เวลาผ่านไปไม่นานเด็กสาวก็ค่อยๆได้สติ เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิมก่อนหน้านี้จู่ๆเธอก็มองไม่เห็นอะไรเลย แต่ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังไปหมดเพราะมึนๆ เลยจับใจความไม่ค่อยได้
เธอค่อยๆลืมตาพยายามมองรอบๆและสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั่นคือ ศพ ร่างของโจรทั้งสามคนกองอยู่กับพื้นด้านหน้าเธอแต่ละศพมีเืไหนออกจากคอเป็จำนวนมาก ศพโจรคนหนึ่งกระตุกเล็กน้อยอย่างน่าสยองมีเืนองเต็มไปหมด เธอสะดุ้ง และตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
"ฮึ่ม.. ยื่นแขนมาทางนี้หน่อย"
จู่ๆก็มีเสียงผู้ชายคนนึงดังออกมาจากข้างๆเธอค่อยๆหันไปมอง เมื่อได้เห็นใบหน้าของสิ่งนั่น เธอใจนล้มลงไปอยู่กับพื้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่มีปีศาจที่โคตรน่ากลัวมายื่นอยู่ข้างๆเธอั้แ่เมื่อไรไม่รู้!
เธอตัวสั่นไปหมดปีศาจไม่พูดอะไร ใช้มีดเล่มนึงที่เอามาจากพวกโจรจับแขนและยกข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นมาตัดเชือกที่มัดข้อมือเธออยู่
"ไปได้แล้ว มนุษย์.." ปีศาจกล่าวอย่างอ่อนโยน
เธอค่อยๆตั้งสติไม่รู้ว่าปีศาจนี้มาจากไหน แต่เหมือนมันจะช่วยเธอไว้ด้วยความกลัวเธอรีบลุกขึ้นและค่อยๆเดินถอยหลัง เตรียมหนีก่อนที่จะไม่มีโอกาส
เธอก้าวถอยหลังอย่างกล้าๆกลัวๆเมื่อเห็นว่ามันไล่ตามเธอ เธอจึงรีบวิ่งหนีสุดชีวิตออกมาแม้จะไม่รู้ว่าจะไปทางไหนแต่ตอนนี้เธอต้องหนีจากอันตรายตรงนี้ให้ได้สะก่อน
เธอวิ่งไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย
จนเวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง…
เด็กสาวยังคงเดินอยู่ในป่าด้วยสภาพเวทนาเพราะตอนนั้นมัวแต่ใกลัว จึงรีบวิ่งออกมา พอกลับมาคิดๆดูแล้วเธอก็วิ่งมาทางไหนแล้วก็ไม่รู้ อาวุธก็ไม่ได้หยิบมา หากเจอสัตว์ป่ากินเนื้อก็คงตายสถานเดียว เธอคิด
ขาก็เริ่มเดินไม่ไหวข้าวมื้อสุดท้ายที่กินคือมื้อเช้าพอทำงานเสร็จเหนื่อยๆก็จะมากินข้าวกับยายของตนที่บ้านหลังจากนั้นก็เกิดเื่เลวร้ายขึ้น พอคิดถึงเื่นั้นก็ทำให้เธอยิ่งหดหู่ใจ
เธอนึกถึงสัมภาระที่โจรคนนึงแบกมาด้วยเท่าที่จำได้ในนั้นน่าจะมีอาหารอยู่ ทำให้เจ็บใจว่าทำไมก่อนหนีมาไม่หยิบมาด้วยั้แ่แรก ร่างกายตอนนี้เจ็บไปหมดทั้งตัวพอรอดจากโจรมาได้ก็ต้องมาตายในป่าอีก
เธอนั่งลงกับพื้นรู้สึกอยากกลับไปที่บ้าน แม้ยายของเธอไม่อยู่แล้วแต่อย่างน้อยเธอก็อยากกลับไปทำศพให้ไม่อยากให้กลายเป็ศพไร้ญาติที่ถูกทิ้งอย่างไม่มีใครสนใจแต่ตอนนี้ทั้งหมดนั้นดูจะเป็ไปไม่ได้แล้ว..
