บทที่58 บุตรบุญธรรม
พลังแห่งคมดาบผ่าฟาดแผ่นอกความเจ็บปวดแผ่ลามไปทั่วสรรพางค์กาย ฮุ่ยจวินรู้ตนว่ามิรอด ในที่สุดก็ถึงคราวที่มันจะได้ติดตามท่านลุงและฮุ่ยไป๋ไปเสียทีฮุ่ยจวินมันไม่กลัวตาย ความตายสำหรับมันในตอนนี้อุปมาดั่งนอนหลับ ทว่ามันแค่เสียดายเสียดายที่มิอาจสืบทอดปณิธานความตั้งใจของตนที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งปลาใหญ่กินปลาเล็กนี้
แต่ชะตากรรมของคนมิอาจฝืนเมื่อสู้อย่างเต็มที่แล้วผลออกมาอย่างไรก็ต้องยอมรับ มันเกิดมามีชีวิตที่อาภัพ มันก็จำต้องแบกรับความเป็นจริงในข้อนี้
นัยน์ตาของฮุ่ยจวินหลับพริ้มประกายพลังระดับราชันย์ยุทธ์อันแดงก่ำเริ่มทะลวงผ่าร่างของชายหนุ่มทีละน้อย ดาบตัดทะลวงทุกสิ่งที่อยู่ระหว่างอกของชายหนุ่มภายในอกเสื้อจึงมิอาจไม่มีสิ่งใดไม่ถูกทำลาย
ประกายพลังสีแดงตัดผ่านชุดคลุมชุดคลุมก็ขาดหวิ่น
ประกายพลังสีแดงกระทบถูกแท่งเงินแท่งเงินก็หักครึ่ง
ประกายพลังสีแดงฟันถูกแผนที่หนังสัตว์แผนที่หนังสัตว์ก็ฉีกขาด
ประกายพลังสีแดงสัมผัสถูกผ้าห่อโอสถผืนบางประกายพลังอันคมกริบกลับชะงักค้าง!
แผ่นอกของฮุ่ยจวินที่กำลังจะถูกผ่าแยกพลันปรากฏเจตจำนงแห่งพลังปาฏิหาริย์ที่เหนือล้ำแผ่พุ่งออกมาแสงสีขาวบริสุทธิ์เจิดจ้าสว่างวาบแผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ก่อนแสงสีขาวนั้นจะผนึกเป็นค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ลอยเด่นเหนือแผ่นอกกลืนกินประกายพลังแห่งคมดาบของราชันย์ยุทธ์ ทั้งยังแผ่พุ่งมหาวิถีแห่งพลังจู่โจมออกอย่างคลุ้มคลั่งจนคนของนิกายเทวะวจนะต้องบาดเจ็บสาหัสมิอาจหยัดยืน!
อู่ถงเบิกตาโพลงอย่างไม่คาดคิด
“เจ้ามีค่ายกลแห่งมหาวิถีวจนะปัญญาระดับสูงได้อย่างไร!”
มิทันที่มันจะได้คำตอบเมื่อระดับพลังราชันยุทธ์บนดาบปลายโค้งของมันถูกทำลาย ประกายแสงสีขาวก็แผ่พุ่งจากค่ายกลราวกับแสงสุดท้ายแห่งวจนะเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังค่ายกลที่คมชัดแลแจ่มแจ้งนี้ สีหน้าของอู่ถงก็ซีดเผือดลงทันใด
นี่คือพลังในมหาวิถีวจนะปัญญาของแสงสังหารแห่งวจนะ!
“เหตุใดเจ้าถึงได้มีพลังของท่านผู้นั้นติดกาย…”
เปรี้ยง!!!!
