กราบทูลท่านจ้าวเหนือฟ้า ผู้ยิ่งใหญ่กว่าผู้ใดทั้งสามภพ
มันผู้นี้ชื่อสินรุ้ง เมื่อมองแต่เพียงผิวเผินหาได้ผิดแผกจากชายหนุ่มในตระกูลบัณฑิตทั่วไปไม่ หากแต่บ่ากว้างคู่กับเอวที่คอดลงดูสมส่วน ชวนให้รู้สึกถึงความเข้มแข็งปราดเปรียว เหมาะแก่การจับดาบในสนามรบมากกว่าถือตำราบอกเล่าเื่ราว
ไหนจะเครื่องหน้าที่ท่านจ้าวประทานให้เหล่านั้นอีก ส่วนสำคัญคงไม่พ้นขนตางามงอนจนหญิงสาวน้อยใหญ่ล้วนนึกอิจฉา เมื่อประกอบกับดวงตาที่มีประกายวิบวับราวดวงดาวกลางท้องนภายามค่ำคืน ก็ไม่ทราบได้ว่าจะมีสตรีมากน้อยเพียงใดที่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจเพราะมันแต่บุรุษรูปงามผู้นี้ก็มีปมบางอย่างที่ไม่น่ามองเช่นกัน
นับแต่ที่ท่านจ้าวผู้ประเสริฐบันดาลให้เกิดมนุษย์บนพิภพนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาหนึ่งพันกับอีกสิบเจ็ดปีแล้ว บัดนี้พระองค์ทรงตื่นขึ้นจากพระบรรทม กระหม่อมจึงขอประทานอนุญาตนำกราบทูลรายงานความเป็ไปของพวกมัน
ภพมนุษย์วุ่นวายไปด้วยเปลวควันและไฟา ท้ายที่สุดก็ได้ข้อยุติเมื่อแปดร้อยปีก่อน พวกโฉดเขลาบังอาจแบ่งพิภพของพระองค์ออกเป็เจ็ดแคว้นน้อยใหญ่ จัดระเบียบสังคมแบ่งผู้คนออกเป็ห้าชนชั้นตามสภาวะในตอนนั้น
เมื่อแรกเริ่มถือว่าชนชั้นนักรบนั้นอยู่สูงสุด หากแต่ไม่กี่สิบปีให้หลัง เหล่าชนชั้นบัณฑิตกลับถีบตัวขึ้นเป็ใหญ่ ผู้สืบเชื้อสายบัณฑิตสามารถถือครองที่ดินและเรียนรู้สรรพวิชาจากตำราแทบทุกศาสตร์ มีเพียงเื่พิชัยา การฝึกอาวุธและการยิงธนูเท่านั้นที่เป็ข้อยกเว้น คนเหล่านี้เมื่อเติบใหญ่ก็สามารถไปฝากตัวเป็ขุนนางรับใช้เ้าแคว้นโสมมของพวกมัน ไม่เช่นนั้นก็ไปเป็หมอยารักษาผู้ป่วย หรืออาจารย์ตามสำนักหนังสือ สอนลูกหลานผู้อื่นอ่านเขียน
ชนชั้นนักรบหล่นลงมามีศักดิ์รอง พวกมันได้รับอนุญาตให้ถือครองที่ดินและเรียนรู้ตำราพิชัยารวมถึงศาสตร์การใช้อาวุธต่าง ๆ แต่การศึกษาตำราดินฟ้า เรียนรู้หลักการปกครองหาทำได้ไม่ ชนชั้นนักรบจากตระกูลใหญ่มักเป็ขุนนางฝ่ายทหาร พอหมดาใหญ่ก็เหลือตำแหน่งให้พวกมันไม่มากนัก นักรบปลายแถวหลายตระกูลจึงคิดผันตัวเป็นายพราน หาเลี้ยงชีพจากการล่าสัตว์หาของป่า ไม่ก็รวมตัวเป็กลุ่มก้อน ตั้งกองกำลังรับจ้างคุ้มกันสินค้าและผู้คน
ชั้นที่สามคือชนชั้นกสิกร คนพวกนี้มักสืบเชื้อสายมาจากนายทหารเล็ก ๆ ที่เคยประจำการช่วงสงครามใหญ่ หลังมรสุมผ่านพ้น พวกมันก็ได้รับที่ดินผืนหนึ่งตามยศศักดิ์ ให้ทำไร่ไถนาเลี้ยงชีพ สามารถอยู่ได้สุขสบายตามอัตภาพ หากแต่คนในชนชั้นนี้ไม่สามารถโยกย้ายถิ่นฐานได้สะดวก การเดินทางของพวกมันแต่ละครั้งจำต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง โดยต้องระบุจุดหมายปลายทางและสาเหตุของการเดินทางให้ชัดแจ้ง หากเรื่องที่กล่าวขออนุญาตเป็นเท็จหรือออกเดินทางโดยพลการ มีโทษถึงประหารชีวิต