ระหว่างที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังอยู่นั้นทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงคนคุยกันเบาๆ ดังออกมาจากที่ๆไกลออกไปมากเธอหันมองไปในทิศทางนั้น แม้จะเบาบางจนแทบไม่เห็น แต่ตรงนั้นมีแสงไฟสีส้มเล็กๆปรากฏอยู่
(บ้านคนหรอ!)
เธอตัดสินใจเดินตรงไปในทิศทางนั้นเรื่อยๆเมื่อเธอมาเข้ามาใกล้มากขึ้นเธอก็หยุดชะงักด้วยความลังเล
แสงไฟที่เธอเห็นเป็แสงจากกองไฟไม่ใช่บ้านคนอย่างที่เธอหวังไว้เวลาแบบนี้ไม่มีทางเป็ชาวบ้านทั่วๆไปที่ไหนมาพักในป่าเป็แน่เธอนึกถึงกลุ่มโจรที่จับเธอมา ก็ทำให้รู้สึกกลัวจนไม่อยากเดินเข้าไป
แต่ตอนนี้ตัวเลือกมีแค่ตายอยู่ในป่าหรือไม่ก็ ยอมถูกจับอีกครั้ง หรือถ้าโชคดีก็อาจจะเป็นายพรานทั่วไปๆก็ได้เธอให้กำลังใจตัวเอง และเลือกที่จะเชื่อในความหวังเล็กๆเพราะอย่างน้อยก็ยังมีชีวิตรอดต่อไปได้
เธอตัดใจสินใจเดินต่อไปเรื่อยๆ
จนเธอเห็นคนที่นั่งอยู่ข้างๆกองไฟและก็ต้องเบิกตาโพลง
มันไม่ใช่ทั้งสองอย่างที่เธอคิดปีกขนาดใหญ่สีดำที่หลังทำให้เธอจำได้ชัดเจน คนที่นั่งหันหลังอยู่ตอนนี้คือปีศาจที่ช่วยเธอไว้ก่อนหน้านี้!
"โฮ่ง!"
ระหว่างที่เธอมัวแต่ใอยู่นั้นก็มีเสียงหมาตัวหนึ่งที่อยู่ทางปีศาจนั่นเห่ามาทางเธอ
เธอรีบหลบหลังต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆทันที
"ใครน่ะ! " ปีศาจตนนั้นส่งเสียงถามด้วยความเป็ศัตรู
ไม่มีเสียงใดตอบกลับ..
"ไม่ต้องซ่อนตัวแล้ว ออกมาสะ!"
พอโดนะโเข้าแบบนั้นเธอก็ยิ่งตัวสั่น แต่ด้วยสภาพร่างกายตอนนี้ไม่ทางหนีรอดแน่ๆ
มีแต่ต้องทำตามเท่านั้น
เธอเดินออกไป ก้มหัว แล้วรีบพูดทันที
“ขอโทษด้วยค่ะ พอดีข้าหลงทางมา ไม่ได้ตั้งใจมารบกวน ขอโทษนะคะ”
แม้เธอจะพยายามพูดให้เสียงดังแต่เพราะความเหนื่อยล้า เสียงที่ออกมากลับเบามากจนทำให้เธอกลัวว่าจะทำให้ปีศาจไม่พอใจรึเปล่า
“อ่อ เธอนี้เอง” ปีศาจกล่าวพร้อมกับมองไปที่เด็กสาวั้แ่หัวจรดเท้า เขาสังเกตเห็นถึงรอยฟกช้ำตามร่างกายและรอยแผลจากกิ่งไม้บาดตามตัวเต็มไปหมด
เด็กสาวยังคงก้มหัวต่อไปโดยไม่พูดใดๆ
“โทษทีๆ ข้าก็คิดว่าจะกลับเองได้สะอีก”
เด็กสาวเกร็งทั้งตัวไปอีกครั้งเธอไม่รู้จะตอบยังไงไม่ให้เสียมารยาท เงียบไปก็กลัวว่าจะทำให้ปีศาจไม่พอใจอีกสุดท้ายก็เลยกลายเป็ไม่ได้พูดไม่อะไรออกมา
แต่กลับกันทางด้านปีศาจเขาเองก็รับมือกับสถานการณ์แบบนี้ไม่ถูกเหมือนกัน
