บทที่ 10 มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
หลังจากแขกกลับไป ทั้งสองคนในบ้านต่างจ้องตากันอย่างเก้อเขิน
"ไปอาบน้ำแล้วนอนเถอะ" ซูจงจวินเป็ฝ่ายทำลายความอึดอัดลง
"แล้วห้องเล็กของคุณไม่มีเตียงจะทำยังไง?" ซ่งเฉียวรู้สึกไม่สบายใจที่จะให้เขานอนบนพื้นไม้อีก
ซูจงจวินชะงัก เมื่อคืนเขานอนไม่ค่อยหลับ อากาศบนเกาะในหน้าร้อนช่างอบอ้าว ผ้าห่มและที่นอนในกองทัพก็บางเฉียบ ปูลงบนพื้นก็เหมือนไม่ได้ปูอะไรเลย พอตื่นเช้ามาหลังของเขาก็ปวดเมื่อยไปหมด
แต่การจะไปนอนห้องเดียวกับซ่งเฉียว เขาก็รู้สึกไม่เหมาะสมและไม่เคยคิดถึงเื่นี้มาก่อน ตอนนี้เขาเหมือนเ้าสาวตัวน้อยที่กระอักกระอ่วนไม่รู้จะตอบอย่างไร
ซ่งเฉียวเห็นสีหน้าผิดปกติของเขาที่ดูลำบากใจมาก จึงเข้าใจความหมายทันที เธอหัวเราะอย่างระอา ผู้ชายคนนี้ช่างคิดไปไกล
"คุณเอาผ้าห่มกับที่นอนในห้องฉันไปใช้ก็แล้วกัน ฉันใช้แค่ผ้าคลุมก็พอ" พูดจบเธอก็หมุนตัวขึ้นชั้นบนไป
ซูจงจวินยังคงยืนอยู่ชั้นล่าง กว่าจะเข้าใจความหมายของเธอก็ผ่านไปสักพัก นี่เธอให้เขาไปนอนห้องเล็กอีกแล้ว เขารู้สึกโล่งใจ แต่ก็แอบรู้สึกไม่พอใจ ทำไมต้องบอกว่าห้องนอนใหญ่เป็ห้องของเธอด้วย นั่นมันห้องที่เป็ของสามีภรรยานะ!
เขาค่อย ๆ เดินขึ้นบันได พอมาถึงหน้าประตูก็เห็นผ้าห่มสองผืนวางอยู่ที่หน้าประตูแล้ว
"คุณหมายความว่ายังไง?" ซูจงจวินยืนเคาะประตูอยู่หน้าห้อง ้าให้ซ่งเฉียวออกมาอธิบายให้ชัดเจน
เธอคิดว่าเขาเป็คนแบบไหนกันแน่?
อีกอย่าง ตอนที่ยังไม่ได้แต่งงาน เขายังมีเตียงนอนเลย ทำไมพอแต่งงานแล้วมาตรฐานการใช้ชีวิตถึงต่ำลงแบบนี้?
เขาเป็ผู้ชาย ใจกว้างพอที่จะให้ซ่งเฉียวนอนห้องใหญ่ได้ แต่เธอกลับไม่ไว้ใจเขาถึงขนาดไม่ยอมให้เข้าห้อง
เจอซ่งเฉียวที่ดื้อรั้นแบบนี้ นิสัยดื้อดึงของเขาก็ไม่ยอมเหมือนกัน
"ฉันก็เอาผ้าห่มมาให้คุณแล้วไง?" ซ่งเฉียวพูดอย่างงุนงง ตอนนี้เธอเปลี่ยนเป็ชุดนอนแล้ว ทั้งสองคนจึงคุยกันผ่านบานประตู
"ฉันถามมาแล้ว ช่างไม้บนเกาะไม่รับทำเตียงเดี่ยว แถมยังเป็่ไต้ฝุ่นเข้าพอดี พวกเราไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เมืองปินไห่ก็ไม่ได้ คุณอดทนไปก่อนนะ"
เธอคิดว่าซูจงจวินไม่พอใจที่ต้องนอนบนพื้นไม้ จึงพยายามอธิบายด้วยความอดทน แสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เขาลำบาก
พอได้ยินว่าเธอไปสอบถามช่างไม้เื่ทำเตียงมาแล้ว ซูจงจวินก็หัวเราะออกมาอย่างจนใจ แต่คำอธิบายของซ่งเฉียวกลับเหมือนสาดน้ำเย็นใส่เขาั้แ่หัวจรดเท้า วันนี้เขาแปลกจริง ๆ ถึงกับมาโกรธเด็กสาวคนหนึ่งได้
การแต่งงานแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดหรอกหรือ?