ชนชั้นที่สี่คือเหล่าช่างฝีมือ คนพวกนี้จะว่าอาภัพก็ตรงที่ไม่สามารถถือครองที่ดิน และไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนหนังสือ แต่โชคของพวกมันคือการที่สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย ใครสนใจงานไม้ก็เป็นช่างไม้ ใครสนใจงานโลหะก็เรียนหลอมโลหะ ใครใคร่เป็นช่างก่อสร้างก็สามารถฝึกฝนได้ ชนชั้นช่างฝีมือสามารถเดินทางไปได้ทั่วเท่าที่กำลังมี เมื่อฝึกฝีมือจนชำนาญแล้วก็สามารถหานายสักคนเพื่อทำงานรับใช้ เพียงเท่านี้ก็สบายไปตลอดชีวิต ไยต้องศึกษาการเขียนอ่านให้วุ่นวาย ชนชั้นล่างสุดคือชนชั้นพ่อค้า พวกมันถูกมองว่าต้อยต่ำเพราะเลี้ยงชีพจากสินค้าที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาด้วยตนเอง เพียงแต่ใช้มือหยิบของจากที่หนึ่งไปใช้ลิ้นพร่ำสรรพคุณอีกที่หนึ่งเพื่อหากำไร เนื่องจากบ้านเมืองมีกฎหมายอยู่ข้อหนึ่งว่า การค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของใดที่มีราคามากกว่าหนึ่งเหรียญทอง จะต้องกระทำผ่านพ่อค้าเท่านั้น แต่นอกจากเรื่องการค้าขายแล้ว คนเหล่านี้สามารถเรียนหนังสือได้เพียงการเขียนอ่านและวิชาที่เกี่ยวข้องกับการค้าขาย ซ้ำยังถูกทั้งเจ็ดแคว้นกาหัวไว้ชัดแจ้งว่าห้ามเป็นขุนนาง ไม่ว่าจะรวยทรัพย์สินถึงเพียงใดก็ยังปราศจากอำนาจในทางตรง แต่ก็เป็นแค่ทางตรงเท่านั้นที่ขาดอำนาจ ตามกฎหมายว่าด้วยชนชั้นของพวกมนุษย์ สตรีใดที่แต่งออกให้เปลี่ยนชนชั้นตามบุรุษ บุตรธิดาสืบต่อชนชั้นจากผู้เป็นบิดา เพียงเท่านี้ก็มีช่องทางให้เหล่าพ่อค้าใหญ่หาทางส่งบุตรสาวเกี่ยวดองกับตระกูลขุนนางสักตระกูลเพื่อหวังผลทางอ้อมในภายภาคหน้า ทุกคนบนภพมนุษย์ต้องพกใบแสดงตัวไว้กับตัวเองตลอดเวลา บนกระดาษแผ่นนั้นจะบันทึกชื่อตัวและชื่อตระกูล ชื่อบิดามารดาผู้ให้กำเนิด สถานที่เกิดและชนชั้น โดยการตั้งชื่อทารกต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนว่าเป็นชื่อที่มีความหมายสอดคล้องกับชนชั้นของมัน ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้เปรื่องปราด เพียงเท่านี้พระองค์ย่อมทรงทราบได้ว่าชายหนุ่มสินรุ้งที่กระหม่อมกล่าวถึงนั้นเป็นชนชั้นพ่อค้าผู้หนึ่ง หากแต่มีความคับแค้นจำเป็นบางประการจึงต้องมาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์บัณฑิตสุวรรณวารี ที่มีหัวหน้าตระกูลเป็นถึงขุนนางชั้นสูงแห่งแคว้นแสงสุวรรณ พ่อค้าที่หวังลาภยศมักสนับสนุนให้ธิดาของตนเองแต่งเข้าบ้านของขุนนางมีชื่อ แน่นอนว่าบุตรชายของตระกูลใหญ่ในแคว้นใหญ่อย่างตระกูลสุวรรณวารีก็ย่อมเนื้อหอมเป็นธรรมดา หากแต่ที่ชิงแต่งงานตัดหน้าบุรุษทั้งหลายในตระกูลไปก่อนคือหญิงสาวผู้หนึ่ง นางมีนามว่าแสงรุ้ง ในปีที่เก้าร้อยเก้าสิบเก้าหลังจากท่านเจ้าบันดาลมนุษย์ขึ้น นางก็หนีตามพ่อค้าหนุ่มรูปหล่อจากตระกูลเล็ก ๆ นามว่าทองสินไป ปีต่อมาก็มีพยานรักที่ชื่อว่าสินรุ้งด้วยกันแน่นอนว่าสินรุ้งจากตระกูลทรายใต้ย่อมมีชนชั้นพ่อค้าตามบิดา ครอบครัวเล็ก ๆ นี้มีความสุขตามอัตภาพ หากแต่เมื่อมันอายุได้สี่ปี เรือสินค้าของผู้เป็พ่อก็ถูกโจรสลัดปล้นฆ่าทั้งลำเรือ ทำให้มารดาของมันกลับไปมีชนชั้นบัณฑิตอีกครั้ง
