ธงสีเลือดผืนแรกสะบัดเหนือแนวสน
ก่อนชาวโม่เหอจะทันถามว่ามันคือสิ่งใด ผืนที่สอง ผืนที่สิบและผืนที่ร้อยก็ทยอยโผล่ขึ้นตามสันเขาราวกับราตรีรอบหมู่บ้านถูกกรีดเป็นแผลยาวนับไม่ถ้วน
ลมหนาวพัดผืนธงให้ตึง เสียงผ้ากระทบอากาศดังพรึ่บพร้อมกัน
เด็กหญิงคนหนึ่งชี้ขึ้นภูเขา “นั่นงานเทศกาลหรือ?”
มารดารีบดึงมือนางลงแล้วปิดปากไว้
ไม่มีผู้ใดตอบ
ชาวบ้านที่เฝ้าเรือนผู้ใหญ่บ้านออกมายืนกลางหิมะ บางคนถือจอบบางคนถือคบไฟ บางคนมือเปล่า ใบหน้าทุกคู่เงยขึ้นมองสิ่งเดียวกันความเงียบที่เกิดขึ้นหนักเสียยิ่งกว่าเสียงตะโกน
เยี่ยซิงเหอยืนตรงปากอุโมงค์ เลือดจากหางตายังอุ่นอยู่บนแก้มรอยร้าวในรากฐานสีทองเต้นตามชีพจรทุกครั้งที่เขาหายใจ
เขามองธง แต่ไม่เปิดเนตร
ภาพที่ศัตรูส่งผ่านตราวิญญาณเมื่อครู่ยังติดอยู่หลังเปลือกตาขบวนคนในเกราะสีคล้ำ แถวธนู ชายฉกรรจ์ที่ลากโซ่ และเงาร่างซึ่งไม่เหมือนผู้มารบหากเหมือนผู้มารับสิ่งของที่เตรียมไว้แล้ว
สิ่งของนั้นคือชาวโม่เหอ
“ปิดประตูทุกหลัง” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
เสียงของเขาไม่ดัง แต่ตัดความเงียบขาดในคราวเดียว
“เอาเด็กกับคนเดินไม่ไหวไปเรือนกลางผู้ที่ยังยกถังน้ำได้ให้ไปโรงเกลือ ผู้ใดมีเชือก มีผ้าหนาหรือมีน้ำมันเหลือแม้ครึ่งไห นำออกมาให้หมด”
ชายผู้หนึ่งถามเสียงสั่น “พวกมันมีกี่คน?”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบจำนวน “มากกว่าพวกเรา”
“มากกว่าเท่าใด?”
“มากพอให้การนับไม่ช่วยให้เจ้ารอด”
ความหวาดกลัวไหลผ่านกลุ่มคนเหมือนน้ำเย็นชายสองคนหันกลับไปทางเรือนของตนหญิงผู้หนึ่งกอดห่อผ้าแน่นแล้วถามว่าทางลำธารด้านตะวันตกยังหนีได้หรือไม่
เยี่ยซิงเหอก้าวขึ้นจากอุโมงค์
“ทางตะวันตกมีธงสิบเจ็ดผืน” เขากล่าว“รอยเท้าลงมาถึงแนวหินแล้ว”
หญิงผู้นั้นหน้าซีด
“ด้านใต้เล่า?” อีกคนถาม
“มีคนซ่อนหลังป่าสน”
“แล้วด้านเหนือ?”
“ค่ายกลโลหิตอยู่ใต้ดิน”
ทุกคำตอบปิดทางหนีทีละทาง จนสิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่ความหวังหากเป็นความจริงที่ไม่มีผู้ใดหลบสายตาได้อีก
คนเฝ้าโรงเกลือซึ่งถูกมัดอยู่ในอุโมงค์หัวเราะแห้ง ๆเสียงหัวเราะเล็ดลอดขึ้นมา “มันสายแล้ว...จ้าวนิกายไม่เคยเหลือทางให้ผู้ใด”
ชาวบ้านหลายคนหันไปหาเขาพร้อมกันความกลัวแปรเป็นความโกรธวูบหนึ่ง ชายร่างใหญ่ยกด้ามจอบหมายจะลงไปแต่เยี่ยซิงเหอขวางไว้
“ฆ่าเขาตอนนี้ก็ไม่ทำให้ธงหายไป”
“มันขายพวกเรา!”
