ตอนที่ 7 ศึกแรก
ป่าสีเขียวชอุ่มทอดไกลไปยาวจนสุดลูกหูลูกตา ต้นไม้ ใบหญ้าและพืชพันธุ์ต่างปล่อยกลิ่นอายแห่งความอุดมสมบูรณ์และสงบสุข ตัดกับความเป็จริงที่ป่าเขตชายแดนแห่งนี้เป็แหล่งอาศัยของสัตว์อสูรมากมายหลากหลายสายพันธุ์ ั้แ่สัตว์อสูรธรรมดา ๆ ที่สามารถโค่นล้มได้ด้วยแรกเกิดร่างกายแข็งแรงไม่กี่คน ไปจนถึงสัตว์อสูรที่เพียงตัวเดียวก็สามารถกวาดล้างเมืองศิลาลัยออกจากมหาทวีปภายในไม่กี่อึดใจ
สัตว์อสูรและสัตว์ป่าอ่อนแอต่างเป็เหยื่อให้เหล่านักล่าล่าเพื่อนำมาประกอบอาหาร เช่นหมูสามเขี้ยว ไก่ฟ้าหงอนดำ วัวลายเสือ สัตว์อสูรจำพวกต่อมาคือสัตว์อสูรที่เป็ภัยต่อเหล่ามนุษย์อย่างสัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้
สัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้แบ่งได้ั้แ่ระดับ 1คำไปจนถึงระดับ 5คำเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์
สัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ 1-2 คำสามารถจัดการได้ด้วยนักผจญภัยระดับมณีแดงที่มีฝีมือ 2-3 คนหรือนักผจญภัยระดับมรกตมากประสบการณ์
นักผจญภัยระดับมณีแดงมักประกอบด้วยผู้เรียนรู้ 1-2คำ แต่ด้วยความแตกต่างของคุณลักษณะทางกายของสัตว์อสูรอย่างหนังหนาทนทานที่สามารถป้องกันคมดาบหรือแม้แต่เขี้ยวเล็บอันแข็งแกร่งปานเหล็กกล้าทำให้มนุษย์ที่อยู่ระดับเดียวกันยากจะต่อกรได้
แต่มนุษย์ก็มีด้านที่เหนือกว่าเช่นกัน มนุษย์เป็หนึ่งในเผ่าพันธุ์ทรงปัญญา ความสามารถด้านจิติญญาของมนุษย์นั้นเหนือล้ำกว่าสัตว์อสูรมากมายนัก เนื่องด้วยจิติญญาที่ล้ำลึกกว่าส่งผลให้ความสามารถในการเรียนรู้และค้นพบคำแห่งพลังนั้นอยู่คนละระดับกับสัตว์อสูรโดยสิ้นเชิง
นักผจญภัยระดับมรกตคือผู้เรียนรู้ระดับ 3-5คำ ถึงแม้เงื่อนไขจะกว้าง แต่ในความเป็จริงแล้ว กว่า 99เปอร์เซ็นต์คือผู้เรียนรู้ระดับ3คำ หากสามารถค้นพบคำได้ถึง 4คำคือยอดอัจฉริยะ 5คำคือควรขอบคุณเทพธิดาแห่งโชคลาภ ลาคิซแล้ว ตัวตนเช่นนั้นไม่ทราบว่ายุคสมัยนี้จะมีหรือไม่
หลังจากระดับมรกตยังมีระดับบุษราคัมที่ประกอบด้วยนักสลักขั้นต้นอย่างนักสลักเอกและนักสลักโท หัวหน้าสิงค์สมควรมีความสามารถในระดับนี้ แต่นิทานไม่แน่ใจว่าหัวหน้าสิงค์ได้สมัครเป็นักผจญภัยหรือไม่
ระดับที่สูงกว่านี้นิทานไม่เคยได้ยินมาก่อนแต่มั่นใจว่าต้องมี เพราะหลังจากนี้คือระดับอริยะ และในกระบวนการกวาดล้างสัตว์อสูรครั้งใหญ่ได้ปรากฏสัตว์อสูรระดับอริยะจำนวนมาก ซึ่งสมาพันธ์นักผจญภัยก็เป็หนึ่งในกำลังหลักในการกวาดล้างครั้งยิ่งใหญ่นั้น
สัตว์อสูรระดับอริยะมากมายได้ถูกสังหารและขับไล่ออกจากเขตแดนของมนุษยชาติเข้าสู่หุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว หุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวจึงกลายเป็ทั้งสรวง์และกรงขังของเหล่าสัตว์อสูรมากมายจากยุคสมัยนั้น
