ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ

    จากท้องพระโรงสู่ตำหนักเหอผิง

            ยามเหม่า (05:00-07:00 น.) ณ ท้องพระโรง อันโอ่อ่าตระการตาแห่งราชวงศ์ถัง แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างสูงประดับกระจกสี ลงมากระทบเสาหินอ่อนสลักลายมังกรขนาดใหญ่ที่เรียงรายเป็นทิวแถว พื้นหินขัดมันเงาวับสะท้อนเงาร่างของเหล่าขุนนางที่ยืนสงบนิ่งอยู่ตามตำแหน่งยศศักดิ์ อาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทอง ลวดลายวิจิตรบ่งบอกถึงฐานันดรที่แตกต่างกันไป กลิ่นหอมเย็นของกำยานชั้นดี ลอยอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายแห่งอำนาจและความขรึมขลัง บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบเคร่งขรึม มีเพียงเสียงประกาศพระราชโองการ หรือเสียงกราบทูลข้อราชการของขุนนางผู้ใหญ่เป็นครั้งคราวเท่านั้นที่ดังขึ้นทำลายความเงียบ

    การประชุมราชกิจเช้า ดำเนินไปตามวาระปกติจนกระทั่งสิ้นสุดลง เมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จขึ้นประทับพระราชยานกลับเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในแล้ว เหล่าขุนนางจึงเริ่มทยอยกันถวายบังคมลา และเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันเบาๆ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปยังกรมกองของตน

    นายท่านจ้าว (จ้าวเหวินหยวน) ยืนสงบนิ่งอยู่กับกลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋น กำลังจะขอตัวแยกออกไป แต่แล้วร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมังกรสี่เล็บของ องค์ชายใหญ่หลี่ซวน ก็เคลื่อนเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า พร้อมด้วยรอยแย้มสรวลที่ดูอบอุ่น แต่แววตาคู่คมนั้นกลับฉายประกายบางอย่างที่อ่านได้ยาก 

    “ท่านรองกรมพิธีการจ้าว” องค์ชายใหญ่ตรัสทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงอำนาจ “ข้าเพิ่งได้ทราบข่าวเรื่องบุตรชายของท่าน รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งกับเคราะห์กรรมที่เขาประสบ”

    จ้าวเหวินหยวน รีบประสานมือค้อมกายลงทันที ใบหน้าฉายแววเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด แต่แววตานั้นกลับพยายามกดข่มความรู้สึกภายในใจ ให้ปราศจากร่องรอยพิรุธหรือความขุ่นเคืองใดๆ 

    “ขอบพระทัยองค์ชายใหญ่ที่ทรงมีพระเมตตาห่วงใยพ่ะย่ะค่ะ” เขากล่าวเสียงเบา แต่ชัดเจน “นับเป็นคราวเคราะห์อย่างใหญ่หลวงของสกุลจ้าว กระหม่อม...” เขาแสร้งทำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

    “แต่ข้าก็ได้ยินข่าวลือมาว่า...” องค์ชายใหญ่กล่าวต่อ สายตาจับจ้องใบหน้าของจ้าวเหวินหยวนเขม็ง “...ว่าคุณชายจ้าวรอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ใช่หรือไม่? นับเป็นเรื่องน่ายินดี แต่... บัดนี้อาการของเขาเป็นอย่างไรบ้างเล่า?” คำถามนั้นเหมือนแสดงความห่วงใย แต่ก็เป็นการหยั่งเชิงกลายๆ

    จ้าวเหวินหยวนหายใจยาว แสร้งแสดงความเสียใจระคนความโล่งอก ออกมาอย่างแนบเนียนที่สุด 

    “อาจเพราะเทวดาคุ้มครองหรือไม่ก็สวรรค์เมตตาพ่ะย่ะค่ะ... บุตรชายกระหม่อมจึงรอดชีวิตมาได้ ส่วนเรื่องที่ว่าเจ้าตัวอยู่ที่ไหนนั้น กระหม่อมก็ไม่ทราบได้พ่ะย่ะค่ะ” เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สบพระเนตรองค์ชายใหญ่ด้วยแววตาที่ดูเหมือนจะสิ้นหวัง 

    ก่อนจะก้มหน้าลงอีกครั้ง ทำทีเป็นปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง แล้วจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูปกติที่สุด “ขอบพระทัยอีกครั้งที่องค์ชายทรงเป็นห่วง”

    องค์ชายใหญ่หลี่ซวนมองท่าทีนั้นนิ่ง ไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ เพิ่มเติม เพียงแต่กำลังจะเอ่ยปากกล่าวบางอย่างต่อ...