“จึงต้องให้มันเห็นว่าของที่มันขายยังไม่ตาย”
ชายร่างใหญ่กำด้ามจอบจนข้อนิ้วขาว ก่อนลดมือลงช้า ๆ
ผู้เฒ่าโม่มองเยี่ยซิงเหอครู่หนึ่งจากนั้นใช้ปลายไม้เท้าขีดลงบนหิมะเป็นวงล้อมหมู่บ้านวงนั้นเบี้ยวตามแนวเรือนและลำราง ไม่งดงามเหมือนค่ายกลในตำรา
“โม่เหอมีทางเข้าใหญ่สามทาง” เขากล่าว“แต่ศัตรูไม่ได้คิดเข้าทางประตู มันจะหาจุดที่ค่ายกลของเราหายใจ”
เขาปักไม้เท้าลงตรงจุดเจ็ดแห่งรอบวง
“เสาหินเก่า บ่อน้ำ โรงเกลือ เรือนบรรพชน สะพานไม้ ลานตากฟืนและต้นสนผ่าอสนี ทั้งเจ็ดแห่งเป็นจุดรับแรง หากจุดหนึ่งดับอีกสองจุดข้างเคียงต้องรับแทน”
ชาวบ้านมองรอยขีดโดยไม่เข้าใจทั้งหมด แต่จดจำชื่อสถานที่ได้
“แต่ร่องเกลือด้านสะพานพังแล้ว” ผู้ดูแลฟืนกล่าว
“ข้ารู้”
“น้ำมันเหลือไม่ถึงสองไห”
“ข้าก็รู้”
“เช่นนั้นจะป้องกันอย่างไร?”
ผู้เฒ่าโม่เงยหน้าขึ้น “ด้วยสิ่งที่ยังเหลือ”
เขาชี้ผู้คนออกเป็นกลุ่มอย่างรวดเร็วผู้ที่เคยล่าสัตว์ไปเฝ้าหลังคา ผู้ที่ขุดดินเป็นให้ปิดทางอุโมงค์สาขาหญิงชราที่จำทางน้ำใต้หมู่บ้านได้ถูกเรียกมาบอกตำแหน่งบ่อเก่าเด็กโตช่วยขนถังทรายแทนน้ำมันที่ไม่มี
ไม่มีหน้าที่ใดดูยิ่งใหญ่
แต่เมื่อทุกคนมีสิ่งให้ทำ มือที่สั่นก็เริ่มนิ่งลง
เยี่ยซิงเหอก้มมองผังบนหิมะ “ข้าจะไปตรวจเจ็ดจุด”
“เจ้าไปไม่ได้ทุกจุด” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
“ข้าเร็วกว่า—”
“และบาดเจ็บกว่าทุกคน”
เยี่ยซิงเหอเงียบ
ผู้เฒ่าโม่ลากเส้นจากสะพานไม้ไปถึงต้นสนผ่าอสนี“ศัตรูเห็นเจ้าที่ด้านตะวันออกเมื่อคืน มันจะคาดว่าเราวางเจ้าไว้ตรงนั้นข้าจะให้มันคาดถูกครึ่งหนึ่ง”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้าเฝ้าแนวสะพานกับลานฟืน อยู่ข้างหน้าแนวค่ายกล”
คนรอบข้างหันมามอง
แนวนั้นเปิดโล่งที่สุดเกลือในร่องถูกเลือดใต้ดินกัดเสียกว่าครึ่ง และหากศัตรูยิงธนูจากชายป่าผู้ยืนตรงสะพานจะไม่มีเรือนกำบัง
“ให้เด็กคนนี้ออกไปล่อหรือ?”ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเพิ่งฟื้นจากพิษพิงกรอบประตูถาม เสียงยังอ่อนแต่ชัด “ข้าไม่ยอม”
ผู้เฒ่าโม่ตอบ “ข้าให้เขาเป็นตา ไม่ใช่เหยื่อ”
“ต่างกันที่ใด?”