แสงสุดท้ายแห่งวจนะผ่าเปรี้ยงเข้าใส่ร่างของอู่ถงอย่างรวดเร็วโดยที่คำกล่าวของมันยังติดอยู่ในลำคออู่ถงมิอาจต่อต้านพลังค่ายกลของจอมบัณฑิตระดับสูงได้ ร่างของมันลอยละลิ่วไปพร้อมกับโลหิตที่สาดกระจายใครจะไปคิดว่าจะโชคร้ายพานพบกับพลังของแสงสังหารแห่งวจนะเช่นนี้
ด้านฮุ่ยจวินยังคงงุนงงเหตุใดบนกายของมันถึงได้มีพลังปาฏิหาริย์ในมหาวิถีวจนะปัญญาได้ จวบจนกระทั่งมันได้เหลือบมองเห็นผ้าสีขาวแผ่นบางที่ลอยค้างกลางอากาศบริเวณหน้าอกของตนมันจึงจดจำได้ว่านี่คือผ้าห่อโอสถที่สตรีไร้ใจนางนั้นให้มันกินแก้พิษ มันถือวิสาสะเก็บผ้าแผ่นนี้ที่นางทิ้งไว้โดยที่มันก็ไม่คาดคิดว่าผ้าห่อโอสถผืนบางที่ดูไม่โดดเด่นอันใด กลับแฝงด้วยพลังค่ายกลปาฏิหาริย์แห่งวจนะปัญญาที่ร้ายกาจถึงขั้นนี้
ของที่ร้ายกาจเช่นนี้นางจะหลงลืมทำตกไว้โดยไม่ใยดีอย่างนั้นหรือ
หรือแท้จริงแล้วนางตั้งใจที่จะทิ้งไว้ให้มันตั้งแต่ต้น
ฮุ่ยจวินได้คิดจึงสำนึกขอบคุณในน้ำใจของสตรีซึ่งคล้ายรู้จักแต่ก็ไม่รู้จักนางนั้นนางเคยยื่นมือช่วยมันหลายครา และก็เป็นอีกคราที่ของวิเศษของนางได้ช่วยชีวิตมันในครั้งนี้
ฮุ่ยจวินมองผ้าสีขาวผืนบางที่กำลังร่วงตกลงพื้นบัดนี้พลังปาฏิหาริย์บนผ้าถูกปลดปล่อยไปจนสิ้นแล้ว มันไม่มีความวิเศษหลงเหลืออีกต่อไปทว่าฮุ่ยจวินกลับรีบคว้าเอาไว้ เพราะแม้มันจะกลับกลายเป็นผ้าธรรมดา แต่ในจิตใต้สำนึกของมันยังบอกว่านี่คือสิ่งพิเศษสำหรับมันตลอดไป
ฮุ่ยจวินมองผ้าผืนบางในมือก่อนจะเก็บมันไว้ในอกเสื้อดังเดิม ก่อนที่มันจะมองไปยังเหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะที่ระเนระนาดตรงหน้าจังหวะนี้คือโอกาสอันดีที่สุดที่จะหลบหนี แต่มันกลับเลือกที่จะเดินออกไป พร้อมวางห่อยาจำนวนหนึ่งทิ้งไว้ตรงหน้าของพวกมันก่อนจะฝืนอาการบาดเจ็บที่ตนได้รับ แบกร่างของจางจวิ้นหลบหนีไปอีกทางในทันที
ทุกผู้ล้วนสิ้นสติหมดแล้วแต่อู่ถงกลับยังคงมีสติอยู่ มันเห็นการกระทำของฮุ่ยจวินก่อนจาก มันรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากเช่นเดียวกับสายตาที่เริ่มมองมดปลวกตัวนี้เปลี่ยนแปลงไป
เช่นเดียวกับจางจวิ้นมันไม่คิดว่ายังคงมีคนอย่างฮุ่ยจวินดำรงอยู่บนโลก แต่ครานี้มันไม่คิดที่จะตำหนิฮุ่ยจวินแม้เพียงนิดมันกลับครุ่นคิดว่า ก่อนตายฟ้าได้ส่งเสริมให้มันพานพบแลรู้จักกับผู้ที่ประเสริฐเช่นนี้ทำให้ความตายของมันที่ใกล้จะมาถึงคล้ายได้รับการปลอบประโลมไปเป็นอย่างมาก
ฮุ่ยจวินทะยานเลียบไปตามผาขาดอาศัยแมกไม้ที่ดกครึ้มหลบเลี่ยงหูตาผู้คน หนีคนจากนิกายเทวะวจนะมาพักหนึ่งก็บังเอิญไปเผชิญหน้ากับคนของพรรคเอกยาจกการหลบหนีของฮุ่ยจวินจึงเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามไม่มีที่สิ้นสุด คนของพรรคเอกยาจกที่นำโดยผู้อาวุโสจื่อจิ้งก็กำลังควานหามันแทบพลิกแผ่นดินหนีเสือมาปะจระเข้เช่นนี้ทำให้มันหลบหนีได้อย่างยากลำบากเป็นอย่างมาก
แต่ถ้าให้เลือกระหว่างเผชิญกับคนของนิกายเทวะวจนะกับคนของพรรคเอกยาจกแน่นอนว่าตอนนี้มันต้องเลือกพรรคเอกยาจก ทว่ายังมิทันจะพุ่งผ่านไปยังกลุ่มขอทานมากมายเวลาชั่วธูปไหม้ก็พ้นผ่านไปแล้ว!