ทั้งชีวิตมนุษย์มองเขาเป็ศัตรูมาตลอดต่อให้เจุ์และปล่อยไป สุดท้ายมนุษย์ก็จะนำพรรคพวกมาเพิ่มและตามล่าเขาอยู่ดีแต่พอได้เห็นสภาพของเด็กคนนี้ มันก็ทำให้เขาก็รู้สึกอยากช่วยเธอขึ้นมา
“เอ่อ... งั้นนั่งก่อนสิ” ปีศาจขยับตัวหลบเล็กน้อยหลบ เอามือแตะๆไปกับพื้นใกล้ๆกองไฟ ให้มานั่งตรงนี้
เด็กสาวๆลังเล ก่อนจะเห็นว่าปีศาจตัวนั้นมองมาที่เธอไม่ขยับหากมัวแต่ยืนบื้อต้องทำให้ปีศาจไม่พอใจแน่ เธอจึงยอมนั่งลง อย่างกล้าๆกลัวๆตัวตรงแข็งทื่อ เป็ท่าทางที่ดูสุภาพที่สุดเท่าที่เธอจะคิดได้ตอนนี้
“กรรซ์ซ” เสียงหมาตัวเดิมที่เห่าเธอก่อนหน้านี้ ส่งเสียงขู่ดังออกมาจากด้านหลังของปีศาจ
"ไม่เป็ไรๆ ซูชิ เธอไม่น่ามีอันตรายอะไรหรอก"
ปีศาจตนนั้นกล่าวและเอามือไปลูบหัว ซูชิ หรือก็คือหมาที่อยู่ด้านหลัง
และซูชิก็ยอมเดินออกมา
แต่นั้นไม่ใช่ลูกหมาป่าหรือสุนัขอย่างที่เด็กสาวคาดไว้ซูชิเดินสองขาออกมา เขามีรูปร่างเหมือนเด็กมนุษย์วัยราวๆ ห้าขวบ แต่มีขนทั้งตัวมีหัวเหมือนลูกหมาป่า หรือก็คือเป็พวกปีศาจนั้นเอง
เธอเคยได้ยินว่าปีศาจจะต้องหน้าตารูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวแต่ซูชิไม่เป็อย่างงั้นเลย ถ้าให้พูดก็ออกจะดูน่ารักด้วยซ้ำ นั่นทำให้เธอแปลกใจเล็กน้อย
“อะนี้ ทานได้เลยนะ” ระหว่างที่เธอแอบมองซูชิปีศาจตนนั้นก็ยื่นถ้วยใบหนึ่งมาที่เธอ
เธอลังเลเล็กน้อยรู้สึกไม่มั่นใจว่าปีศาจพูดกับตัวเองรึเปล่า
เื่ราวของพวกปีศาจที่เธอเคยได้ยินมาั้แ่เด็กมีแต่ความโเี้และน่ากลัว ปีศาจที่ใจดีกับมนุษย์ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนี้มันผิดจากที่เธอเคยจินตนาการเอาไว้มาก
เธอรับถ้วยนั้นไว้พงกหัวเล็กน้อยเป็การขอบคุณ ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือกินทันที
อาจเป็ความหิวทำให้เธอกินหมดถ้วยได้ในเวลาไม่นาน
เมื่อปีศาจเห็นว่าเธอกินจนหมดชามแล้วเขาจึงส่งเสียงถามด้วยน้ำเสียงดูเป็มิตร
"แล้วทำไมถูกจับมาละ เกิดอะไรขึ้นหรอ?"
แรกๆเด็กสาวก็ตอบแค่คำสองคำ อย่างกล้าๆกลัวๆแต่ปีศาจตนนั้นก็พยายามทำให้เธอสบายใจด้วยการชวนเธอคุยต่อไปเรื่อย ๆ จนเธอเริ่มกล้าพูดขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยจากการเล่าก็กลายเป็การระบายเธอรู้สึกได้ปลดปล่อยความเศร้าดั่งฝันร้ายในวันนี้ออกมา
“เสียใจด้วยนะ” ปีศาจกล่าวอย่างปลอบโยน
“ข้าคงไม่รอดแน่ ถ้าไม่ได้ท่านช่วยไว้ ขอบคุณจริงๆค่ะ”
เธอก้มหัวให้อีกครั้ง
“เรียกเอกอน เฉยๆ ก็ได้”
“ค่ะ..คุณเอกอน”
“เ้าล่ะ?”
