ตอนที่ห้า Experiment 2
ผมได้ทำการจดผลการทำลองลงสมุดบันทึกกรทดลองเอาไว้
ข้อแตกต่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับคนบ้าอยู่ที่วิธีการ methodology เพียงเท่านั้น
ขอเพียงผมจดบันทึกไว้ผมก็มีพื้นฐานในการที่จะตั้งงคำถามและทดลองต่อไปในอนาคต
เวลาต่างกันประมาณสิบห้านาทีเป็ไปตามที่ผมคิดเอาไว้
นอกเหนือไปจากข้าวต้มที่ร้อนนนั้นมีการเย็นลงหากปล่อยทิ้งเอาไว้และข้าวต้มที่เย็นนนั้นร้อนขึ้นได้หากผมเอาไปอุ่น
ผมสามารถเลือกที่จะเดินทางไปในเวลาที่ปรากฏในหนังสือนิทานได้ก่อนที่พวกครอบครัวหมีจะกลับมา
แต่ผมไม่สามารถย้อนเวลาไปในโลกนั้นก่อนที่ผมจะไปครั้งแรกได้
แต่หลังจากนั้นผมสามารถย้อนกับไปอีกครั้งจากที่ไกลๆและส่องดูบ้านของหมีสามตัวจากกล้องส่องททางไกลว่าพวกหมีนั้นวิ่งไล่เด็กสาวออกมาจากบ้าน
โชคดีที่นี่ไม่ใช่โลกนิยายสยองขวัญที่หมีกินเด็กสาวไม่อย่างนั้นผมคงต้องใช้ลูกซองที่ผมเตรียมมาในการยิงหมีในชุดปลอมตัวเป็นนายพรานของผม
ผมพยายามจะไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อเื่หากไม่จำเป็
แต่การดูคนบริสุทธิ์ตายต่อหน้าก็ทำให้ผมลำบากใจ
แน่นอนเด็กสาวไปกินข้าวต้ม บุกรุกและไปนอนบนเตียงในบ้านของหมีสามตัวแต่ผมไม่คิดว่านั่นมันคือความผิดที่โทษถึงตาย
เมื่อพวกเขามีชีวิตจิตใจจริงๆและไม่ได้ชั่วร้ายอะไรขนาดนั้นผมก็ทำร้ายพวกเขาไม่ลงเช่นกัน
และเวลาที่ห่างกันเท่ากับว่าเวลาที่ผมไปผจญภัยเวลาในโลกนี้ไม่เปลี่ยนไปเท่าไร
เพราะผมพยายามย้อนกลับมาในโลกตนเองในอดีตก่อนที่ผมจะเดินทางไปไม่ได้
แต่ว่าผมก็ไม่คิดจะเดินทางมาในเวลาเดียวกับที่ตนเองพึ่งเดินทางเข้าโลกนิยายจึงพยายามเหลื่อมเวลาไว้หนึ่งนาทีเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในการเดินทางข้ามมิติ
นั่นคือกฎที่ตอนนี้ผมยังหลีกเลี่ยงไม่ได้และกฎความปลอดภัยที่ผมสร้างให้ตนเอง
ส่วนในอนาคตหากผมได้อุปกรณ์ที่ย้อนเวลาได้กฎข้อนี้จะเปลี่ยนไปในโลกความเป็จริง...ไม่สิโลกนี้
ผมขอเรียกว่าโลกไพร์มละกัน
เพราะสิ่งที่ผมไปเห็นมาและข้าวต้มที่ผมใช้กล้องขยายส่องและต้มให้อุ่นนั้นสามารถกินได้ตามปรกติไม่ได้เป็พิษอะไร
ผมไม่อยากจะลดค่าสถานะความเป็มนุษย์ของผู้คนแม้ว่าพวกเขาจะอยู่คนละมิติกับผมก็ตาม
ผมจดบันทึกลงในสมุดและเก็บอุปกรณ์ต่างๆอย่างดี
ทำความสะอาดบ้านไปพลางพร้อมกับคิดว่าจะทดลองอะไรต่อไปในอนาคต