหรือแต่ยังไงพวกเราก็ต้องคิดถึงสภาพความเป็นจริงด้วย!”
“ใช่ๆๆภรรยาของฉันพูดถูกทุกอย่าง ฉันวู่วามไปเอง”
อีกด้านสวีหว่านหนิงขึ้นมานั่งบนรถของพี่ใหญ่เพื่อเดินทางตรงไปที่สถานีรถไฟ
“นั่นคือหลินอันหรือเปล่า”
พี่สะใภ้มองชายร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าสถานีรถไฟแล้วถามขึ้นมา
สวีหว่านหนิงเคาะหัวตัวเองอย่างแรง“โอ๊ย ฉันลืมบอกหลินอันว่าจะไปซื้อของที่ร้านค้ามิตรภาพก่อน”
พูดจบเธอก็รีบเปิดประตูรถ“พี่ใหญ่ รบกวนช่วยหยิบของให้ฉันทีค่ะ ฉันต้องไปบอกลาหลินอัน”
“ไปเถิด”สวีเม่าหรานโบกมือ ไม่ได้ดูไม่พอใจแต่อย่างใด
คนเป็นพี่ใหญ่มีหน้าที่ดูแลน้องสาวอยู่แล้วมิใช่หรือ
ต่อให้น้องสาวจะแต่งงานเป็นแม่คนแล้วเขาก็ควรทำตัวมีประโยชน์กับน้องสาว!
“หลินอัน!”สวีหว่านหนิงเรียกชื่อเขาแล้วรีบวิ่งไปหา
หลินอันได้ยินเสียงก็หันกลับมาเมื่อเห็นสวีหว่านหนิงเขาก็รีบสาวเท้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ยื่นมืออันแข็งแกร่งมาจับแขนของเธอไว้
“ยังมีเวลากว่ารถไฟจะออกไม่ต้องรีบร้อน”
“ฉันกลัวคุณรออย่างร้อนใจนี่นา”
หลินอันแย้มยิ้มบาง“ไม่เป็นไร เวลาแค่นี้ฉันรอได้”
เทียบกับตอนที่เธอรอเขาอยู่หมู่บ้านต้าเจียงแล้วเวลาแค่หนึ่งชั่วโมงกว่าช่างเล็กน้อยเหลือเกิน
“แผลของคุณยังไม่สมานตัวดีคุณต้องดูแลร่างกายตัวเองให้ดีนะ”
“อืม ฉันรู้”สายตาของหลินอันจับจ้องอยู่บนตัวสวีหว่านหนิงตลอดเวลานับหมื่นคำพูดในใจกลั่นออกมาได้แค่ประโยคเดียวว่า
“ฉันจะคิดถึงเธอ...กับลูก”
สวีเม่าหรานกับเฉินเยี่ยหิ้วกระเป๋าเดินทางของสวีหว่านหนิงมาพอดี
สวีหว่านหนิงรับกระเป๋าน้อยใหญ่จากมือของพี่ใหญ่ก่อนจะโบกมือให้พวกเขาสามคน “ฉันเข้าไปในสถานีก่อนนะคะ ทุกคนรีบกลับไปเถอะพี่ใหญ่ยังต้องทำงานอีก”
“ถึงบ้านแล้วอย่าลืมโทรมารายงานตัวด้วยนะเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านกับเบอร์โทรศัพท์ที่ทำงานของพวกพี่ น้องจำได้หมดแล้วใช่ไหม”
หลังได้ยินคำพูดของสวีเม่าหรานสมองของสวีหว่านหนิงก็เริ่มมีเบอร์โทรศัพท์สิบกว่าเบอร์ผุดขึ้นมา
“จำได้หมดแล้วค่ะ”