แต่แสงรุ้งนั้นเป็ผู้หญิงแกร่ง จะอย่างไรนางก็ไม่คิดกลับไปพึ่งพิงบ้านเก่าด้วยสาเหตุแค่เพียงเพราะสามีตาย ยังคงพยายามหางานทำเพื่อเลี้ยงลูกชายได้สองปีก็โชคร้ายล้มป่วยลง ด้วยห่วงเืเนื้อเชื้อไข จึงจำทนบากหน้าเดินทางข้ามแคว้นกลับไปหาผู้เป็บิดาเพื่อฝากฝังผู้บุตรเอาไว้ และจากการเดินทางไกลในครั้งนั้น ทำให้อาการป่วยของนางทรุดหนักลงจนเสียชีวิต
แรกทีเดียว บิดาของนางไม่ต้องการรับเลือดเลวนี้ไว้ในบ้าน ตัวมันชื่อแสงปัญญา เป็นน้องชายคนรองของจิตปัญญาหัวหน้าตระกูล ตัวมันนั้นเป็นคนฉลาด ซ้ำยังมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ จึงได้รับหน้าที่อบรมบุตรหลานภายในบ้าน เพียงเท่านี้ท่านจ้าวก็ทรงทราบแล้วใช่หรือไม่ว่าแสงปัญญาผู้นี้ได้รับความอัปยศถึงเพียงใด ตนเองมีหน้าที่สั่งสอนคนในบ้านแท้ ๆ แต่ธิดาของมันกลับไม่รักดี คิดหนีตามบุรุษออกจากตระกูลไป เป็นเช่นนั้นเอง ท่านจ้าวผู้ทรงพระเมตตา จะอย่างไรเจ้าสินรุ้งน้อยผู้นี้ก็เป็นหลานตา ชิงชังได้เพียงไม่นานแสงปัญญาก็สำนึกได้ว่าต้องเลี้ยงดู แม้จะวางท่าอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่กล้าพูดหรอกว่าไม่เอ็นดูเลือดเนื้อเชื้อไขตัวน้อยของมัน เหล่าคุณชายบัณฑิตตัวน้อย ๆ ย่อมไม่ใช้กำลังกลั่นแกล้งผู้อ่อนแอกว่า อันที่จริงแล้วพวกมันกลับพากันมาชมดูเหมือนเห็นของเล่นแปลกใหม่อย่างไรอย่างนั้น เจ้าเด็กสินรุ้งเองก็คล้ายรู้ดี มันร้องไห้หามารดาอยู่สักพักก็หยุดร้อง เปลี่ยนเป็นเดินตามคุณชายทั้งหลายราวกับเป็นบ่าวคนหนึ่ง ผู้ใหญ่ในตระกูลเห็นมันวางตัวดังนั้นก็เบาใจลงฝ่ายคุณชายน้อยฟ้าไขแสงที่เป็หัวโจกของเหล่าบุตรบัณฑิตเห็นมันยอมเป็ลูกน้องก็รู้สึกสบใจ พากันเป็เพื่อนกินเพื่อนเล่น เอะอะโวยวายไปทั่วคฤหาสน์
แต่เพราะเป็นชนชั้นพ่อค้า สินรุ้งจึงได้เรียนเพียงการอ่านเขียน ไม่สามารถตามลูกพี่ของมันเข้าไปนั่งท่องตำราดินฟ้าและปรัชญาต่างๆ ได้ ถึงกระนั้นมันก็ยังไม่ละความพยายาม ในเมื่อเข้าไปนั่งในห้องเรียนไม่ได้ตัวมันก็หลบอยู่ด้านนอกห้อง คอยเงี่ยหูฟังสิ่งที่ท่านตามันสอน นึกกระหยิ่มใจที่สามารถหาวิธีเรียนโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้นั่นเป็เพียงความคิดไร้เดียงสาของเด็ก ท่านจ้าวเหนือฟ้า แท้ที่จริงผู้เป็ท่านตาของมันย่อมทราบถึงการกระทำนั้น สติปัญญาของเด็กอายุหกเจ็ดขวบจะไปสู้อาจารย์สอนหนังสือผู้หนึ่งได้อย่างไร แค่เห็นมันเดินป้วนเปี้ยนวนเวียนไปมาหน้าห้องเรียนก็ทราบได้ถึงการนั้นแล้ว