เขายิ้มแหย ๆ พลางส่ายหน้า แล้วอุ้มผ้าห่มกลับเข้าห้องเล็กไป
ที่บ้านผู้บัญชาการหลิวซึ่งตั้งอยู่ข้าง ๆ พี่สะใภ้ต้วนยืนขมวดคิ้วอยู่ที่ระเบียงชั้นสอง
"คุณทำอะไรน่ะ น้ำฝนสาดเข้ามาในบ้านหมดแล้ว" ผู้บัญชาการหลิวล้างหน้าเสร็จแล้วเข้ามาในห้อง เห็นน้ำเปียกเต็มพื้นที่ระเบียง จึงขมวดคิ้วต่อว่าภรรยาสองสามคำ
พี่สะใภ้ต้วนหันกลับเข้าห้อง รีบทำท่าห้ามไม่ให้ผู้บัญชาการหลิวส่งเสียง
"คู่สามีภรรยาข้างบ้านกำลังทะเลาะกันอยู่!" เธอชี้ไปที่ห้องนอนชั้นสองของบ้านตระกูลซู
ผู้บัญชาการหลิวไม่ชอบนิสัยชอบซุบซิบนินทาของภรรยาเขามากที่สุด คู่แต่งงานใหม่ก็เหมือนแฝดสยามที่ตัวติดกัน จะมีเวลาไหนมาทะเลาะกัน
เขาชำเลืองมองพี่สะใภ้ต้วนด้วยสายตาเ็า บอกให้เธอรีบกลับเข้าห้องแล้วปิดประตูระเบียง
เมื่อเห็นว่าสามีไม่เชื่อใจตัวเอง พี่สะใภ้ต้วนก็พูดอย่างตื่นเต้น "จริง ๆ นะ ฉันได้ยินจงจวินถามเสี่ยวซ่งว่าหมายความว่าอะไร แล้วเสี่ยวซ่งก็บอกว่าเธอไม่ได้มีความหมายอื่น"
"นี่มันก็คือคำพูดที่คู่สามีภรรยาใช้ทะเลาะกันทั่วไปไม่ใช่หรือ" พูดถึงตรงนี้ พี่สะใภ้ต้วนก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองผู้บัญชาการหลิว คนคนนี้ชอบพูดแบบนี้ที่สุดเวลาทะเลาะกับเธอ
ผู้บัญชาการหลิวมองภรรยาอย่างลังเล ไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เธอพูด แต่บางทีเธออาจจะได้ยินอะไรบางอย่างจากบ้านข้าง ๆ จริง ๆ เขาใส่ใจเื่การแต่งงานของซูจงจวินมาก ขอเพียงเด็กคนนี้อยู่บนเกาะ จิตใจก็จะอยู่บนเกาะ
ตอนนี้ฝั่งตรงข้ามก็มารบกวนเป็ระยะ ทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมพร้อมรบ ไม่รู้ว่าวันไหนอาจจะได้ปะทะกันจริง ๆ เขาไม่สามารถปล่อยให้ซูจงจวินซึ่งเป็บุคลากรทางทหารที่มีความสามารถหลุดมือไปได้
เขาลุกขึ้นไปยืนที่ระเบียงพร้อมกับพี่สะใภ้ต้วน
ห้องนอนใหญ่บ้านข้าง ๆ เหลือโคมไฟตั้งโต๊ะเพียงดวงเดียว
"ทำไมเหลือแค่ดวงเดียว ไม่ใช่สองดวงเหรอ?" ผู้บัญชาการหลิวที่มีพื้นเพเป็ทหารสอดแนม ดมกลิ่นความผิดปกตินี้เหมือนหมาจิ้งจอกแก่
ส่วนพี่สะใภ้ต้วนสนใจแค่ว่าทั้งสองคนทะเลาะกันหรือเปล่า เธอจึงตอบอย่างไม่ใส่ใจ