    “ท่านรองเจ้ากรมพิธีการจ้าว” เสียงทุ้มทรงอำนาจอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเต็มยศของ ท่านผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง ที่เดินเข้ามาสมทบพอดี 

    “ข้าเองก็เพิ่งทราบข่าว รู้สึกเสียใจกับเรื่องของคุณชายมู่เฉินด้วยจริงๆ หวังว่าเขาจะอาการดีขึ้นในเร็ววัน” เขากล่าวพลางหันไปถวายบังคมองค์ชายใหญ่ “ถวายบังคม องค์ชายใหญ่พ่ะย่ะค่ะ”

    องค์ชายใหญ่หลี่ซวนเหลือบมองผู้บัญชาการเฉินแวบหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ “ท่านแม่ทัพเฉินก็มาพอดี ข้ากำลังไต่ถามอาการบุตรชายท่านรองฯ จ้าวอยู่” พระองค์ตรัส 

    “เมื่อพวกท่านได้พบกันแล้ว เช่นนั้นข้าไม่รบกวนพวกท่านสนทนากันแล้ว” พระองค์ทำท่าจะขอตัว 

    “ยังไงก็... ขอให้พบคุณชายจ้าวในเร็ววัน ก็แล้วกัน” ตรัสจบก็หมุนพระวรกาย เสด็จจากไปพร้อมข้าราชบริพารทันที ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกเย็นเยียบบางอย่างในอากาศ 

    ขณะที่องค์ชายใหญ่เดินจากไป ภายในใจก็แอบหัวเราะเยาะจ้าวเหวินหยวน ‘ ขอให้เจ้าหาบุตรชายของเจ้าพบ ในขณะที่มันยังมีลมหายใจ ’

    เมื่อองค์ชายใหญ่เสด็จลับไปแล้ว ผู้บัญชาการเฉินซูเหลียงจึงหันมามองจ้าวเหวินหยวน ด้วยแววตาที่เข้าใจและเห็นใจอย่างแท้จริง 

    “ท่านรองฯ” เขากล่าวเสียงเบาลง 

    “ดูท่าทางท่านอ่อนล้าและกังวลใจยิ่งนัก... หากไม่รังเกียจ ไปดื่มชาที่ตำหนักเหอผิงกับข้าสักหน่อยดีหรือไม่? ผ่อนคลายความกังวลลงบ้าง ข้าเองก็มีเรื่องอยากจะหารือกับท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่พอดี”

    จ้าวเหวินหยวน มองสบตาท่านผู้บัญชาการเฉิน เห็นแววตาที่จริงใจและความเข้าอกเข้าใจนั้น เขาก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เขายังมีตระกูลเฉินเป็นพันธมิตรสำคัญ “ขอบพระคุณท่านผู้บัญชาการ” เขากล่าวพลางผงกศีรษะรับ “ข้าขอรบกวนด้วย”

    แผ่นหลังของจ้าวเหวินหยวน ที่เคยเหยียดตรงด้วยท่วงท่าของขุนนางผู้ใหญ่ บัดนี้กลับดู เศร้าสร้อยและปราศจากชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด หัวไหล่ที่เคยผึ่งผายกลับลู่ลงเล็กน้อย ทุกย่างก้าวดูเชื่องช้าและหนักอึ้ง ท่าทีเช่นนี้เป็นที่จับจ้องของเหล่าขุนนางที่เดินผ่านไปมา หลายคนมองด้วยความเห็นใจ แต่บางคนก็อาจมีแววตาอื่นซ่อนอยู่

    สายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องแผ่นหลังอันห่อเหี่ยวนั้นไม่วางตา คือสายพระเนตรขององค์รัชทายาทหลี่เสียน พระองค์ยืนนิ่งอยู่ห่างๆ มองตามร่างของรองเจ้ากรมพิธีการจ้าวไปด้วยแววตาที่ครุ่นคิดและแฝงความห่วงใยบางประการ ก่อนจะทรงหันพระวรกายเสด็จไปอีกทาง

    ขณะเดียวกัน เหล่าขุนนางที่จับกลุ่มกันอยู่บ้าง ก็ต่างกระซิบกระซาบพูดคุยกันถึง เรื่องเคราะห์ร้ายที่บุตรชายของจ้าวเหวินหยวนได้รับ เสียงพึมพำดังลอดมาให้ได้ยินเป็นระยะ 

    “น่าสงสารท่านรองฯ จ้าวนัก บุตรชายคนโตอนาคตไกลต้องประสบเคราะห์เช่นนั้น...” “แต่ก็นับว่ายังมีโชคอยู่บ้าง ได้ยินว่ารอดชีวิตมาได้มิใช่รึ?” “รอดก็เหมือนไม่รอด ได้ข่าวว่าบาดเจ็บสาหัส ความจำเลือนหายไปแล้ว...” “แล้วตอนนี้อยู่ที่ใดกันเล่า? เห็นว่าหาตัวไม่พบไม่ใช่หรือ?” “...สวรรค์ช่างเล่นตลกนัก...”

