“อะไรคะ ไม่มี” เธอตอบเสียงสูงพลางส่ายมือไปมาปฏิเสธ
“แล้วทำไมต้องหน้าแดง”
“แสงสะท้อนจากกุหลาบมั้งคะ” เธอตอบส่ง ๆ ก่อนที่รวิพาจะปล่อยยิ้มออกมาอย่างคนผ่านโลกมาก่อน
“พี่ไม่ว่าอะไรหรอกนะถ้าจะมีใครเข้ามา เพราะน้องสาวของพี่โตพอที่จะมีความรักอย่างจริงจังเหมือนคนอื่น ขออย่างเดียว ให้เขารักน้องสาวของพี่อย่างจริงใจ ไม่ทอดทิ้งก็พอ” รมิตานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกบางอย่างได้
“พี่วิพาคะ มิตาถามอะไรอย่างได้ไหม”
“ว่ามาสิ”
“ครั้งแรกที่พี่มีความรัก ตอนนั้นมีอาการยังไง และต้องทำตัวยังไงคะ” รวิพาปล่อยยิ้มออกมา แล้วเท้าคางมองน้องสาวของตัวเองอย่างภูมิใจ
“รักแรกของพี่เริ่มจากความเป็เพื่อน แต่ความใกล้ชิดทำให้ความรู้สึกค่อย ๆ มากขึ้น รับรู้ได้จากจังหวะการเต้นของหัวใจ ที่เปลี่ยนไป นั่นแปลว่าเรากำลังหวั่นไหวเพราะเขา ถ้าถามพี่ว่าต้องทำตัวยังไง....พี่ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่สำหรับพี่แล้ว เมื่อรู้ว่าทั้งสองคิดตรงกัน ก็ควรทำตามหัวใจตัวเอง เปิดใจคบกันอย่างเปิดเผย ไม่มีอะไรเสียหายหรอกนะ เพราะความรักเป็สิ่งสวยงาม” คำตอบของรวิพาทำให้มิตาพยักหน้าเข้าใจ
“เหมือนพี่กับพี่โยธินใช่ไหมคะ” รวิพานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายศีรษะปฏิเสธ
“เปล่าหรอก พี่หมายถึงคนรักเก่าของพี่น่ะ” รมิตาขมวดคิ้วแปลกใจเล็กน้อย
“คนรักเก่า ใครเหรอคะ พี่โยธินไม่ใช่แฟนคนแรกของพี่เหรอ”
“ไม่ใช่หรอกจ้ะ และพี่เองก็ทำผิดกับเขาไว้ด้วย เป็ตราบาปที่พี่จะไม่มีวันลืมเลย” รวิพาเผลอพูดออกมาด้วยความอัดอั้น ก่อนจะได้สติแล้วหันมายิ้มกับน้องสาวอีกครั้ง
“ช่างเถอะเนอะ เื่ผ่านมาแล้วอย่ารื้อฟื้นเลย” รมิตาอยากถามอีกหลายอย่าง แต่เห็นพี่สาวพูดตัดบทจึงยอมเงียบไปไม่ก้าวล่วง อันที่จริงเธอไม่ค่อยรู้เื่ราวความรักของรวิพาเท่าไหร่นัก เพราะพี่สาวไม่ค่อยมีเวลาเล่าเื่ราว ๆ ต่างของเธอให้ฟัง กว่ารมิตาจะรู้จักโยธิน พี่สาวของเธอก็ตั้งท้องได้หลายเดือนแล้ว ทั้งสองพูดคุยกันอีกไม่นานจึงวางสายไป
รวิพาก้มหน้าลงพลางเลื่อนสายตามองไปยังเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนหลับอยู่ ก่อนที่ภาพของนคินทร์จะหวนกลับมาให้เธอรู้สึกผิดอีกครั้ง
“ฉันขอโทษนะคะ หวังว่าคุณจะเริ่มต้นใหม่กับใครที่ดีพร้อมกว่าฉัน” หญิงสาวภาวนาให้เขาเจอคนที่พร้อมจะใช้ชีวิตด้วย ก่อนจะก้มลงหอมแก้มลูกสาวด้วยความรัก
หนึ่งเดือนผ่านไป...