หากแต่แสงปัญญาแสร้งทำเป็ไม่เห็น จะอย่างไรสินรุ้งก็เป็หลาน ตัวมันเองก็เป็ครูบาอาจารย์ เห็นเด็กคนหนึ่งอยากเรียนหนังสือจะออกปากไล่ได้อย่างไร หากไม่กลัวเหล่าญาติมิตรในคฤหาสน์คิดว่ามันลำเอียงต่อหลานชายแล้ว มันก็คงจะปล่อยให้เข้ามานั่งเรียนรวมกับลูกหลานคนอื่น ๆ เสียด้วยซ้ำ
ฟ้าไขแสงผู้เป็ลูกพี่เองก็ใช่ย่อย เมื่อเห็นญาติผู้น้องที่อ่อนเดือนกว่าสนใจอยากเรียนหนังสือ มันก็หยิบเอาตำราของมันส่งให้ เมื่อถูกบิดาตำหนิ มันก็เปลี่ยนวิธีเป็แสร้งทำตำราเรียนตก ปล่อยให้สินรุ้งเก็บไปแล้วค่อยทวงคืนในอีกวันสองวันให้หลัง
เวลาผ่านไปไม่กี่ปี แสงปัญญาก็รับรู้ได้ว่าหลานชายของตนมีความรู้ลึกซึ้งเกินกว่าที่เด็กวัยเดียวกันควรเป็น เมื่อสินรุ้งอายุได้เก้าปี ผู้เป็นตาก็สอนการเขียนอ่านจนแตกฉานหมดสิ้น พอคิดจะหยิบวิชาการค้าขึ้นมาสอนต่อก็พลันคิดอยากลองภูมิ จึงมอบบทเรียนชิ้นสุดท้ายให้มันเขียนความเรียงเรื่องหนึ่งขึ้นมา โดยใช้หัวข้อเดียวกับคุณชายบัณฑิตน้อยคนอื่น เมื่อถึงกำหนดตรวจงาน แสงปัญญาก็ต้องตาค้าง นอกจากที่ความเรียงเรื่องนั้นจะเขียนออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม มันยังจัดเจนกว่าความเรียงของฟ้าไขแสงผู้เป็นหลานชายคนโตของหัวหน้าตระกูล ความเรียงของสินรุ้งทำให้ผู้เป็นตารู้ว่าเด็กคนนี้มีความเข้าใจในหลักปรัชญาต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งเกินวัย ถึงขนาดว่าหากงานชิ้นนี้เป็นของเด็กคนอื่น มันก็จะเดินไปไถ่ถามบิดามารดาของเด็กคนนั้นว่าทำไมถึงช่วยเขียนความเรียงให้ลูกชาย แต่แสงปัญญารู้ดีว่าย่อมไม่มีใครเขียนช่วยความเรียงให้สินรุ้ง ในขณะนั้นมันก็ร่ำร้องขอบคุณท่านจ้าวเหนือฟ้า คิดได้ว่านี่คงเป็นพรสวรรค์ที่พระองค์ประทานลงมาให้หลานชายของมัน เมื่อมันคิดได้เช่นนี้ก็ไม่ต้องการให้เด็กที่มีพรสวรรค์หลุดมือ แต่จนใจที่กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าชนชั้นพ่อค้าห้ามเรียนหนังสืออื่นนอกจากการอ่านเขียนและการค้าขาย ถึงอย่างนั้นสมองบัณฑิตเช่นมันก็หาวิธีออกจนได้ แสงปัญญาคิดตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเอง ในเมื่อการเรียนหนังสือตามความหมายของคนทั่วไปคือการเข้าห้องอ่านตำราเรียน มันก็จะเปลี่ยนเป็นพาหลานชายออกไปเดินในสวนดอกไม้ของคฤหาสน์ คอยเอ่ยปากสั่งสอนโดยไม่ต้องถือตำรา ถือว่าเป็นตาสั่งสอนหลาน ใครจะว่าอย่างไรได้ ช่างน่าหัวร่อใช่หรือไม่ท่านจ้าวเหนือฟ้าผู้เที่ยงธรรม พวกมนุษย์ปากก็อ้างคำในตำรา แต่ในใจก็หาทางบิดพลิ้วคำในตำราไปพร้อมกัน ท่านจ้าวผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้ไม่มีเด็กน้อยสินรุ้งอีกต่อไปแล้ว เพราะมันได้กลายเป็นเจ้าหนุ่มสินรุ้งคนหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี ทั้งหล่อเหลา ทั้งเจ้าปัญญา หากแต่เมื่อมันเติบใหญ่ มันก็เริ่มสร้างปัญหาหนักใจให้กับผู้เป็นตาอีกแล้ว