"คงประหยัดไฟมั้ง"
ผู้บัญชาการหลิวได้สติแล้วแค่นเสียงใส่ภรรยาอย่างระอาใจ "คุณคิดว่าทุกคนจะเหมือนคุณที่ไม่ชอบอ่านหนังสือหรือไง? ถึงเสี่ยวซ่งจะเรียนไม่สูงเท่าจงจวิน แต่ก็เป็คนมีการศึกษา และจงจวินก็เป็คนรักการเรียน ตามหลักแล้วตอนกลางคืนสามีภรรยาควรเปิดโคมไฟคนละดวง"
พี่สะใภ้ต้วนเอียงหน้ามองสามี เห็นเขาหรี่ตามองอย่างพินิจ ในห้องนั้นยังมีผู้หญิงอื่นอยู่! อีกทั้งเขายังดูถูกเธอ พี่สะใภ้ต้วนไม่พอใจจึงลากเขากลับเข้าห้อง
"คุณเป็คนเรียกให้ผมออกไปดูเอง แล้วตอนนี้จะมาโกรธอะไร!" ผู้บัญชาการหลิวมองเธออย่างอึ้ง ๆ จริง ๆ เลยยิ่งแก่ยิ่งเดาใจยาก
"พอเถอะ ถ้าคนข้างนอกเห็นผู้บัญชาการหลิวยืนอยู่ที่ระเบียงแล้วจ้องมองห้องนอนของคู่สามีภรรยาใหม่ ถ้าเื่แพร่ออกไปจะกลายเป็ยังไง"
ผู้บัญชาการหลิวแค่นเสียงหึอีกครั้ง ไม่พูดอะไร
เขายิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง จึงได้แต่กำชับภรรยา "คุณว่าง ๆ ก็ไปนั่งเล่นที่นั่นหน่อย ดูซิว่าสองคนนี้เป็อะไรกันแน่"
วันที่สอง ตอนที่ซ่งเฉียวตื่นนอน ซูจงจวินก็ออกไปทำงานแล้ว
เธอเปิดกระติกน้ำร้อน เหมือนเมื่อวาน ซูจงจวินเหลือน้ำร้อนไว้ให้เธอครึ่งกระติก
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ซ่งเฉียวกินคุกกี้วอลนัทที่เหลือไปหนึ่งชิ้น และเนื่องจากตอนกลางวันไม่มีลมฝน เธอจึงเตรียมออกไปจัดการทำความสะอาดลานบ้าน
หลังจากผ่านคืนที่ไต้ฝุ่นพัดกระหน่ำ วัชพืชในลานบ้านล้มระเนระนาด ขยะที่กองอยู่ตามมุมก็ถูกพัดกระจัดกระจายไปทั่ว ซ่งเฉียวตั้งใจจะเก็บขยะในลานให้สะอาดก่อน แล้วค่อยถางหญ้าพรวนดิน รอให้พายุไต้ฝุ่นผ่านไปแล้วค่อยหว่านเมล็ดและทำค้างผัก
ตอนนั้นพี่สะใภ้ต้วนที่ยืนอยู่ในลานบ้านข้าง ๆ ก็ส่งเสียงทักมาว่า "เสี่ยวซ่ง ่ไต้ฝุ่นแบบนี้จะทำความสะอาดทำไม วันนี้ทำเสร็จ พอตกเย็นลมแรงก็เหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย"
"ฉันจะเก็บขยะในลานให้สะอาดก่อน จะได้ไม่ปลิวไปรกลานบ้านคนอื่น"
เห็นเธอทำงานจนเหงื่อท่วมตัว ต้องยืดตัวบิดี้เีเป็ระยะ ๆ พี่สะใภ้ต้วนจึงเรียกลูกชายคนที่สามที่วิ่งเล่นอยู่ในลานว่า "ไปช่วยคุณอาทำความสะอาดลานบ้านเร็ว!"