เมื่อชั่วธูปไหม้หมดลงก็มิรู้ว่าเป็นตอนไหนที่สามจอมคาถาได้มาถึง!
ฮุ่ยจวินเข้าใจว่าตนหลบรอดจากคนของนิกายเทวะวจนะมาพ้นแล้วแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดมันถึงยังถูกตามตัวมาได้ จนกระทั่งจอมคาถาผู้หนึ่งหัวเราะขึ้นพร้อมกับดึงสายพลังที่ดูซีดจางสายหนึ่งกลางอากาศ โดยปลายสายพลังนั้นเป็นดั่งเชือกที่ผูกติดร่างของจางจวิ้นมาอย่างมิรู้ตัวพอรู้เช่นนั้นมันค่อยได้ร่ำร้องย่ำแย่ในใจ
นี่ก็คือหนึ่งในเคล็ดคาถาที่สามจอมคาถาบริกรรมทิ้งไว้ตั้งแต่เแรกเมื่อต่อสู้กับจางจวิ้นเป็นคาถาที่ราวกับชะนักติดหลังบุรุษชรา ซึ่งมิว่ามันจะหลบหนีไปยังที่ใด มันก็มิอาจหนีพ้นสามจอมคาถาเหล่านี้!
“เจ้าทำให้พวกข้าแปลกใจมิน้อยที่สามารถหนีรอดจากเงื้อมมืออู่ถง"
“มิรู้ว่ามดปลวกอย่างเจ้าใช้อุบายใดจึงหนีรอดทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกข้า เจ้าจะต้องตาย"
“ครานี้อย่านึกฝันว่าจะรอดพ้น!”
เสียงเอะอะดังสนั่นไปทั่วทั้งป่าคนของพรรคเอกยาจกจึงรับทราบว่าบริเวณมิไกลได้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งขึ้น พวกมันสนใจเรื่องราวจึงคิดมาดูแต่เมื่อรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนิกายเทวะวจนะ พวกมันจึงมิกล้าเสนอหน้าออกไปข้องเกี่ยวเพราะเกรงจะถูกลูกหลงจื่อจิ้งจึงนำกองกำลังของตนเปลี่ยนทิศทางออกตามหาร่องรอยของฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถาด้านอื่นบริเวณโดยรอบป่าแห่งนี้จึงมีเพียงคนห้าคนเท่านั้น
สามจอมคาถาเตรียมลงมือเข้าใส่หนึ่งบุรุษชราและหนึ่งบุรุษหนุ่มให้จบสิ้นตรงนี้!
เสียงบริกรรมคาถาที่เร่งเร้าจึงถูกปลดปล่อยมหาวิถีแห่งวจนะคาถาถูกผนึกเป็นพลังปาฏิหาริย์ที่ร่องลอยเหนือแผ่นฟ้า หนึ่งมหาวิถีวจนะคาถาคือหนึ่งเสียงอันศักดิ์สิทธิ์แลทรงพลัง โสตประสาทการรับเสียงของฮุ่ยจวินจึงสะท้านอึงอนจนคนแทบแก้วหูแตกดับมันได้แต่เร่งเร้าพลังลมปราณสามัญฝืนปิดกั้น
เสียงปิดกั้นได้แต่พลังที่แผ่พุ่งมิอาจปิดกั้น!