“ฟีค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ ”
ปีศาจกล่าวอย่างอ่อนโยนจากนั้นทั้งคู่ก็แลกเปลี่ยนเื่ราวของตนไปมาจนความกลัวที่ฟีมีก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ
ซูชิที่เป็มนุษย์หมาป่าก็มาร่วมสนทนาด้วยทำให้เธอใเล็กน้อย ว่าซูชิก็พูดได้ด้วยหรอ! ถึงแม้ซูชิจะโกรธแต่ก็กลายเป็เื่ขำขัน ในวงสนทนาไป
ไม่รู้ั้แ่เมื่อไรเธอก็รู้สึกได้ถึงความปลอดภัย จนคืนนั้น เธอก็เผลอหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้นปีศาจก็นำทางเธอมาส่งที่บ้านทีแรกเขาว่าจะส่งแค่นอกป่า แต่เขาได้กลิ่นคาวเื จึงตัดสินใจไปส่งเธอถึงภายในบ้านโชคดีที่แถวๆนี้ไม่มีมนุษย์อยู่ จึงสามารถเข้าไปได้
เมื่อเข้าไปในบ้านก็พบว่ากลิ่นเืนั้นมาจากศพของยายที่ถูกพวกโจรฆ่าไป เพราะความที่บ้านของเธออยู่ห่างไกลคนและไม่มีญาติมิตรใกล้เคียง ทำให้ไม่มีใครทราบเื่ที่ยายเธอถูกฆ่าและเื่ที่เธอถูกลักพาตัวไปเลยแม้แต้น้อย
ปีศาจจึงตัดสินใจอยู่ช่วยเธอทำศพ ก่อนที่เอกอนจะจากลาไป
จนวันเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์
วันนี้เธอเอาของจำเป็ต่างๆพวกเสื้อผ้า หนังสือที่เธอชอบ และอาหาร ยัดใส่กระเป๋าผ้าขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้หลังจากวันนั้นเธอก็รู้สึกว่าที่นี้อาจไม่ปลอดภัยอีกแล้วเธอรวบรวมเงินเก็บทั้งหมดที่มี และเงินที่ได้จากการขายพืชผลเตรียมจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง แม้จริงๆแล้วเธออยากจะทำฟาร์มอยู่ที่นี่ก็ตามแต่หากเกิดเื่แบบนั้นอีก เธอก็ไม่รู้ว่าเธอจะโชคดีเหมือนครั้งที่แล้วไหม
เื่ที่มีปีศาจระดับสูงมาช่วยเธอไว้เล่าให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อตอนที่กลับมานั้นเพราะเธอมัวแต่โศกเศร้าเื่ยายของเธอ เลยไม่ได้บอกลาแม้แต่น้อยพอคิดๆดูแล้ว เธอก็รู้สึกผิดขึ้นมา
(อยากเจออีกครั้งจัง…)
แน่นอนว่าเป็ไปได้ยากมากเธอไม่รู้ว่าเอกอนอาศัยอยู่ที่ไหน หรือต่อให้เธอเข้าป่าไปตามหา เธอก็อาจจะโดนสัตว์ร้ายหรือปีศาจอื่นจัดการสะก่อน
และเธอก็นึกเื่นึงขึ้นมาได้
(ถ้าฝากไว้เฉยๆ ก็ได้นี่!)
เด็กสาวตัดสินใจเดินทางเข้าไปในป่าแม้จะไม่รู้ว่าเอกอนอยู่ไหน แต่แค่วางทิ้งไว้เขาอาจจะมาเจอก็ได้แต่กลายเป็ว่ายังไม่ทันเข้าไปลึกเท่าไร เอกอนก็ปรากฏตัวออกมาแถมยังต่อว่าที่เข้ามาในป่าคนเดียวอีกแต่เขาก็รับไว้ด้วยคำขอบคุณ
และการเดินทางเข้าเมืองของเด็กสาวก็ถูกเลื่อนไปเพราะเอกอนบอกว่าชอบอาหารที่เธอทำให้มาก เธอเลยสัญญาว่าจะเอาไปให้อีกเธอเข้าไปที่ป่ามากขึ้นเรื่อยๆทางด้านเอกอนเองก็เป็ฝ่ายแวะเอาอาหารอร่อยๆที่เธอไม่เคยเห็น มาให้บ้างเช่นกัน
แม้จะคนละเผ่าพันธุ์แต่ทั้งคู่ก็สนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ
จนเวลาผ่านไปถึง5 ปี
ตอนนี้ทั้งคู่ไปสร้างบ้านด้วยกันอยู่ในป่าลึกจากเด็กสาว ตอนนี้เธอก็กลายเป็สาวเต็มตัวแล้ว
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีความทรงจำดีๆเกิดขึ้นมากมายเริ่มจากเอกอนกังวลที่เธอจะต้องออกเดินมาหาแต่ไกลจึงตัดสินใจที่จะสร้างบ้านแบบมนุษย์ขึ้นมาใกล้ๆในป่า
แต่เพราะสร้างบ้านไม่เป็เธอก็เลยต้องมาช่วยด้านการออกแบบสะส่วนใหญ่
ไม่รู้ั้แ่เมื่อไรแต่ทั้งสองก็เริ่มที่จะชอบกัน จนทั้งคู่ก็ได้มีลูกด้วยกัน..