ลูกชายคนที่สามของตระกูลหลิวอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นประถมปลาย ่นี้โรงเรียนหยุดเรียนเพราะไต้ฝุ่น อยู่ในบ้านเขาก็ซุกซนมาก ปล่อยให้เขาไปใช้พลังงานของเขาหน่อยก็ดี
เมื่อต้องให้ลูกชายของผู้บัญชาการหลิวมาช่วยงาน ซ่งเฉียวก็ใรีบโบกมือ "ไม่ต้องหรอกค่ะ เหลือไม่มากแล้ว ฉันเก็บตรงนี้ก็เสร็จแล้ว"
แต่พี่สะใภ้ต้วนไม่เห็นด้วย จึงผลักเด็กน้อยอีกที เด็กน้อยยิ้มแย้มสูดน้ำมูกแล้ววิ่งมาหาซ่งเฉียว
"คุณอาครับ ให้ผมช่วยทำความสะอาดนะ" เมื่อเด็กน้อยเงยหน้ายิ้มให้เธอ ซ่งเฉียวก็ไม่กล้าปฏิเสธอีก
เมื่อผู้บัญชาการหลิวมอบหมายงานให้เธอแล้ว พี่สะใภ้ต้วนก็ตั้งใจจะทำให้สมบูรณ์แบบ รอจนสนิทสนมกับสหายซ่งเฉียวแล้ว ค่อยสืบหาความจริงจากเธอ
"เมื่อวานลมแรงมาก เสาไม้แถวริมทะเลล้มหมดเลย ทุกคนไปช่วยกันซ่อม ไม่งั้นก็คงวานเสี่ยวจางกับเสี่ยวหลี่ให้มาช่วยเธอจัดการลานบ้านนี้ได้ ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้" พี่สะใภ้ต้วนพูดพลางเดินเข้ามา ก้มตัวลงช่วยงานด้วย
ซ่งเฉียวที่อยู่ในลานบ้านรู้สึกไม่สบายใจมาก เด็กน้อยมาช่วยก็แล้วไป แต่จะให้ภรรยาของผู้บังคับบัญชามาช่วยงานได้อย่างไร
เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ทำงานต่อไม่ได้แล้ว จำใจลุกขึ้นเดินไปดึงแขนพี่สะใภ้ต้วน
"พี่สะใภ้คะ ไม่ต้องทำแล้ว รอให้ซู...จงจวินกลับมา พวกเราสองคนจะช่วยกันทำเอง"
ทำงานยุ่งอยู่กว่าชั่วโมง มองไปไกล ๆ เห็นเมฆดำทะมึนก่อตัวอีกแล้ว ดูท่าอีกไม่นานเมฆฝนก็คงจะเคลื่อนมาทางนี้
"เสี่ยวซ่ง เที่ยงนี้ไปกินข้าวที่บ้านพี่สะใภ้กันเถอะ พวกเธอเพิ่งย้ายเข้ามา ยังไม่ได้เตรียมอะไรเลยใช่ไหม" พูดจบเธอก็คว้ามือซ่งเฉียวพาเดินไปที่บ้านของตัวเอง