“ทิ้งข้าลงแล้วรีบหนี"
จางจวิ้นกล่าวเสียงรอดผ่านไรฟัน
ฮุ่ยจวินกล่าวตอบโดยทันที
“มาถึงขนาดนี้แล้วยังจะหนีเอาชีวิตรอดคนเดียวได้อย่างไร"
จางจวิ้นซาบซึ้งใจแต่ยิ่งซาบซึ้งมันยิ่งไม่อยากเห็นฮุ่ยจวินต้องมาตกตายพร้อมกับมัน
“หรือเจ้าไม่กลัวตาย"
แม้ประสบกับพลังที่ตัดสินความเป็นตายตรงหน้าได้ฮุ่ยจวินกลับมีนัยน์ตาที่มั่นคงไม่โลเลเลยซักนิด
“ทุกผู้ย่อมกลัวตายแต่จะให้เลือกหนีโดยทิ้งพวกพ้องให้รับชะตากรรมที่เบื้องหลัง สำหรับข้านั่นนับว่าน่ากลัวยิ่งกว่าความตาย”
จางจวิ้นมองเบื้องหลังของบุรุษหนุ่มด้วยความนิ่งค้างก่อนที่มันจะเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา
“ชีวิตสุดท้ายของข้ามิเคยต้องการอะไรมากกว่าการได้ล้างแค้นก่อนตายทว่าวันนี้ความต้องการสุดท้ายของข้ากลับเปลี่ยนไป”
มันจ้องมองฮุ่ยจวินอย่างลึกล้ำแล้วกล่าวต่อ
“หากมีบุตรเช่นเจ้าก่อนตายวิญญาณข้าก็คงไม่ยึดติดแลตายตาหลับ"
ฮุ่ยจวินเบือนหน้าคืนกลับไปมองบุรุษชราแวบหนึ่งมันรู้ดีว่าบุรุษชราผู้นี้เป็นไม้ใกล้ฝั่ง มีโอกาสได้อยู่บนโลกอีกไม่นานแล้ว พอได้ฟังความต้องการจากใจจริงของบุรุษชรามันก็อดที่จะกล่าวขึ้นมามิได้
“พ่อบุญธรรมท่านอย่าพึ่งถอดใจตอนนี้”
ได้ยินบุรุษหนุ่มเรียกตนว่าพ่อบุญธรรมความยินดีที่ยากอธิบายก็พลันเอ่อล้น น้ำตาที่มิเคยหยดไหลนับแต่ที่เสียบุตรชายไปก็พลันหยาดหยดแม้จะเห็นประกายอันใสกระจ่างเพียงน้อยนิด นี่ก็แสดงถึงความสุขในจิตใจอันบอบซ้ำของบุรุษชรามากเพียงไหนมันกล่าวเสียงสั่นเครือ
“เด็กประเสริฐ"
พอกล่าวคำนี้ออกมาร่างของมันก็พลันลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีทองทันใด
บุรุษชรามิอาจฝืนโคจรพลังญาณในกายได้แต่พลังที่มันปลดปล่อยนี้คือพลังชีวิตเสี้ยวสุดท้ายที่มันเหลืออยู่!
เพื่อปกป้องบุตรบุญธรรมของตนให้รอดพ้นจากชะตากรรมบุรุษชรามันได้แผดเผาพลังชีวิตกอปรกับโลหิตสุดท้ายเพื่อฟื้นคืนพลัง!
ฮุ่ยจวินมิรู้เรื่องในวิถีพลังญาณแต่มันเป็นแพทย์ ฉะนั้นย่อมรับรู้ถึงพลังชีวิตของบุรุษชรา มันสัมผัสได้ว่าจุดชีพจรชีวิตของบุรุษชราเต้นถี่เร็วจนราวกับมิใช่ชีพจรของมนุษย์ความเร็วนี้แม้แต่สัตว์ที่มีอายุขัยที่สั้นที่สุดก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้ ทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าบุรุษชราได้ผลาญพลังชีวิตของตนเพื่อดึงเอาพลังออกมาในครานี้
“พ่อบุญธรรมท่านคิดจะทำอะไร"
จางจวิ้นแย้มยิ้ม
“การที่ได้รักษาชีวิตบุตรอันประเสริฐเช่นเจ้านี่ก็คือความสุขสุดท้ายของผู้เป็นบิดาแล้ว"
รอยยิ้มนี้ของจางจวิ้นอาจเป็นรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดนับแต่ที่มันเสียบุตรชายไปขนาดชีวิตสุดท้ายของมันได้มาถึง มันกลับแย้มยิ้มอย่างมีความสุขออกมาได้ นี่แสดงให้เห็นว่าฮุ่ยจวินมีความสำคัญเกินคำว่าบุตรบุญธรรมไปไกลแล้วบุรุษชรามองฮุ่ยจวินราวกับเป็นบุตรที่สูญเสียไปของมันก็ปาน
เพื่อปกป้องบุตรชายชีวิตสุดท้ายต่อให้หาไม่ มันก็จักไม่เสียดาย
ย่าห์!!!!