สัตว์อสูรระดับสูงย่อมมีความสามารถถล่มฟ้าทลายดิน เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศจนกลายเป็นรกที่มนุษย์ไม่อาจอาศัย และชายแดนระหว่างนรกแห่งนั้นและอาณาจักรไฟกัลป์ที่มีมนุษย์นับร้อยล้านอาศัยอยู่คือป่าเขตชายแดนแห่งนี้นั่นเอง
เนื่องจากสัตว์อสูรระดับอริยะส่วนใหญ่ถูกบังคับให้ล่าถอยไปอยู่ที่หุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวแล้ว สัตว์อสูรส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้จึงเป็เพียงระดับผู้เรียนรู้ ในป่าเขตลึกอาจมีระดับผู้สลักขั้นต้นอยู่บ้าง แต่จากที่นิทานเคยได้ยินพวกขี้เมาพูดกันมา หากลาคิซเกลียดคุณ คุณอาจจะเจอสัตว์อสูรอริยะที่เข้ามาหาอาหารแถบนี้อย่างพอดิบพอดี
สัตว์อสูรระดับอริยะเพียงตัวเดียวสามารถถล่มเมืองได้อย่างง่ายดาย ไม่จำเป็ต้องกล่าวถึงมนุษย์แสนอับโชคเพียงไม่กี่คน
ด้วยฐานะของชายแดนกั้นหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวอันประกอบด้วยสัตว์อสูรอันตรายมากมายทำให้ป่าแห่งนี้ถูกตั้งชื่อเล่นว่า พงไพรภายในอุ้งมือทีราน สื่อถึงว่าหากทีรานเกิดเบื่อหน่ายและกำมือของตนขึ้นมา คนโชคร้ายผู้อยู่ภายในกำมือนั้นก็ย่อมไร้ทางรอด เหลือเพียงความตายอันโหดร้าย
กลุ่มของนิทานเดินทางกันด้วยขบวนรบพื้นฐาน ไพรและฟ้าเดินนำหน้าสุดเตรียมรับมือกับอะไรก็ตามที่โผล่มากะทันหัน
อินจันทร์และตาไกรเป็แถวสอง แถวสามประกอบด้วยราตรีและอรุณ ในระยะนี้ทำให้ราตรีสามารถใช้งานศักยภาพของตนได้รอบทิศพร้อมกับปกป้องหน่วยสนับสนุนอย่างอรุณไปด้วยในตัว
ท้ายขบวนคือนิทานกับคีตา ด้วยความสามารถในการตรวจจับของคีตาจึงทำให้เหมาะสมสำหรับเฝ้าระวังการลอบโจมตีจากทางด้านหลังและสังเกตสภาพแวดล้อมรอบด้าน
หลังจากเข้าป่ามาได้กว่า 3กิโลเมตร คีตาทำจมูกฟุดฟิดก่อนหันหน้าไปทางนิทาน นิทานรับฟังเล็กน้อยแล้วพยักหน้าตอบรับ
“ทุกคนครับ ระยะ 300เมตรข้างหน้าเรามีรอยเท้าของกวางพ่นไฟอยู่ ดูจากขนาดรอยเท้าแล้วคิดว่ายังไม่โตเต็มวัย สมควรเป็แค่สัตว์อสูรแรกเกิด”
“ทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 200เมตรมีร่องรอยกรงเล็บและกิ่งไม้ที่ถูกลับเขี้ยวจากหมาป่าหางหนาม จากรอยเท้าสมควรเป็ฝูงขนาด 5-8ตัว แต่รอบ ๆ มีกลิ่นอายจาง ๆ ของหมาป่าหางหนามระดับผู้เรียนรู้ สมควรเป็จ่าฝูง”
หลังจากทุกคนได้ยินข้อมูลที่แม่นยำของนิทานก็หันไปมองที่อินจันทร์ ในภารกิจนี้เขาคือหัวหน้า สิทธิ์การตัดสินใจทั้งหมดย่อมขึ้นอยู่กับเขา
อินจันทร์ก้มหน้าครุ่นคิด เมื่อตัดสินใจได้จึงเอ่ยออกมา
“ด้วยความสามารถของสมาชิกกลุ่มเราการต่อกรกับฝูงหมาป่าย่อมไม่ใช่เื่ยากเย็นนัก แต่ในเมื่อนี่เป็ศึกแรก ผม้าเห็นความสามารถในการผสานงานกันก่อน เราจะซ้อมมือด้วยสัตว์อสูรแรกเกิดอย่างกวางพ่นไฟกันก่อนครับ”