ภายในห้องผู้บริหารอย่างศิวกร เขาเปิดดูรูปของรมิตาช้า ๆ พร้อมกับรอยยิ้มอ่อน ก่อนจะสอบถามประวัติของเธออย่างละเอียดกับคนของเขา
“ประวัติเด็กคนนี้ใช้ได้เลยทีเดียว เรียนและทำงานไปด้วย ถือว่าไม่เกียจคร้าน หน้าตาผิวพรรณก็ดูดี เหมาะสมกับลูกชายของฉัน หมู่นี้นายคินทร์ก็ดูสนใจเธอเอามาก ๆ เทียวตามรับตามส่งกันไม่เว้นแต่ละวัน จนพนักงานในบริษัทเริ่มซุบซิบกันละว่าสองคนนั้นใกล้ชิดเกินกว่าเ้านายและลูกน้อง”
“คุณท่านครับ แล้วเื่ที่คุณนคินทร์จะไปปราจีนบุรีที่จะถึงนี้ล่ะครับ จะเปลี่ยนให้ใครไปแทนคุณรมิตาไหม”
“ไม่ ๆ” เขาชูมือปฏิเสธโดยทันที
“เื่นี้แล้วแต่นคินทร์จะตัดสินใจ หากเขาคบกันจริง ฉันจะได้เตรียมงานแต่งเร็ว ๆ นคินทร์จะได้เป็ฝั่งเป็ฝา แล้วหันมาตั้งใจบริหารงานอย่างเต็มที่เสียที”
“คุณพ่อว่าไงนะครับ” เสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้น ก่อนที่สายตาของทุกคนในห้องจะหันมองไปยังต้นเสียงเป็ตาเดียวกัน พร้อมกับสองเท้าของนคินทร์เดินเข้ามายังบิดา
“ออกไปก่อน” ศิวกรหันไปบอกคนของเขา ก่อนจะเลื่อนสายตามายังลูกชายหัวแก้วหัวแหวน
“เมื่อกี้ นินทาอะไรผมกับรมิตาอยู่เหรอ”
“เปล่า ไม่ได้นินทา” ชายกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะก้มลงเซ็นเอกสารอีกสองสามแผ่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถามลูกชายด้วยความสงสัย
“เข้ามาหาฉัน มีอะไรหรือเปล่า”
“มีครับ”
“ว่ามา”
“พ่อพร้อมใช่ไหม ถ้าผมจะขอรมิตาแต่งงาน” ชายกลางคนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าขึ้นลง
“อย่างที่ฉันเคยบอก ถ้านายชอบรมิตาจริง ๆ เื่งานแต่งขอแค่ให้บอก จำไม่ได้หรือไง”
“จำได้ครับ แต่ผมแค่มาถามพ่ออีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนที่ผมจะขอเธอแต่งงาน” ศิวกรหรี่ตามองลูกชายอีกครั้ง ก่อนจะจับจ้องมองตรงมายังแววตาแข็งกระด้างของเขา
“นคินทร์ ฉันเลี้ยงดูนายมาั้แ่เล็ก นายรักคนยาก เป็คนเข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง เอาเข้าจริงฉันก็แปลกใจไม่น้อย ระยะเวลาเพียงแค่สองเดือน รมิตาทำอะไรให้นายหลงรักถึงกับยอมเอ่ยปากว่าจะขอเธอแต่งงาน” ชายหนุ่มหลบสายตาของผู้เป็บิดาแล้วเตรียมเบี่ยงตัวออก
“เดี๋ยวก่อน” เสียงเรียกของชายกลางคนทำให้ชายหนุ่มชะงักนิ่ง
“ลูกไม่ได้มีอะไรปิดบังพ่ออยู่ใช่ไหม” สายตารู้ทันของศิวกรทำให้ชายหนุ่มค่อย ๆ ฝืนยิ้มออกมา
“โธ่พ่อครับ...ผมจะปิดบังพ่อเื่อะไร ผมชอบรมิตาจริง ๆ อีกอย่าง ถ้าหากว่าผมแต่งงานกับรมิตาเร็วเท่าไหร่ พ่อก็จะสบายใจมากขึ้นเท่านั้นไม่ใช่เหรอครับ นี่ผมทำเพื่อพ่อเลยนะ แต่ถ้าไม่เห็นด้วย ผมขอดูใจรมิตาไปอีกสักสามสี่ปีก็ได้นะ แต่ก็ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นแล้วผมอยากจะกลับไปเมืองนอกอีกไหม”
“เอาล่ะๆ ไม่ต้องมาขู่ฉัน จะแต่งก็แต่ง พร้อมเมื่อไหร่ก็แค่บอกฉัน แล้วฉันจะจัดการทุกอย่างให้”
“ขอบคุณครับ” เขาปล่อยยิ้มออกมาอย่างพอใจ ก่อนจะหันกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง