ตอนที่ 4 หอขุมทรัพย์
“บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว! ไม่ได้ ข้าต้องไปหาคุณชายอวี๋ ชีวิตของเ้ามีค่ามากกว่าชีวิตของหญิงต่ำช้าคนนั้นอีก เ้าจะติดคุกไม่ได้!” ฉาซื่อนั่งอยู่บนบันไดร้องไห้โฮออกมาอย่างหดหู่ แววตาที่มองหลิงซานฉิงราวกับอยากลอกคราบอีกฝ่าย คล้ายกับหญิงชราสะดุ้งตื่นจากความฝัน นางลุกขึ้นพลางมองรถม้าของตระกูลอวี๋ และก้าวเท้าจะวิ่งตามออกไป
ทว่าฉาจื่ออันว่องไวจึงดึงนางเอาไว้ทัน แล้วก็กล่าวยกคุณธรรมที่อยู่ในหนังสือออกมาว่า “ลูกผู้ชายต้องไม่กลัวตาย? เมื่อหนึ่งคำหลุดจากปาก สี่ม้ายากตามกลับคืน[1] ติดคุกแล้วจะเป็อะไรไป?”
เวลานี้ หลิงซานฉิงพอจะมีเวลามาเช็ดหน้าเช็ดมือให้เจี่ยนเจี่ยน และฟังบทสนทนาระหว่างสองแม่ลูกไปด้วย
ดูเหมือนฉาจื่ออันวางแผนจะเข้าคุกในอีกหนึ่งเดือนจริง ๆ ทำไมเล่า เขายอมแพ้ขนาดนี้เลยรึ? แต่หลิงซานฉิงจะไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่าย ๆ แน่นอน!
หลิงซานฉิงครุ่นคิดว่าหากอยากหาเงินให้ได้ห้าร้อยตำลึงภายในหนึ่งเดือน จะต้องทำสิ่งของที่แปลกใหม่ออกมา
สิ่งของแค่ชิ้นเดียวคงจะไม่พอ นางจะต้องใช้ประโยชน์จากความสามารถในชาติก่อนให้ดี
ส่วนสิ่งที่นางถนัดที่สุดในชาติก่อน… หลิงซานฉิงหรี่ตาขึ้นมาราวกับแมวน้อย แววตาฉายประกายความกะล่อนออกมา
ฉาซื่อไม่ได้ดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของฉาจื่ออัน ราวกับว่านางคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ความมืดสลัวในแววตาก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็เปล่งประกายออกมา สองมือจับแขนฉาจื่ออันไว้แน่น และเอ่ยออกมาเสียงดัง “จื่ออัน ไม่เช่นนั้นเ้าก็เขียนจดหมายส่งไปให้อาจารย์สวีเพื่อขอความช่วยเหลือจากเขา…”
ทว่าฉาจื่ออันกลับมีแววตาสลด เขาดึงมือของมารดาออกจากแขน และโบกมือให้นางพลางกล่าวว่า “วันนี้ข้าทำผิด แล้วจะยังมีหน้าไปพบอาจารย์ได้อย่างไร! ท่านแม่ท่านอย่าพูดถึงมันอีกเลย!!”