พวกปีศาจนั้นด้วยความที่ครั้นสมัยโบราณก็เคยเป็มนุษย์มาก่อนทำให้พวกมันมีการจับมนุษย์มาสนองตัณหาบ้างแต่ลูกที่ออกมาก็จะกลายเป็ปีศาจหน้าตาน่ากลัวเช่นเดียวกับพ่อ ไม่ต่างกับการที่ปีศาจผสมพันธ์กับปีศาจอยู่ดี
ความเป็มนุษย์จะไม่ปรากฏให้เห็นในลูกที่ออกมาแม้แต่น้อย
แต่
ราวกับพระเ้าอวยพรให้แก่ความรักระหว่างปีศาจและมนุษย์คู่แรกที่มีให้แก่กัน
ทั้งคู่ได้ให้กำเนิดเด็กชายและเด็กหญิงที่มีหน้าตาน่ารักแบบทารกมนุษย์ทั่วๆไปมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เหมือนปีศาจ เช่นเขาและปีกแบบพ่อทั้งคู่เป็ครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจคู่แรกที่ได้กำเนิดมาบนโลกใบนี้
และครอบครัวนี้ก็อยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป
“จบ”
เพราะเนื้อเื่ยาวไปหน่อยเธอเล่าไปแบบสะลึมสะลือ จนมารู้ตัวอีกทีก็พบว่า ทั้ง เคลฟี เอล และเอกอนนอนหลับกันไปหมดแล้ว
ใช่แล้วนี้ไม่ใช่นิทานที่เล่าสู่ต่อๆกันจากที่ไหน แต่เป็เื่ในอดีตตอนที่ทั้งสองเจอกัน
ในตอนที่เธอใกล้คลอดเธอก็คิดว่าลูกที่ออกมาจะต้องเป็ปีศาจแต่ถึงยังงั้นความคิดที่มีต่อปีศาจของเธอก็เปลี่ยนไปั้แ่ได้เจอกับเอกอน
เธอจึงเตรียมใจยอมรับเื่แบบนี้ไว้แล้วและพร้อมที่จะรักและดูแลลูกที่ออกมาของเธออย่างที่สุด
แต่เมื่อถึงวันที่เธอคลอดเอกอนดูตื่นเต้นมากตอนที่อุ้มลูกที่เพิ่งออกจากท้องมาให้เธอดูเขาดีใจจนจะร้องไห้ด้วยซ้ำ จนเมื่อเธอได้เห็นหน้าของลูกที่เพิ่งออกมา ก็เข้าใจเด็กชายผิวขาวบริสุทธิ์ิ ส่งเสียงร้องไห้ดัง
น้ำตาของเธอไหลออกมาตอนนั้นเธอรู้สึกราวกับเธอได้เห็นสิ่งที่น่ารักและงดงามที่สุดบนโลกใบนี้ไปแล้วความรักและความรู้สึกที่อยากจะปกป้องเลี้ยงดูเด็กคนนี้เกิดขึ้นท่วมท้นในจิตใจของเธอ
ปัจจุบัน
เธอมองหน้าเคลฟีและเอล ลูกทั้งสองของเธอ ทีกำลังนอนหลับอีกครั้งพร้อมกับเอามือลูบหัวของเด็กทั้งสอง ก่อนที่จะคล้อยตัวหลับตามไป
.
..
…
….