“ตารู้ว่าตนกำลังมองสิ่งใด”
เยี่ยซิงเหอก้มมองเส้นบนหิมะเขารู้ว่าผู้เฒ่าไม่ได้ส่งเขาออกไปเพราะเชื่อว่าเขาไร้เทียมทาน ตรงกันข้ามผู้เฒ่ารู้ดีที่สุดว่ารากฐานของเขาเปราะเพียงใด
แต่ในหมู่บ้านไม่มีผู้ใดมองเห็นปราณโลหิตใต้หิมะได้ก่อนมันถึงตัว
“ข้าจะไป” เขากล่าว
ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้ว “ซิงเหอ”
“หากข้าอยู่กลางหมู่บ้าน พวกมันจะเลือกจุดที่ไกลที่สุดจากข้าหากข้าอยู่ข้างหน้า อย่างน้อยเราบังคับให้พวกมันเปิดมือ”
ผู้เฒ่าโม่พลิกไม้เท้าแล้วเคาะกลางอกเขาเบา ๆตรงตำแหน่งที่รากฐานสั่นอยู่
“จำไว้ เจ้าไม่ได้ออกไปชนะ”
“ข้ารู้”
“เจ้าต้องมอง แล้วกลับมาบอก”
“ข้ารู้”
“หากเห็นโอกาสสังหารคนหนึ่ง แต่การสังหารทำให้เจ้าเปิดรากฐานจงปล่อยมันไป”
เยี่ยซิงเหอไม่ตอบในทันที
ผู้เฒ่าโม่หรี่ตา “เจ้าไม่รู้”
“ข้าจะจำ”
“จำยังไม่พอ”
ผู้เฒ่ากวาดมองชาวบ้านที่กำลังขนทรายและฟืนอยู่รอบลานก่อนกล่าวช้า ๆ
“ถ้าจะปกป้องบ้าน จงปกป้องด้วยชีวิต”
เขาเว้นครู่หนึ่ง
“ไม่ใช่โยนชีวิตทิ้งเพื่อให้ตนดูกล้าหาญ”
เยี่ยซิงเหอรับคำด้วยการพยักหน้า
ก่อนแยกย้าย ผู้เฒ่าโม่วางกฎของค่ายกลไว้สามข้อ
หนึ่ง ไม่มีผู้ใดออกจากวงเกลือโดยลำพัง
สอง เมื่อเสาหินส่งเสียงหนึ่งครั้งให้จุดข้างเคียงส่งปราณหรือแรงคนเข้ารับ หากดังสองครั้งให้ถอยครึ่งช่วงเรือนและหากดังสามครั้ง ห้ามช่วยผู้ใดที่ยังอยู่นอกแนว
สาม ไม่ว่าข้างนอกจะมีเสียงเรียกเป็นเสียงของผู้ใดห้ามเปิดประตูจนเห็นเงาในกระจกน้ำ
ข้อสุดท้ายทำให้หลายคนหน้าซีด
นิกายโลหิตทมิฬไม่ได้เพียงถือดาบมันรู้วิธีใช้ความผูกพันเป็นอาวุธ
ชาวบ้านกระจายตัวไปตามหน้าที่ เยี่ยซิงเหอรับถุงเกลือครึ่งถุงเชือกเส้นหนึ่ง และกระจกทองแดงแตกครึ่งบานจากผู้เฒ่าโม่ ไม่มีโอสถ ไม่มีอาวุธวิเศษไม่มีสิ่งใดพอจะทำให้คนคนหนึ่งรับมือกองทัพ
เขาคาดกระบี่ไว้ด้านหลังแล้วเดินไปทางสะพานไม้
หิมะบนถนนถูกเหยียบจนแข็ง เด็กชายสองคนกำลังช่วยกันลากถังทรายเมื่อเห็นเขา คนหนึ่งถามว่า “พี่ซิงเหอ ธงพวกนั้นมีกี่ผืน?”
“มาก”
“คนใต้ธงทุกคนเป็นผู้ร้ายหรือ?”