ไพรกับฟ้าพยักหน้าก่อนออกเดินตามเส้นทางที่นิทานระบุให้ ผ่านไปไม่กี่นาทีทุกคนก็เห็นรอยกีบขนาดเท่ากำปั้นอยู่บนพื้น นิทานเดินขึ้นหน้า พาคีตาไปดมที่รอยกีบ คีตาสูดฟืดเดียวก็หันหน้าไปทางขวาสายตาจับจ้องเข้าไปในป่าสักพัก ก่อนจะเงยหน้ามามองนิทาน
“คีตาเจอตัวเป้าหมายแล้วครับ ห่างจากเราไปทางตะวันออกแค่ 100เมตร แต่มีปัญหานิดหน่อยครับ” นิทานขมวดคิ้ว
“ดูเหมือนพวกหมาป่าหางหนามจะคิดตรงกันกับเรา ห่างออกไปจากกวางพ่นไฟ 50เมตรมีฝูงหมาป่าซุ่มตัวรอโจมตีอยู่ครับ”
อินจันทร์ขมวดคิ้วตาม คิดถึงความเป็ไปได้ต่าง ๆ นานา แล้วจึงหันไปทางราตรี
“คุณราตรีครับ จากระยะ20เมตร ศรของคุณสามารถสังหารหมาป่าหางหนามได้ในนัดเดียวมั้ยครับ”
“ได้ค่ะ แต่ต้องเป็หมาป่าหางหนามตัวเต็มวัยธรรมดา ๆ เท่านั้น หากเป็ตัวจ่าฝูงที่ต้องสงสัยว่าเป็ระดับผู้เรียนรู้ อย่างมากก็แค่ปักเข้าไปเล็กน้อย หากไกลเกินไปสัตว์อสูรระดับนั้นสมควรตอบสนองได้ทัน” ราตรีอธิบาย
อินจันทร์พยักหน้ารับอย่างพอใจ
“คุณอรุณครับ คำแห่งพลังของคุณสามารถป้องกันสองด้านทั้งซ้ายและขวาพร้อมกันได้มั้ยครับ”
“ได้ครับ แต่เหมือนกับราตรี จำกัดอยู่แค่สัตว์อสูรธรรมดานะครับ ถ้าเป็ระดับผู้เรียนรู้ โจมตี 2-3ทีก็ผ่านมาได้แล้วครับ”
“ตกลงครับ เราจะบุกจู่โจมสัตว์อสูรกลุ่มนี้กัน” สองตาของอินจันทร์สาดประกายออกมา
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กวางพ่นไฟเป็สัตว์อสูรตัวหนึ่งที่มีความสามารถมากพอจะต่อกรกับสัตว์อสูรทั่วไปส่วนใหญ่และยังเป็สัตว์อสูรที่ยากจะล่าแม้แต่กับผู้เรียนรู้ขั้นต้นเนื่องจากความสามารถในการพ่นไฟตามชื่อของมัน
อุณหภูมิของไฟที่มันพ่นออกมานั้นร้ายแรงเป็อย่างมากสำหรับพวกแรกเกิดหรือสัตว์อสูรทั่วไป หากเหตุผลหลักที่ทำให้การล่าตัวมันนั้นยากลำบากยิ่งกว่าคืออีกความสามารถหนึ่งของมัน ความสามารถดังกล่าวคือความสามารถในการดูดเปลวไฟกลับเข้าร่างกาย เมื่อมันกลืนไฟเข้าไป เปลวไฟจะหล่อเลี้ยงร่างของมัน ส่งผลให้ความเร็วในการวิ่งเท่าทวีขึ้นไป
แม้มันจะสามารถพ่นไฟได้ หากไม่ได้หมายความว่ามันเป็สัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ นี่เป็ลักษณะทางสายพันธุ์เท่านั้น เหมือนที่ัสามารถพ่นไฟ หรืออินทรีสายฟ้าสามารถปล่อยสายฟ้าจากขนได้
กวางพ่นไฟระดับผู้เรียนรู้ที่แท้จริงแข็งแกร่งกว่านั้นมาก แต่ด้วยลักษณะทางสายพันธุ์เช่นกันทำให้กว่า 80เปอร์เซ็นต์ของกวางพ่นไฟระดับผู้เรียนรู้จะค้นพบคำว่า ไฟ หลายคนจากจักรวรรดิจึงมักนำเื่นี้มาล้อขำขันกันว่า ความร้อนแรงขององค์ราชินีไม่ส่งผลเพียงประชาชนในอาณาจักรแต่ส่งผลไปถึงกวางด้วย
กวางพ่นไฟที่ตกเป็เป้าหมายของนักล่าทั้งสองกลุ่มในเวลานี้กำลังเพลิดเพลินกับหญ้าหน้าดำที่งอกบนพื้น
ฟุ่บ!