[ปึ๊ก! ปึ๊ก! ปึ๊ก!]
เสียงเคาะประตูอย่างรุนแรงดังขึ้น
ฟีลุกขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียก็พบว่า ลูกๆของเธอและเอกอนตื่นกันหมดแล้ว
“มีใครอยู่ไหมม!!” เสียงผู้ชายวัยกลางคน ะโออกมาพร้อมกับทุบประตูอย่างต่อเนื่อง
เอล และ เคลฟี แสดงสีหน้าหวาดกลัวชัดเจน เอกอนเองก็ไม่ได้พูดอะไรแต่มีสีหน้าตึงเครียดเป็อย่างมาก
เพราะแน่นอนว่าหากมีใครรู้ว่ามีปีศาจอาศัยอยู่ต้องเกิดการต่อสู้แน่ ยิ่งเอกอนที่เป็ปีศาจระดับสูงด้วยอีก
“เดียวฉันออกไปเอง..ไม่ต้องกลัวนะ” ฟีพูดกับลูกๆทั้งสองเอกอนก็พยักหน้าให้เล็กน้อย
เอกอนนั้นแข็งแกร่งจนฆ่าคนแปลกหน้าพวกนี้ได้ง่ายๆแต่หากพวกนั้นมีพรรคพวกแล้วส่งคนมาตามหาเพื่อนที่ตายไปคงจะเป็ปัญหามากกว่าเดิมแน่
ฟีเองก็เข้าใจเื่นั้นดี
“มีใครอยู่ไหมม เปิดประตู!” [ปึ๊ก! ปึ๊ก! ปึ๊ก!]
กลุ่มชายฉกรรจ์ทุบประตูอีกครั้งพอไม่มีเสียงตอบกลับ เขาก็กำลังจะทำแบบเดิม แต่ก็ต้องหยุดไว้ก่อนเพราะมีคนมาเปิดประตูแง้มออกมาเล็กน้อย
“คะ มีอะไรหรอคะ?”
ฟีเปิดประตูแง้มๆออกมาตอบกลับแค่เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็มนุษย์เหมือนกันแต่เมื่อเธอได้เห็นผู้ชายทั้งสองเธอก็ใอย่างมาก ชายทั้งสองที่ยืนอยู่ข้างหน้าแต่งเครื่องแบบทหาร!
ถ้ารู้ว่ามีปีศาจอยู่บ้านหลังนี้ละก็แย่แน่!
“เธออยู่คนเดียวหรอ ?”
“ใช่คะ..” ฟีตอบกลับ
ชายฉกรรจ์คนแรกที่ถามทำหน้าสงสัยแบบชัดเจน จากนั้นก็หันไปหาเพื่อนของเขาที่อยู่ข้างๆเพื่อนของเขาก็พยักหน้าตอบกลับแบบไม่พูดอะไร
“งั้นเราขอเข้าไปดูหน่อยได้ไหม?”
“เอะ! ไม่ได้หรอกค่ะ! จะให้เข้าไปได้ไงกัน” ฟีคัดค้านสุดกำลัง
“เอ้า! แค่ขอดูตรวจสอบเฉยๆเอง จะเป็ไรไปเล่า!?”
ทหารคนนั้นพยายามจะเดินแทรกเข้าไปแบบไม่สนใดๆทั้งสิ้นแต่ฟีก็เอาตัวมาขวางไว้
“ไม่ได้ค่ะ! นี้มันบ้านข้านะคะ!”
“เอะ! อะไรกันเล่า! มีอะไรซ่อนไว้รึไง! หลีกไป!”
“ไม่ได้ค่ะ!!” เธอพยายามขวางไว้สุดชีวิต
“บอกให้หลีกไปไง!” ด้วยร่างกายที่ต่างกันมากชายคนนั้นผลักประตูออกจนเธอล้มลงไป
เสียงร้องเล็กน้อยของฟีเข้าหูของเอกอน วินาทีนั้น เขาที่คอยฟังอยู่ตลอด ก็ทนไม่ไหวรีบพุ่งออกมาทันที
ทหารสองคนที่เข้ามาก็เมื่อเห็นเอกอนก็ก้าวขาไม่ออกไม่ว่าใครเห็นก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ปีศาจธรรมดาๆ แน่
ทั้งคู่พยายามถอยหลังหนีแต่เอกอนก็ไม่ยอมให้เป็อย่างนั้นหากคนพวกนี้นำไปบอกคนอื่นจะต้องเป็ปัญหาใหญ่กว่านี้แน่
เขาพุ่งตัวไปอย่างรวดเร็วใช้มือเปล่าแทงเข้าไปที่กลางอกของชายคนแรก
จังหวะนั้นชายอีกคนที่อยู่ข้างหลังก็วิ่งสุดตัวออกนอกบ้านไป
เอกอนรีบดึงมือออกและกำลังจะตามชายอีกคนไป
แต่ก็..