เยี่ยซิงเหอชะงัก
ภาพคนลากโซ่ในกองทัพเลือดผุดขึ้นในใจบางคนอาจมาด้วยความสมัครใจ บางคนอาจถูกซื้อวิญญาณเหมือนคนเฝ้าโรงเกลือและบางคนอาจถูกบีบให้เดินเพราะหมู่บ้านของตนถูกเผาไปแล้ว
“ผู้ใดเข้ามาทำร้ายโม่เหอ ข้าจะหยุดผู้นั้น” เขาตอบ
เด็กชายยังอยากถาม แต่เสียงผู้ใหญ่เรียกให้รีบขนของพวกเขาจึงลากถังต่อไป
เยี่ยซิงเหอเดินผ่านสะพานออกไปถึงแนวลานฟืนที่นั่นลมแรงจนคบไฟติดยาก ร่องเกลือบนพื้นขาดเป็นช่วงสีขาวถูกเส้นเลือดดำใต้ดินดันขึ้นมาเหมือนรากไม้เน่า
เขาคุกเข่าลงแตะพื้นด้วยสองนิ้ว
ปราณโลหิตเคลื่อนไหวช้ากว่าเมื่อคืน
ไม่ใช่เพราะอ่อนลง
แต่มันกำลังรอ
เยี่ยซิงเหอเทเกลือลงปิดรอยขาดเพียงบาง ๆแล้วผูกเชือกจากเสาสะพานถึงกองฟืนสามกอง หากมีผู้เหยียบเข้ามาในความมืดเชือกจะดึงเศษกระดูกสัตว์ให้กระทบกันแทนกระดิ่ง
เขาไม่ใช้ปราณเกินจำเป็น
ทุกครั้งที่ยกแขน ความเจ็บจากรากฐานยังแล่นขึ้นอกเตือนว่ารอยร้าวไม่ได้หายเพียงเพราะศัตรูมากขึ้น
เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป
บนภูเขา ธงยังสะบัด
ใต้ภูเขา ไม่มีคนเดินออกมา
ความเงียบทำให้เสียงเล็กที่สุดเด่นชัดเยี่ยซิงเหอได้ยินเสียงพลั่วจากในหมู่บ้าน เสียงไม้แตกจากเรือนที่ถูกรื้อทำแนวกั้นและเสียงสะอื้นซึ่งผู้ใดผู้หนึ่งพยายามกลั้น
จากนั้นเศษกระดูกทางซ้ายกระทบกันหนึ่งครั้ง
กึก
เยี่ยซิงเหอไม่หันไปทันที เขามองกระจกทองแดงในมือ
เงาดำหนึ่งเงาเลื่อนผ่านหลังลานฟืน ไม่มีใบหน้าไม่มีเสียงหายใจ
กึก
คราวนี้เชือกทางขวาสั่น
คนสองกลุ่ม
เขาวางกระจกกับพื้นให้รับแสงจากหิมะแล้วถอยไปยืนตรงกลางระหว่างเสาสะพานกับลานฟืน ตามกฎของผู้เฒ่าโม่จุดทั้งสองเชื่อมกัน หากจุดหนึ่งรับแรง อีกจุดต้องไม่ดับ
เงาแรกพุ่งออกมา
มันไม่โจมตีเยี่ยซิงเหอ แต่โยนหมุดกระดูกใส่ร่องเกลือหมุดปักลงพื้นแล้วดูดสีขาวรอบตัวจนดำ
เยี่ยซิงเหอฟันเชือกเส้นหนึ่ง กองฟืนที่ผูกไว้ล้มลงขวางหมุดกระดูกจึงถูกฝังใต้ท่อนไม้
เงาที่สองปรากฏบนหลังคาโรงร้าง ยกหน้าไม้สั้นเล็งไปยังเสาสะพาน
ลูกดอกพุ่งมา
เยี่ยซิงเหอชักกระบี่เพียงครึ่งฝัก ใช้สันฝักปัดลูกดอกออกเสียงโลหะดังแหลม มือขวาของเขาชาวาบจากแรงสะท้อนที่ซ่อนปราณโลหิตไว้
คู่ต่อสู้ไม่ตามโจมตี ทั้งสองหันหนีทันที
พวกมันมาเพื่อวัดระยะ
เยี่ยซิงเหอจำคำสั่งได้ เขาไม่ไล่
แต่ขณะนั้นเสาหินในหมู่บ้านส่งเสียงกังวานหนึ่งครั้ง