หมาป่าหางหนาม4ตัวพุ่งออกมาจากพุ่มหญ้าอย่างรวดเร็ว 2ตัวกระจายตัวไปซ้ายและขวา โอบล้อมทางหนีทางด้านหน้าของกวางพ่นไฟ
กวางพ่นไฟม่านตาหดวูบ ที่ลำคอปรากฏแสงสีแดงไต่ขึ้นมาจากลำคอก่อนจะหยุดลงที่ปาก
ฟู่ว!
กวางพ่นไฟพ่นไฟลงพื้นพลางหมุนตัว สร้างเป็กำแพงไฟที่ขวางกั้นหมาป่าหางหนามทั้ง 4จนมันต้องชะงักลง
กวางพ่นไฟหันหลังกลับไปทางที่ไม่มีหมาป่าหางหนาม สูดลมหายใจเพื่อดูดไฟบริเวณนั้นกลับเข้าร่างกาย ขาทั้ง 4ข้างกลายเป็สีแดงฉาน จมูกของมันพ่นลมหายใจที่ร้อนระอุออกมาแล้วจึงออกวิ่งด้วยความเร็วที่เหนือกว่าหมาป่าหางหนามเป็ไหน ๆ
เมื่อร่างของมันโผล่พ้นเปลวไฟออกมา ร่างหมาป่าหางหนามอีก 4ตัวก็พุ่งออกมาจากพุ่มหญ้าด้านหลังของมัน คมเขี้ยวอยู่ห่างจากร่างของมันเพียงไม่กี่เมตร กวางพ่นไฟใแทบสิ้นสติ มันพยายามบังคับร่างของตนให้เปลี่ยนทิศทาง แต่อนิจจาเมื่อมันสูดไฟกลับเข้าร่างของตนแล้ว ความเร็วที่มากกว่าปกติทำให้มันยากที่จะควบคุมร่างกายอย่างละเอียดลออ
หมาป่าหางหนาม 4ตัวแรกเป็แค่เหยื่อล่อ บีบบังคับให้มันหนีมาทางทิศทางนี้ที่มีหมาป่าอีก 4ตัวดักซุ่มอยู่ นี่เป็กับดัก!
หมาป่า 2ตัวที่ใกล้ที่สุดเข้ามาถึงระยะจู่โจมแล้ว เขี้ยวยาวเฟื้อยนั้นอยู่ห่างจากคอของมันเพียงไม่กี่วินาที ตาของกวางพ่นไฟเริ่มเลื่อนลอยยอมรับชะตากรรมสะท้อนกับคมเขี้ยวที่ใกล้เข้ามา
ฉึก! ฉึก!