“ทางนี้!!! ทางนี้!! มีปีศาจอยู่นี่!!” ชายที่วิ่งออกไปะโสุดเสียงออกมา
นี้มันยิ่งกว่าหายนะหากมาแค่สองคน แค่ฆ่าทิ้งแล้วเอาศพไปทำให้เหมือนกับถูกสัตว์ร้ายฆ่า เื่ก็จะจบได้
แต่การที่ชายคนนี้ะโออกแบบเช่นนี้แสดงว่ามีพรรคพวกอยู่ใกล้ๆ นี้แน่
เอกอนพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วใช้มือเปล่าตัดคอชายที่ะโออกมา ก่อนที่จะส่งเสียงดังไปมากกว่านี้
เขาสังเกตรอบๆว่ามีใครได้ยินรึเปล่า
เอกอนนั้นมีความสามารถในด้านประสาทััดียิ่งกว่ามนุษย์
กลิ่นของควันไฟจากคบเพลิง เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนจำนวนมากจำนวนคนที่คาดการณ์ได้น่าจะอยู่ราวๆ ห้าสิบคน
เขาแข็งแกร่งก็จริงแต่ไม่ได้แข็งแกร่งจนถึงขั้นปราบคนจำนวนขนาดนี้ได้ง่ายๆ
ระหว่างที่กำลังลังเลว่าจะทำยังไงดีจู่ๆก็มีเสียงของหน้าไม้ดังขึ้น
เอกอนหันไปมองและเอียงตัวหลบะุของหน้าไม้ที่เล็งมาที่เขาได้อย่างฉิวเฉียด
แต่กลับไม่ได้มีแค่นั้น
ลูกธนูจำนวนมากพุ่งตรงมาที่เขาอีกครั้งเขาคาดการณ์ผิดไปนอกจากเสียงเท้าของกลุ่มคนที่กำลังวิ่งเข้ามา บริเวณรอบๆตอนนี้ยังมีกลุ่มคนจำนวนมากแอบอยู่ั้แ่แรก!
สถานการณ์อันตรายเกินไปไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีแอบอยู่อีกมากแค่ไหน ต้องรีบพาทุกคนหนีเท่านั้น!
เขาใช้เวทมนตร์กางบาเรียป้องกันธนูที่พุ่งเข้ามาและรีบเดินเข้าไปในบ้าน
“ฟี! เราต้องหนีแล้ว” แต่จู่ๆเอกอนก็ต้องหยุดชะงัก
ไม่รู้ั้แ่เมื่อไรฟีถูกธนูยิงเข้าที่ขา เธอน่าจะโดนลูกหลงจากก่อนหน้านี้
เอกอนรีบเข้าไปนั่งข้างๆเพื่อดูแผลพานคิดว่าน่าจะเรียนเวทย์รักษามาไว้บ้าง
เพราะลูกธนูปักอยู่เืเลยยังไหลออกมาไม่มาก แต่ก็หนีในสภาพนี้ไม่ได้แน่
“พ่อครับ!! ” ในจังหวะที่คิดว่าจะทำยังไงดีเอลลูกชายของเขาก็ะโด้วยน้ำเสียงใ
มนุษย์ที่อยู่ด้านนอกยังไม่มีท่าทีว่าจะบุกเข้ามาหรือกว่าจะทำลายประตูเข้ามาได้ก็อาจใช้เวลาอยู่บ้าง เขาเลยตัดสินใจวิ่งไปดูเด็กๆก่อน
พอไปถึงเอล ก็ชี้ไปมุมห้อง ตรงนั้นมีควันไฟทะลุเข้ามานอกจากนั้นยังได้ยินเสียงกลุ่มคนที่อยู่ด้านนอกอีก
ตอนนี้ทั้งบ้านโดนล้อมไว้หมดแล้ว
“เอล เคลฟี ตามพ่อมานี่”
แม้จะยังไม่รู้ว่าจะฝ่าไปยังไงแต่ยังไงตอนนี้อยู่ใกล้กันก็น่าจะปลอดภัยกว่า