กึง—
เสียงมาจากทิศบ่อน้ำ
เงาทั้งสองตรงหน้าเป็นเพียงสิ่งเบี่ยงสายตาหน่วยอีกกลุ่มแตะจุดค่ายกลด้านในแล้ว
เยี่ยซิงเหอดึงเชือกสัญญาณสองครั้งบอกคนที่ลานฟืนให้รับแนวสะพาน จากนั้นวิ่งกลับเข้าหมู่บ้าน
เขาใช้เพียงกำลังขา ไม่ส่งปราณลงเท้าทว่าความเจ็บในอกยังเพิ่มทุกก้าว
เมื่อถึงบ่อน้ำ เขาเห็นชายชุดดำสามคนอยู่บนกำแพงเรือนพวกมันไม่สู้กับชาวบ้าน เพียงโยนผงแดงลงตามตำแหน่งต่าง ๆแล้วสังเกตว่าเส้นแสงของค่ายกลไหลไปทางใด
ผู้เฒ่าโม่ยืนข้างบ่อ มือหนึ่งกดเสาหิน มือบาดเจ็บสั่นเล็กน้อย
“มันกำลังเขียนผังของเรา” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“ข้ารู้”
“ต้องหยุดคนบนหลังคา”
“โดยไม่ให้มันเห็นว่าจุดใดตอบเจ้า”
ชายชุดดำผู้หนึ่งโปรยผงอีกกำเส้นปราณใต้พื้นเบนจากบ่อน้ำไปทางเรือนบรรพชนทันที
ค่ายกลปกป้องตนเองตามกฎ
และทุกครั้งที่มันปกป้องตนเอง ศัตรูก็เรียนรู้กฎเพิ่มหนึ่งข้อ
เยี่ยซิงเหอมองทั้งสามคนเขาไม่อาจเข้าถึงพร้อมกันโดยไม่ใช้ปราณ หากปล่อยต่อไปพวกมันจะเห็นจุดทั้งเจ็ดครบก่อนกลองครั้งถัดไป
“เปลี่ยนกฎได้หรือไม่?” เขาถาม
“ได้หนึ่งครั้ง” ผู้เฒ่าโม่ตอบ “แต่พวกเราจะตาบอดไปพร้อมมัน”
เยี่ยซิงเหอเข้าใจ
หากตัดการไหลของค่ายกล ศัตรูจะอ่านไม่ออกแต่แนวป้องกันของหมู่บ้านก็จะหยุดชั่วขณะ และปราณโลหิตใต้ดินจะฉวยโอกาสทะลักขึ้น
ชายชุดดำยกมือขึ้นเตรียมโปรยผงที่สี่
เยี่ยซิงเหอสูดลมหายใจ “ตัดมัน”
ไม้เท้าของผู้เฒ่าโม่กระแทกขอบบ่อ
แสงตามพื้นดับลงพร้อมกัน
ความหนาวเปลี่ยนไปในฉับพลัน ปราณโลหิตใต้หิมะผุดขึ้นเป็นไอแดงเสียงกรีดร้องเบา ๆ ดังมาจากใต้ดินราวกับมีคนจำนวนนับไม่ถ้วนฝังอยู่ข้างล่าง
หน่วยสอดแนมหยุดมือ
พวกมันเสียผัง
แต่ชาวโม่เหอก็เสียเกราะ
เยี่ยซิงเหอเปิดเนตร
โลกตรงหน้าถูกลอกสีออก เหลือเส้นปราณสีแดงสามเส้นบนหลังคาและเส้นสีดำหลายร้อยสายใต้พื้น ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้นรากฐานสีทองในกายเขาสว่างขึ้นเอง ทั้งเปราะ ทั้งคมชัด
เขาไม่ปล่อยพลังออกทั้งหมด
เพียงยืมการรับรู้ของมันชั่วลมหายใจเดียว
ตำแหน่งเท้าของชายทั้งสามปรากฏชัด จุดที่หลังคารับน้ำหนักจุดที่พวกมันจะถอย และถุงผงโลหิตที่ซ่อนตรงเอว
เยี่ยซิงเหอฟันกระบี่ลงบนเสาไม้ข้างตัว
แรงกระแทกเดินผ่านคานเรือน ไม่ใช่คลื่นกระบี่ไม่ใช่พลังที่ทำลายทุกสิ่ง เพียงแรงสะเทือนซึ่งถูกส่งไปยังจุดที่เขามองเห็น