คล้ายกับหญิงชราได้สูญเสียจิติญญาไป นางได้แต่หงอยเหงาเศร้าซึม มองดูควันไฟที่อยู่ไม่ไกล นางค่อย ๆ หุบปาก มองผ่านหลิงซานฉิงไปอย่างรวดเร็ว และถือโอกาสออกไปจากลานบ้านโดยที่ทั้งสองคนไม่ทันได้สนใจ
หลิงซานฉิงค้นหาความทรงจำในหัว สวีเจี้ยนไป๋ผู้นั้นคือผู้ดูแลการศึกษาระดับท้องถิ่นในการสอบระดับท้องถิ่นของฮาจื่ออัน
คนผู้นี้ชื่นชมความสามารถของฉาจื่ออันเป็อย่างมาก ทั้งสองคนกลายเป็สหายต่างวัยกัน สวีเจี้ยนไป๋ยังชี้แนะเขาบ่อย ๆ และฉาจื่ออันก็ปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับอาจารย์ผู้มีพระคุณ
ต่อมาสวีเจี้ยนไป๋ก็ออกไปจากอำเภอหรงอิน เลื่อนขั้นเป็ขุนนางระดับจังหวัด และยามนี้มีตำแหน่งเป็ขุนนางขั้นสาม ทำให้ตอนนี้เขามีชื่อเสียงไปทั่ว ทว่าสิ่งนี้ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา ทั้งสองมักจะเขียนจดหมายหากันบ่อย ๆ
นี่คือเหตุผลที่ฉาซื่อให้ฉาจื่ออันขอความช่วยเหลือจากเขา
เพียงแต่ฉาจื่ออันมีนิสัยหัวแข็ง ไม่ยอมเอ่ยถึงเื่เหล่านี้มาแต่ไหนแต่ไร และหลังจากที่สวีเจี้ยนไป๋ไปแล้ว เขาก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายรู้เื่ที่ตัวเองโดนกดขี่จากนายอำเภอ
ดังนั้นการขอความช่วยเหลือจากอาจารย์สวีจึงเป็เื่ที่ต้องตัดทิ้งไป เพียงแต่...แววตาหลิงซานฉิงพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา นางมีวิธีแล้ว
“พูดถึงอาจารย์สวี ต้นหลิวที่ปลูกไว้นอกศาลาริมทางที่เ้าบอกลาเขาในปีนั้น คงหนากว่าขาของเจี่ยนเจี่ยนแล้ว” หลิงซานฉิงแสร้งทำเป็พูดลอย ๆ ออกไป และชำเลืองดูปฏิกิริยาของฉาจื่ออัน
“เกรงว่าคงไม่มีโอกาสได้พบกับอาจารย์อีกแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปดูแล้วกัน” ดวงตาของฉาจื่ออันเศร้าสร้อย แฝงไปด้วยความหมดอาลัยตายอยากเล็กน้อย ได้แต่เหม่อมองความมืดนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย
สิ่งที่หลิงซานฉิงรอคอยอยู่ก็คือประโยคนี้ นางพูดชักจูงให้ฉาจื่ออันพานางไป และหาข้ออ้างไปห้องครัวอีกครั้ง จากนั้นจึงเข้านอน
เตียงในยุคอดีตนั้นแข็งจนหลิงซานฉิงนอนไม่หลับทั้งคืน ผนวกกับที่ได้นึกถึงเื่ต่าง ๆ นางก็ทนรอไม่ไหวแล้ว อยากที่จะออกไปจากบ้านเสียเดี๋ยวนี้
เช้าตรู่วันถัดมา หลิงซานฉิงยังคงทำอาหารสำหรับนางกับเจี่ยนเจี่ยนแค่สองคนเท่านั้น
นางนึกตามแผนการของนางในวันหน้าซึ่งฉาจื่ออันต้องออกแรง ท้ายที่สุดจึงฝืนทำให้เขาไปถ้วยหนึ่ง
ถนนที่มุ่งไปสู่ศาลาริมทางมีสองสาย สายแรกอ้อมผ่านกำแพงเมืองไป ส่วนอีกสายหนึ่งต้องผ่านตลาดอันคึกคัก
หลิงซานฉิงดึงแขนเสื้อฉาจื่ออันไว้ พูดเหมือนออดอ้อนให้พาไปเดินเล่นที่ตลาด ฉาจื่ออันขนลุกไปทั่วร่าง แต่สุดท้ายก็ยอมโบกมืออย่างจำใจ “เช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
นางจับมือของเจี่ยนเจี่ยนและเดินเข้าไปในตลาด กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ราวกับเด็กน้อย บางครั้งนางก็ลูบัักับสิ่งของแปลกใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในยุคนี้
สิ่งของเหล่านี้ไม่ยากอะไรสำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานฝีมืออย่างนาง แต่ว่ามันคงทำเงินไม่ได้หรอก แววตาอันชาญฉลาดของนางเหลือบมองไปทางทิศตะวันออกบ้าง ทิศตะวันตกบ้าง และในที่สุดก็มีหอแห่งหนึ่งดึงดูดความสนใจของนาง
'หอขุมทรัพย์' ตัวหนังสือสีทองเพียงไม่กี่ตัวสะท้อนแสงวิบวับภายใต้แสงแดด แววตาหลิงซานฉิงเปล่งประกาย กล้าตั้งชื่อเช่นนี้ออกมา ไม่แน่ว่าภายในอาจจะมีสิ่งของที่นางอยากจะดู
ทว่าฉาจื่ออันที่กำลังเลือกกระดาษและน้ำหมึกในร้านแผงลอยกลับขมวดคิ้ว เพราะเขาถูกหลิงซานฉิงใช้แรงผลัก และนางยังรีบพูดขึ้นว่า “ของเ่าั้มีไม่อะไรน่าดูหรอก เ้าซื่อบื้อ พวกเราไปดูที่นั่นกันดีกว่า!”