    จ้าวเหวินหยวนและเฉินซูเหลียงเดินผ่านกลุ่มขุนนางเหล่านั้นไปเงียบๆ โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นหรือหยุดทักทายผู้ใดเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงลานกว้างหน้าพระราชวัง รถม้าคันหนึ่งซึ่งประดับตราสัญลักษณ์ของตำหนักเหอผิงก็เคลื่อนเข้ามาจอดเทียบรออย่างนุ่มนวล

    รถม้าของตำหนักเหอผิงแล่นออกจากเขตวังหลวงช้าๆ ผ่านประตูชั้นต่างๆ ออกมาสู่ถนนหลวงของเมืองหลวง จ้าวเหวินหยวนนั่งเหม่อมองทิวทัศน์ภายนอกที่เคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ แสงแดดยามสายเริ่มเจิดจ้า เสียงจอแจของผู้คนและรถม้าบนท้องถนนดังเข้ามาเป็นระยะ แต่ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้ผ่านเข้าสู่การรับรู้ของเขาเลยแม้แต่น้อย จิตใจของเขายังคงพะวงอยู่กับการแสดงบทบาทเมื่อครู่ และความกังวลถึงภัยที่อาจจะมาถึงบุตรชายได้ทุกเมื่อ

    จนกระทั่งรถม้าแล่นเลี้ยวเข้าสู่ถนนอันเงียบสงบ และมาหยุดลงหน้าประตูทางเข้าตำหนักเหอผิงอันเป็นที่พักขององค์หญิง เฉินซูเหลียง จึงหันมาทางสหายต่างวัย "เชิญท่านรองฯ จ้าว เข้าไปด้านในก่อนเถิดขอรับ" เขา ผายมือเชิญ อย่างสุภาพ

    จ้าวเหวินหยวนพยักหน้ารับ ค่อยๆ ก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทีอ่อนล้า เดินตามท่านผู้บัญชาการผ่านประตูตำหนักเข้าไป และทันทีที่บานประตูไม้หนักอึ้งปิดลง ตัดขาดสายตาจากโลกภายนอก จ้าวเหวินหยวนก็พลันถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับเพิ่งแบกของหนักมาเป็นระยะทางไกล แผ่นหลังที่เคยงองุ้มค่อยๆ เหยียดตรงขึ้นเล็กน้อย “เกือบไปแล้ว...” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ 

    “ต้องแสร้งเล่นละครอยู่ด้านนอกนี่ มันเหนื่อยเสียจริง กลัวเหลือเกินว่าจะถูกจับตามอง หรือเผลอแสดงพิรุธอะไรออกไป”

    เฉินซูเหลียง ซึ่งเดินอยู่ข้างๆ มองเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปนั้นอย่างชัดเจน เขามองออกตั้งแต่แรกแล้วว่ารองเจ้ากรมพิธีการจ้าวกำลังแสร้งเล่นละครตบตาใครสักคนอยู่ โดยเฉพาะต่อหน้าองค์ชายใหญ่เมื่อครู่ ท่าทีเศร้าโศกนั้นแม้จะดูสมจริง แต่แววตาที่สุขุมเกินไปนั้นไม่อาจหลอกผู้ที่คุ้นเคยกันได้ เขาเข้าใจดีถึงความจำเป็นและความกดดันที่สหายผู้นี้กำลังแบกรับ “เชิญทางนี้ ท่านรองฯจ้าว องค์หญิงทรงรออยู่แล้ว” เฉินซูเหลียงกล่าวพลางนำทางต่อไปยังห้องรับรองส่วนตัว

    หลังจากที่ทั้งสองเข้าไปยังห้องรับรอง ซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงความสูงศักดิ์ ประตูห้องก็ถูกปิดลงอีกครั้ง เหลือเพียงความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง ขณะนี้ภายในห้องรับรองมีกันอยู่เพียงสามคนเท่านั้น คือ องค์หญิงชิงเหอ ซึ่งประทับนั่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความกังวล, เฉินซูเหลียง ผู้เป็นเจ้าบ้าน, และ จ้าวเหวินหยวน แขกคนสำคัญ บัดนี้ กำแพงแห่งการเสแสร้งได้ถูกลดทอนลงแล้ว พวกเขาสามารถสนทนาถึงเรื่องสำคัญได้อย่างเปิดอกเสียที...