กระเบื้องใต้เท้าชายชุดดำแตกพร้อมกัน
คนหนึ่งเสียหลัก ถุงผงที่เอวหล่นลงในบ่อน้ำอีกคนกระโดดถอยแต่เหยียบคานซึ่งร้าวอยู่แล้ว ร่างจึงกระแทกผนังชาวบ้านด้านล่างใช้ตาข่ายคลุมทันที
คนที่สามยังหนีได้
มันหันกลับมามองเยี่ยซิงเหอเพียงแวบเดียว
ใต้หน้ากากไม่มีความตกใจ มีเพียงความสนใจ
มันยกแผ่นหยกสีเลือดขึ้นแผ่นหยกส่องแสงรับกับสีทองที่ยังไม่ทันดับในดวงตาเยี่ยซิงเหอ
หลักฐานถูกส่งออกไปแล้ว
เยี่ยซิงเหอขว้างฝักกระบี่ แต่ช้าไปเพียงครึ่งก้าวชายผู้นั้นกัดสิ่งหนึ่งในปาก ร่างแตกเป็นควันเลือดไหลหนีตามรอยแยกบนหิมะ
เมื่อควันหายไป เนตรของเยี่ยซิงเหอก็ดับ
ความเจ็บแทงผ่านอก รอยร้าวในรากฐานแผ่กว้างอีกเส้นเขาทรุดเข่าข้างหนึ่ง กระบี่ค้ำพื้นไว้จึงไม่ล้ม
ผู้เฒ่าโม่ต่อค่ายกลกลับทันทีแสงจากเรือนบรรพชนไหลมาถึงบ่อน้ำก่อนปราณโลหิตจะทะลักพ้นพื้นเพียงชั่วอึดใจ
เสาหินส่งเสียงครั้งที่สอง
ชาวบ้านถอยครึ่งช่วงเรือนตามกฎ ไม่มีผู้ใดแตกแถว
หน่วยสอดแนมที่ถูกตาข่ายคลุมหัวเราะอยู่ใต้เชือก “พบแล้ว”
เยี่ยซิงเหอเงยหน้า “พบอะไร?”
“สิ่งที่เบื้องบนต้องการ”
ผู้เฒ่าโม่ใช้ไม้เท้ากดจุดที่คอ คนผู้นั้นหมดสติทันที
“มันเห็นรากฐานเจ้า” ผู้เฒ่ากล่าว
“ข้ารู้”
“ข้าบอกให้เจ้าอย่าเปิด”
“หากไม่เปิด มันจะได้ผังค่ายกลครบ”
“ตอนนี้มันได้สิ่งอื่นไปแทน”
เยี่ยซิงเหอเช็ดเลือดที่มุมปาก “สิ่งนั้นอยู่กับข้าข้าย้ายตำแหน่งได้ ผังค่ายกลอยู่กับหมู่บ้าน”
ผู้เฒ่าโม่จ้องเขา ความโกรธในดวงตาไม่ได้มาจากคำตอบผิดหากมาจากการที่คำตอบนั้นมีเหตุผลเกินกว่าจะหักล้าง
ท้ายที่สุดเขาหันไปสั่งให้มัดเชลยไว้ในเรือนบรรพชนและให้เปลี่ยนจุดรับแรงของค่ายกลจากเจ็ดเป็นห้าชั่วคราว ศัตรูรู้กฎเดิมแล้วกฎเดิมจึงใช้ซ้ำไม่ได้
การเปลี่ยนกฎหมายถึงต้องทิ้งสะพานไม้กับลานฟืน
พื้นที่ของหมู่บ้านหดแคบลงอีกครั้ง
ฟ้าใกล้สางยังเป็นสีเทาเข้มธงบนสันเขาเริ่มเลือนจากผืนดำเป็นแดงหม่นชาวบ้านที่เฝ้าบนหลังคาร้องบอกว่ามีไฟปรากฏหลังแนวสน
หนึ่งจุด
สิบจุด
ร้อยจุด
เยี่ยซิงเหอกับผู้เฒ่าโม่ขึ้นไปยังหอเก็บฟืนซึ่งสูงที่สุดในหมู่บ้านจากตรงนั้นมองเห็นหุบเขาสามด้านหิมะกว้างใหญ่เต็มไปด้วยรอยเท้าที่เมื่อคืนยังไม่มี
แถวรอยเท้าทางตะวันออกกว้างหกคน เดินต่อเนื่องจนสุดสายตา
ทางใต้มีหลุมกองไฟมากกว่าสองร้อยหลุมแต่ละหลุมใช้สำหรับคนหลายคน