ทันใดนั้นเองที่บางสิ่งเจาะทะลุร่างของหมาป่าทั้ง 2ตัวเบื้องหน้ากวางพ่นไฟ รอยเจาะขนาดเท่ากำปั้นของมนุษย์เต็มวัยพลันปรากฏขึ้นที่คอและลำตัวของหมาป่าหางหนาม หมาป่าหางหนาม 2ตัวชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนร่างจะหล่นลงกับพื้น ร่างกระตุกเพียงชั่วครู่ก็หมดลมหายใจ
“โจมตีเลยครับ!” เสียงอินจันทร์ะโสั่งการ
เสียงะโนั้นเป็สัญญาณให้ไพรและฟ้าวิ่งนำไปหาหมาป่าอีก 2ตัว ขณะที่ราตรียิงศรอีกสองดอกไปที่ร่างหมาป่าอีกสองตัวที่ล้มลงปลิดชีวิตมันเพื่อความไม่ประมาท
ไพรควักโล่ขนาดใหญ่ทั้ง 2ออกมาจากกลางหลัง แขนสองข้างขยายใหญ่และยาวขึ้น กล้ามเนื้อปูดโปนชักนำโล่ใหญ่ฟาดกระแทกไปที่หมาป่าหางหนามตัวหนึ่งจนมันลอยละลิ่วไป
ฟ้าที่วิ่งตามมาคว้าหอกสั้นเล่มหนึ่งไว้ในกำมือพลางอัดพลังลงสู่หอก ฟ้าเหวี่ยงแขนสุดแรงซัดหอกสั้นเล่มนั้นไปยังหมาป่าหางหนามอีกตัวหนึ่งที่เหลือ
หอกสั้นส่งเสียงหวีดหวิวทะลวงอากาศไปปักที่กลางท้องของหมาป่าหางหนามอย่างแม่นยำ ตัวมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงก่อนจะกระอักเืล้มลง
“ซ้ายกับขวาด้านละ 2ตัว มาแล้วครับ” เสียงนิทานดังขึ้นจากด้านหลัง
หมาป่าหางหนามอีก 4ตัวกระโจนออกมาจากพุ่มหญ้าหลังจากที่มันวิ่งอ้อมแนวกำแพงไฟมาได้แล้ว ทั้ง 4ตัวจู่โจมอย่างมีแบบแผนราวกับกองทหารผู้ชำนาญศึก แยกขนาบโจมตีซ้ายขวาใส่ชกลุ่มของนิทาน
ระหว่างโจนทะยาน พวกมันกลับกระแทกเข้ากับบางสิ่งกลางอากาศอย่างรุนแรง เขี้ยวเล็บบางส่วนหักทลายพร้อมรอยเืที่มุมปาก
ฟ้าหยิบหอกเล่มใหญ่ประจำตัวของตัวเองออกมาขณะพุ่งตรงไปหากลุ่มหมาป่าหางหนาม 2ตัวทางซ้ายที่กระเด็นออกไป ไพรยืดแขนกลับเป็แขนปกติ ถอยเพียงไม่กี่ก้าวก็ยืดแขนตนอีกครั้ง เข้าไปพัวพันกับหมาป่าหางหนามอีก 2ตัวทางขวา
ราตรีขณะนี้พึ่งจะยิงศรออกไปสังหารหมาป่าหางหนามตัวที่กระเด็นออกไปด้วยโล่ของไพร ราตรีน้าวสายธนูอีกครั้ง เตรียมสังหารหมาป่าหางหนามทางด้านขวาที่กำลังพัวพันกับไพร ขณะนั้นเองที่เสียงของนิทานดังขึ้นอีกครั้ง
“คุณราตรีครับ ด้านหลังของคุณไพรก่อนครับ!”
ประสบการณ์อันช่ำชองของนักผจญภัยระดับมรกตทำให้เธอไม่ชะงักไปแม้แต่น้อย เปลี่ยนเป้าหมายไปตามคำสั่งของสหายร่วมทีมทันที
ราตรีเห็นเงาร่างใหญ่ั์สายหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้อยู่ห่างจากไพรเพียงไม่กี่เมตร หากไพรกลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
ราตรีปล่อยสายธนูออก เสียงหวีดหวิวตัดฝ่าอากาศพุ่งสู่เงาสายนั้นอย่างแม่นยำ ตาของมันทอประกายเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ สัญชาตญาณของมันสั่งให้มันหลบฉากไปด้านข้าง
เวลานี้ร่างของมันปรากฏออกมาแล้ว เป็หมาป่าหางหนามอีกตัวที่ขนาดตัวใหญ่กว่าตัวอื่นมากนัก ส่วนสูงเกือบ 2เมตร เขี้ยวแหลมยาวเฟื้อย หนามที่หางก็เป็สีดำ ต่างจากหมาป่าหางหนามตัวอื่นที่เป็สีเทา
จ่าฝูง! หมาป่าหางหนามระดับผู้เรียนรู้!