สมแล้วที่เป็หอขุมทรัพย์ สิ่งของสวยงามมีค่าทำให้หลิงซานฉิงผู้ที่ข้ามเวลามาต้องตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็น
ไม่ว่าจะเป็ปิ่นดอกไม้ที่ดูเนียนประณีต การปักผ้าที่สวยงาม และยังมีของที่มีเพียงทักษะระดับปรมาจารย์ในยุคนี้เท่านั้นที่จะทำออกมาได้ ของเหล่านี้มีราคาสูงมาก และวัสดุที่ใช้นั้นเกินกว่าที่หลิงซานฉิงจะเอื้อมถึง
ความรู้สึกผิดหวังแวบเข้ามาเล็กน้อย ดูเหมือนจะมาถนนสายนี้เสียเปล่าแล้ว นางลูบหัวเจี่ยนเจี่ยนและหมุนตัวเตรียมเดินออกไป
เวลานี้มีแสงแดดสาดส่องเข้ามาพอดี ทำให้ภายในมุมอับสว่างขึ้นทันใด
นางมองตามแสงไป พลางหันกลับไปมองวัตถุที่วางอยู่ตำแหน่งนั้นอย่างแปลกใจ ไม่ใช่กระจกของยุคนี้หรอกรึ?
ยามนี้นางรู้สึกใ รีบก้าวเท้ากลับเข้ามาทันที
นางรีบเดินไปอยู่ด้านข้างกระจกนั้นอย่างรวดเร็วและสำรวจอย่างละเอียด
กระจกตกแต่งด้วยการแกะสลักลายดอกไม้กลวง ๆ แม้จะไม่ได้สว่างเท่ากระจกในชาติก่อน แต่กลับใช้กระจกสำริดเป็ส่วนใหญ่
ด้านหน้ามีไม้เล็ก ๆ หนึ่งแผ่นติดเอาไว้ และเขียนไว้ว่าห้าร้อยตำลึง
ราคานี้ทำให้นางแปลกใจไม่น้อย นางเดินไปรอบ ๆ หลังกระจกอย่างเงียบ ๆ และมองดูอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตัดสินใจ
วิธีสร้างกระจกไม่ถือว่ายุ่งยากอะไรนัก ในชาติก่อนนางเคยเข้าร่วมวิชาหัตถกรรมและสร้างของขึ้นมา เพียงแต่ว่านางแกะลายฉลุโลหะไม่เป็ หากทำขึ้นมาต้องไม่คุ้มราคาแน่นอน แต่นางก็คงต้องลองทำดู
ฉาจื่ออันเห็นท่าทางของภรรยาที่สนใจกระจกอย่างยิ่งก็ลังเลที่จะพูดออกมา
เขาคลำเงินในแขนเสื้อ เงินเหล่านี้เขาตั้งใจนำมาซื้อกระดาษและหมึก
เขาไม่เคยคิดที่จะคืนเงินห้าร้อยตำลึงั้แ่แรกอยู่แล้ว เมื่อก่อนเขาลังเลที่จะใช้ของดี ๆ แต่ยามนี้เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งเดือน เขาจึงไม่คิดที่จะใจแคบอีกต่อไป
เพียงแต่ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงว่าจะนำเงินไปซื้อกระจกเลย เพราะแม้แต่ไม้แดงที่เอามาทำเป็ป้ายราคาก็ยังซื้อไม่ได้ “ซานฉิง ข้า…” ความละอายใจพรั่งพรูเข้ามา ฉาจื่ออันยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกขอโทษหลิงซานฉิงสำหรับหลายปีมานี้ เขาอยากจะพูดอะไรออกไป ทว่าคำพูดกลับติดอยู่ในลำคอ
เมื่อหลิงซานฉิงได้ยินคำพูดของฉาจื่ออันก็รู้สึกะเืใจ นางจึงตบแขนเขาเบา ๆ และยิ้มให้สามีของนางเป็ครั้งแรกหลังจากที่ได้เกิดใหม่ในร่างนี้ “กระจกนี้มีอะไรดีกัน พรุ่งนี้พวกเรามาทำกระจกกันเองเถอะ!”