ทางตะวันตก เงาร่างในเกราะกำลังเคลื่อนผ่านป่าสนเหมือนสายน้ำดำ
เยี่ยซิงเหอนับจากไฟ จากรอยเท้า และจากช่วงเปลี่ยนเวร
เขาหยุดเมื่อจำนวนเกินหนึ่งพัน
ยังไม่นับคนที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน
“พวกมันไม่ต้องใช้คนมากเพียงนี้เพื่อหมู่บ้านหนึ่งแห่ง”เขากล่าว
“มันไม่ได้มาเพื่อหมู่บ้านเพียงอย่างเดียว” ผู้เฒ่าโม่ตอบ
สายตาเขาตกลงบนอกของเยี่ยซิงเหอที่ซึ่งรากฐานสีทองซ่อนอยู่หลังเนื้อหนัง
ศัตรูเคยสงสัย
บัดนี้มันมีหลักฐานแล้ว
บนสันเขาตรงกลาง ธงผืนใหญ่ที่สุดถูกยกขึ้นเส้นสีดำบนผืนแดงขดเป็นรูปปากที่กำลังกลืนดวงดาว
ผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาถึงหอเก็บฟืนโดยมีชายสองคนประคองเมื่อเห็นขบวนเต็มหุบเขา เขาไม่ได้ถามจำนวนอีกเพียงมองจุดค่ายกลทั้งห้าซึ่งเหลืออยู่ในหมู่บ้าน
“ทุกจุดพร้อมแล้ว” เขาบอก“แต่คนที่สะพานอยากรู้ว่าจะถอยเมื่อใด”
ผู้เฒ่าโม่ตอบ “เมื่อเสาหินดังสองครั้งไม่ว่าข้างหน้าจะมีผู้ใดล้ม”
“แล้วถ้าซิงเหอยังอยู่นอกแนว?”
“กฎเดียวกัน”
เยี่ยซิงเหอหันมองผู้เฒ่า ชายชราไม่หลบสายตาการปกป้องหมู่บ้านไม่อาจตั้งกฎหนึ่งสำหรับชาวบ้านและอีกกฎสำหรับเขาหากทุกคนรู้ว่าค่ายกลจะเปิดเพราะเด็กหนุ่มคนเดียว ศัตรูก็จะใช้ชีวิตเขาเป็นกุญแจ
“บอกพวกเขาตามนั้น” เยี่ยซิงเหอกล่าว
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า ก่อนลงจากหอเขาวางมือบนบ่าเยี่ยซิงเหอเพียงครู่หนึ่ง ไม่ห้ามไม่ฝากชีวิตของผู้ใดไว้กับคนคนเดียว และไม่กล่าวคำซึ่งทำให้ภาระหนักเกินความจริง
จากลานด้านล่าง สัญญาณผ้าขาวถูกส่งต่อจากเรือนหนึ่งไปอีกเรือนจุดทั้งห้าตอบรับพร้อมกัน
โม่เหอไม่ได้พร้อมชนะ
แต่พร้อมยืนอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน
ชายฉกรรจ์หลายสิบคนลากกลองศึกออกมาจากแนวสนตัวกลองทำจากสิ่งที่มองไกล ๆ คล้ายไม้ แต่เมื่อแสงเช้าตกกระทบเยี่ยซิงเหอเห็นสีซีดของกระดูก
ผู้เฒ่าโม่ยกมือ
ทั่วหมู่บ้าน การขนของหยุดลง ประตูปิด ผู้คนประจำจุดทั้งห้าไม่มีใดรู้ว่าจะยืนอยู่ได้นานเท่าใด แต่ไม่มีผู้ใดวิ่งอีก
ไม้ตีกลองถูกยกขึ้น
ตุ้ม—
เสียงแรกกลิ้งลงจากภูเขา หิมะบนหลังคาสั่นร่วง
ตุ้ม—
เสียงที่สองทำให้ปราณโลหิตใต้ดินตอบรับเส้นดำทุกสายหันหัวเข้าหาโม่เหอ
เยี่ยซิงเหอกำด้ามกระบี่ รอยร้าวในรากฐานเต้นตามจังหวะเดียวกัน
ตุ้ม—
กลองสงครามดังขึ้นแล้ว