หมาป่าจ่าฝูงที่พึ่งถอยหลบฉากขาััพื้นอีกครั้ง ดินตะกุยเป็ทางจากน้ำหนักตัว แต่กลับไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมาแม้แต่น้อย รอบขาทั้ง4ของมันปรากฏลมสายหนึ่งพัวพันอยู่ราวกับกำลังพยุงตัวให้แก่มัน
คำแห่งพลัง ลม งั้นสินะ ใช้ลมกลบเสียงเท้าััพื้นเพื่อเคลื่อนไหวโดยไร้เสียงเหรอ ฉลาดดีนี่ นิทานประเมินศัตรูตรงหน้า
ขณะที่ทุกคนกำลังจับจ้องไปที่หมาป่าหางหนามจ่าฝูง อินจันทร์ก็พุ่งทะยานออกไป ในมือถือดาบคู่สองเล่ม ร่างของอินจันทร์เปล่งแสงเล็กน้อย ระดับความเร็วเพิ่มสูงขึ้น เพียงไม่นานก็ไปถึงจุดปะทะระหว่างฟ้าและหมาป่าหางหนามทั้ง 2 อินจันทร์ที่พุ่งเข้ามาฉวยจังหวะที่หมาป่าหางหนามทั้ง 2หลบหลีกหอกขนาดใหญ่ของฟ้าโจมตีจุดตาย
ดาบทั้ง 2เล่มปักเข้าไปที่ใต้คอของหมาป่าหางหนามทั้ง 2ตัว ปลิดชีพมันในทันที อินจันทร์ะโออกมา
“คุณฟ้ากับคุณไพรเข้าต่อสู้กับจ่าฝูงได้เลยครับ คุณอรุณสนับสนุนคุณฟ้ากับคุณไพร หมาป่าหางหนามอีก2ตัว ปล่อยให้ผมกับคุณราตรีจัดการเอง!”
ได้ยินดังนั้นก็ยังคงเป็ราตรีที่ไวที่สุด หันไปยิงใส่หมาป่าหางหนามที่พึ่งโดนโล่ของไพรกระแทกถอยไป ศรที่ยิงอย่างฉุกละหุกนี้ปักเข้ากลางศีรษะ สังหารหมาป่าหางหนามตัวนั้นในทันที ไพรหันกลับไปพร้อมกับลดความยาวของแขนให้สั้นลง เพิ่มมวลกล้ามเนื้อที่แขนทั้งสองข้างแทนการยืดขยายก่อนเข้าไปพัวพันกับจ่าฝูง
ฟ้ารับคำสั่งอย่างทันท่วงที คว้าหอกสั้นเล่มเล็กขึ้นมาอีกเล่ม เหวี่ยงหอกสุดแรงไปที่จ่าฝูงเพื่อสนับสนุนสหายของตน
ตาไกรเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อเห็นอินจันทร์สามารถรับมือกับเหตุไม่คาดฝันได้อย่างไร้ที่ติ มือที่เรืองแสงน้อย ๆ ค่อย ๆ จางลงพร้อม ๆ กับไอความร้อนทรงพลังรอบตัว
คำแห่งพลัง ไฟ สินะ ก็นะ อาศัยอยู่ในเมืองหลวงก็ไม่แปลกหรอก นิทานที่กอดอกสังเกตทุกสิ่งจากด้านข้างคิด
หมาป่าหางหนามตัวสุดท้ายไม่อาจรับการโจมตีจากทั้งอินจันทร์และราตรีได้อีกต่อไป เมื่อมันเผลอก็มีศรอากาศปักลงกลางกระหม่อมของมัน สิ้นใจตามหมาป่าหางหนามตัวอื่นไป
หมาป่าหางหนามจ่าฝูงเมื่อเห็นสมาชิกฝูงตัวสุดท้ายสิ้นชีพลง ั์ตาสีดำของมันก็กลายเป็สีแดงฉาน เงยหน้าขึ้นฟ้าคำรามกึกก้อง
“ระวังให้ดีนะครับ มันคลั่งแล้ว!”
มันยกหางที่มีหนามแหลมคมสีดำของมันขึ้นมาก่อนทุบลงไปที่พื้นสุดแรง หางของมันเกิดการเปลี่ยนแปลง หนามที่หางหดกลับเข้าไปในร่าง ก่อนจะเริ่มงอกออกมาใหม่อีกครั้งทั่วทั้งแผ่นหลังของมัน หนามสีดำแหลมคมขึ้นถี่ยิบทั่วแผ่นหลัง กลายเป็ทั้งเกราะและอาวุธ
“คุณไพรกับคุณอรุณเน้นที่การป้องกันเลยครับ หน้าที่โจมตีให้เป็ของคุณราตรีกับคุณฟ้า มันเป็ผู้เรียนรู้ระดับ 2คำครับ!”