ประโยคนี้ไม่ได้พูดไปเฉย ๆ เช่นนั้น แต่นางพูดออกมาจากใจจริง นางคิดวิธีได้แล้ว และรู้สึกเหมือนได้ยกหินผาออกจากอก
หลิงซานฉิงอุ้มเจี่ยนเจี่ยนขึ้นมาอย่างมีความสุข พลางทำหน้าทะเล้นหยอกล้อจนเขายิ้มออกมา
ฉาจื่ออันยิ้มเฝื่อน เขาเข้าใจเพียงแค่ว่าหลิงซานฉิงกำลังล้อเล่น
อากาศแจ่มใส และยังเป็เวลาดีที่จะเดินเล่น หากไม่ใช่เพราะเื่เงินห้าร้อยตำลึงวนเวียนอยู่ในหัว นางคงมีความสุขเหมือนได้ท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิ
หลิงซานฉิงปล่อยเจี่ยนเจี่ยนลงและดึงแขนเสื้อขึ้น จากนั้นก็พาเขาโผเข้าใส่ผีเสื้อที่บินอยู่นอกศาลาริมทาง
ฉาจื่ออันยืนอยู่ใต้ต้นหลิวที่ปลูกไว้เมื่อตอนที่เคยบอกลาในปีนั้น และการยืนครั้งนี้เป็การยืนที่ยาวนานนัก
กระทั่งดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูง เสียงหัวเราะด้วยความสนุกสนานก่อนหน้าได้หายไปในต้นไม้ใบหญ้าที่เติบโตอยู่ตรงนี้ และในตอนนี้เองฉาจื่ออันก็สังเกตเห็นว่าเด็กและผู้ใหญ่ทั้งสองคนได้หายไปแล้ว
“อาอา”
ทันใดนั้น มือเล็ก ๆ ก็ััเข้ากับฝ่ามือของฉาจื่ออัน แล้วก็รีบชักออกไปทันที ฉาจื่ออันก้มหน้า พลันความหวาดกลัวก็ผ่านเข้ามาในดวงตากลมโตของเจี่ยนเจี่ยนที่กำลังมองเขาอยู่
ในฐานะพ่อ เขาไม่เคยสนใจเด็กคนนี้แม้แต่น้อย เมื่อนึกถึงสถานการณ์ที่ต้องพบเจอใน่นี้และมองดูท่าทางที่น่าสงสารของเด็กน้อยอีกครั้ง เขาก็ยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก และยื่นมือไปกอบกุมมือเล็ก ๆ เอาไว้
เจี่ยนเจี่ยนรู้สึกประหลาดใจ ก่อนจะยักไหล่ วางนิ้วชี้บนริมฝีปาก และชี้ไปยังกอหญ้าที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นก็พาฉาจื่ออันเดินเข้าไปอย่างเงียบ ๆ
หลิงซานฉิงกำลังนั่งลงบนแผ่นหินรกร้าง นางนำถุงผ้าออกมาจากอกเสื้อ และนำของสีดำที่ตัดเป็ชิ้นเล็ก ๆ ออกมาจากข้างใน จากนั้นก็คลี่ม้วนภาพอีกแผ่นหนึ่งออก และกางไว้บนตักของนาง ก่อนจะวาดบางอย่างลงไปบนนั้น
ฉาจื่ออันรู้จักกระดาษนี้ดี มันคือกระดาษเฉิงซินถังที่อาจารย์สวีเคยมอบให้เขาตอนเข้าสอบซิ่วไฉ เขาเก็บรักษามันไว้ไม่เคยนำออกมาใช้ ทว่ายามนี้กลับถูกหลิงซานฉิงที่แม้แต่อักษรก็ยังเขียนได้ไม่สวยทำลายลงไป
เขาโมโหจนเผลอสะบัดมือของเจี่ยนเจี่ยนทิ้ง แล้วเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด “เ้ากำลังทำอะไร!”
[1] หมายถึงคำพูดของเรา เมื่อเราพูดออกไปแล้วจะกลับกลายเป็นายเราทันที เหมือนดั่งม้าสี่ตัวที่ยากจะตามกลับมา