เสียงคำรามก้องของบุรุษชราผุดแทรกกลางเสียงบริกรรมคาถาของสามจอมคาถาแห่งนิกายเทวะวจนะเปลวเพลิงสีทองที่แผดเผาจากพลังชีวิตแลโลหิตสุดท้ายได้ผลักดันเข้าใส่พลังในมหาวิถีวจนะคาถาที่กำลังผนึกรวมกลางอากาศ
หนึ่งห่าพิรุณวจนะคาถาพร่าพรมจากแผ่นฟ้าหนึ่งเปลวเพลิงสีทองแห่งชีวิตและสายเลือดได้แผดเผาขึ้นต้านรับ เสียงกึกก้องพร้อมความอัศจรรย์จึงแผ่ลามกลืนกินฟ้าประกายไฟแลพลังหยาดหยดราวกับดอกไม้ไฟ วจนะคาถาที่ก่อลักษณ์ราวห่าพิรุณแตกกระจัดกระจายไปทั่วสารทิศเช่นเดียวกับสะเก็ดของเปลวเพลิงที่ลุกโหมยากควบคุม สะเก็ดแห่งวจนะคาถาพุ่งกระจัดกระจายร่วงตกเข้าใส่ทุกสรรพสิ่งร่างของบุรุษชราถูกทิ่มแทงจนแทบเป็นรูพรุน สภาพที่ย่ำแย่เป็นเพราะมันได้ฝืนพลังกายเฮือกสุดท้ายออกมาบังร่างของฮุ่ยจวินไว้!
ส่วนสามจอมคาถาก็ถูกสะเก็ดของเปลวเพลิงสีทองอันแกร่งกร้าวเผาผลาญสะเก็ดเพลิงที่ตกลงมาครอบทุกสารทิศ คาถาใดก็ยากต่อต้าน เช่นนั้นร่างของพวกมันจึงถูกแผดเผาอย่างทรมานร่างมอดไหม้เลือนหายในบัดดล!
เปลวเพลิงจากพลังชีวิตแลสายเลือดสุดท้ายรุนแรงยิ่งรุนแรงขนาดปลิดชีพสองจอมคาถาได้ในพริบตา!
จอมคาถาอีกผู้เป็นเพราะแอบหลบที่เบื้องหลังของสหายทั้งสองมันจึงถูกเปลวเพลิงแผดเผาเพียงเบื้องหน้า แต่กระนั้นร่างของมันก็ไหม้เกรียม ผิวแหลกเละดำเมี่ยมน่าสยดสยองมันไม่ตายแต่ก็สาหัสเป็นอย่างมาก มันจึงทั้งโกรธแค้นแลเดือดดาลแทบอยากจะฉีกกระชากร่างของบุรุษชราเป็นชิ้นๆ
มันจึงบริกรรมคาถาอย่างรัวเร็วฟังไม่เป็นคำพลังแห่งวจนะคาถาก็แผ่พุ่งอย่างสะเปะสะปะยากคาดเดา ฮุ่ยจวินที่โอบอุ้มร่างของจางจวิ้นซึ่งเต็มไปด้วยโลหิตก็พาบุรษชราพริ้วกายหลบหนีจากการโจมตีดังกล่าวทว่าฮุ่ยจวินก็บาดเจ็บเป็นอย่างมาก ซ้ำยังถูกเศษพลังแห่งวจนะคาถาที่แตกกระจัดกระจายก่อนหน้าแฉลบผ่านร่างของจางจวิ้นมาทิ่มแทงกายจนมีโลหิตไหลอาบความรวดเร็วในท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาจึงตกลง มิอาจหลบพ้นจากวจนะคาถาอันสะเปะสะปะแลคลุ้มคลั่งของจอมคาถาผู้นั้นได้!
กระแสพลังอันแหลมคมแหวกฝ่าอากาศมุ่งมาที่แผ่นหลังของฮุ่ยจวินแต่ก็เป็นอีกครั้งที่จางจวิ้นได้ฝืนสะบัดกายพลิกตัวออกมา พร้อมใช้ร่างของตนต้านรับพลังการโจมตีแทนบุตรชายบุญธรรมของตน!
เปรี้ยง!!!!
“พ่อบุญธรรม!”