สิ้นเสียงของอินจันทร์ ร่างของหมาป่าก็ห่อหุ้มไปด้วยสายลมจาง ๆ ก่อนพุ่งเข้าหาไพรอย่างรวดเร็ว
ไพรในเวลานี้ไม่ตื่นตระหนก แขนทั้ง 2ที่ยืดออกก็หดกลับมาเป็ขนาดเท่าเดิม เมื่อไพรเลือกที่จะไม่ยืดระยะ แขนของเขากลับโป่งพองอัดไปด้วยพลังแทน
ขาทั้งสองของไพรเรืองแสงขึ้น ก่อนจะมีรากไม้ยืดออกมาจากขาทั้งสอง ฝังลงดินกลายเป็ที่ค้ำยันอันแข็งแกร่ง
ไพรเกร็งตัว ยกโล่ขึ้นมาไว้ด้านหน้ารับการพุ่งกระแทกของหมาป่าหางหนามจ่าฝูง ตาของอรุณเรืองแสงขึ้นขณะมองไปที่เบื้องหน้าของไพรก่อนมวลอากาศบริเวณนั้นคล้ายจับตัวแข็ง
ตูม!
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อร่างใหญ่ั์ของหมาป่าหางหนามจ่าฝูงเสริมด้วยความเร็วมหาศาลส่งผลให้ความรุนแรงจากการพุ่งชนนั้นแทบไม่ต่างไปจากการโดนโทรลล์ั์ 4แขนหวดกระบองใส่ โล่อากาศเบื้องหน้าไพรปริแตกลงขณะที่หมาป่าหางหนามจ่าฝูงพุ่งทะลวง ฝ่าเข้ามาถึงตัวไพรด้วยความเร็วที่ลดลงไปกว่าครึ่ง
ตูม!
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว
ไพรกัดฟันยืนหยัดรับแรงกระแทก กล้ามเนื้อที่แขนแน่นเกร็ง สีหน้าของไพรขึ้นสีเขียวจากการกัดฟันเกร็งเต็มพิกัด ขาทั้งสองไม่ขยับเขยื้อนจากรากที่ฝังลึกลงในดิน หลังยื้อแรงกันอยู่ชั่วครู่ก็เป็ฝ่ายของหมาป่าหางหนามจ่าฝูงที่ปราชัย หยุดลงตรงหน้าโล่นั้นเอง
ศรไร้สภาพศรหนึ่งที่ราตรีน้าวธนูทิ้งไว้เป็เวลานานพุ่งออกไปในวินาทีนั้น มุ่งตรงไปที่ใบหน้าของหมาป่าหางหนามจ่าฝูง มันม่านตาหดวูบ ะโหลบทันที แต่ศรนั้นกลับะเิออกกลายเป็แสงจ้าจนมันตาพร่า
ดินบริเวณใต้ร่างของมันกลายสภาพเป็เหมือนน้ำ ร่างของฟ้าโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน หอกที่อัดไปด้วยพลังแทงตรงไปที่ส่วนท้องของหมาป่าหางหนามที่ไร้การป้องกัน อรุณยกสองมือขึ้นมาเอื้อมไปทางหมาป่าหางหนามจ่าฝูง สองมือเรืองแสงบางเบาแล้วจึงทำท่าคว้าจับ หมาป่าหางหนามจ่าฝูงร่างค้างอยู่กลางอากาศราวกับโดนมือขนาดั์จับไว้มั่น
หอกของฟ้าที่พุ่งตามเข้ามาทะลวงเข้าร่างของหมาป่าหางหนามจ่าฝูงอย่างโหดร้าย ร่างของมันที่สมควรกระเด็นไปตามแรงกระแทกกลับยังคงถูกจับไว้กลางอากาศส่งผลให้หอกขนาดใหญ่ของฟ้าทะลวงลึกยิ่งกว่าเดิม
ร่างของมันสั่นสะท้าน แรงสั่นะเืจากภายในร่างปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ตาของมันเบิกกว้าง เืไหลนองออกมาจากทวารทั้ง 7
มันที่กำลังจะส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธกลับเห็นศรไร้สภาพแหวกอากาศเข้ามาอีกครั้ง
ศรนั้นปักเข้ากลางดวงตาของมัน ทะลวงไปถึงสมอง ภาพทุกอย่างดับลง ไร้เสียงลมหายใจและการเคลื่อนไหวใด ๆ อีกต่อไป หนามบนตัวและลมที่ห่อหุ้มร่างกายของมันค่อย ๆ จางหายไป