ระหว่างที่กำลังพาเด็กๆออกจากห้อง ก็มีเสียงของกระจกแตกดังสนั่นออกมาที่บริเวณห้องรับแขก
เอกอนรีบวิ่งไปดูทันที
มนุษย์หมาป่าตัวใหญ่กระโจนเข้ามาทางหน้าต่าง หน้าต่างของบ้านนี้ตั้งอยู่สูงทำแบบนั้นเพื่อไม่ให้มีใครส่องเข้ามาในบ้านได้ แต่เพราะไม่ใช่มนุษย์เลยสามารถโดดด้วยความสูงระดับนั้นเข้ามาโดยง่าย
“อ่ะ! อา ซูชิ” เอลเห็นว่าเป็อาของเขาเลยทักไป
มนุษย์หมาป่าที่เข้ามานั้นคือซูชิ ลูกบุญธรรมที่เอกอนเคยช่วยไว้เมื่อนานมาแล้ว
“ทุกคนเป็อะไรไหม! ” ซูชิถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
เอกอนที่กำลังจะเข้าโจมตีพวกมนุษย์ก็รู้สึกโล่งใจขึ้น สถานการณ์แบบนี้แค่มีคนมาช่วยสักคนก็ยังดี
“มาได้ไงเนี่ย ซูชิ”
“พอดี ข้าผ่านมาทางนี้พอดี ได้ยินเสียงดังเลยเข้ามาดูน่ะสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย”
“ข้างนอกเป็ไงบ้าง พวกมนุษย์มีประมาณเท่าไรพอเห็นไหม”
“ระดับกองร้อย มีพวกนักเวทย์รวมอยู่ด้วย อีกฝ่ายน่าจะรู้ว่ามีปีศาจระดับสูงอยู่จึงยกพลมามากขนาดนี้”
เอกอนส่งเสียงจิเบาๆ นึกไม่ออกว่าตัวเองไปพลาดให้มนุษย์เห็นตอนไหน
จำนวนขนาดนี้ต่อให้เอกอนและซูชิช่วยกันโอกาสชนะแทบจะไม่มี ยิ่งต้องมาคอยปกป้องฟีกับลูกๆอีก
ควันไฟเริ่มเข้ามาในบ้านมากขึ้นเรื่อยๆเสียงโหวกเหวกโวยวายของมนุษย์ข้างนอกดังไม่หยุดพวกนั้นเลือกที่จะเผาที่นี่จนกว่าพวกเอกอนจะออกมา
สถานการณ์อยู่ในระดับเลวร้ายไม่มีเวลามาวางแผนอะไรมากนัก
“ซูชิ ข้ามีเื่ขอร้องหน่อยได้ไหม”
เอกอนถามซูชิด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หืม ข้ามาช่วยอยู่แล้ว จะอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ”
เอกอนหันไปมองลูกๆทั้งสอง จากนั้นก็มองไปที่ฟี
ฟีเพียงแค่พยักหน้ากลับให้โดยไม่พูดอะไรเธอเข้าใจเื่ที่เอกอนจะพูดทันทีสำหรับพวกเธอทั้งคู่ลูกทั้งสองไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว
“พาเด็กๆ หนีไปที่ปลอดภัยที”
“!แล้วท่านละ ไม่หนีไปด้วยกันหรอ”
“อีกฝ่ายมีนักเวทย์อยู่ถ้าไม่มีคนล่อไว้ พวกเราไม่รอดแน่”
ซูชิจะกำลังจะพูดว่าให้ข้าเป็ตัวล่อดีกว่า แต่ก็ต้องกลืนคำพูดนั้นไป จำนวนมนุษย์ระดับนี้เขาคงตายในเวลาอันสั้น อีกทั้งพอนึกเื่ความเหมาะสม เอกอน แบกเด็กสองคนไม่ไหวแน่เขาที่เป็มนุษย์หมาป่าตัวใหญ่กว่าและสามารถวิ่งได้ไวกว่ามาก
“เดียวข้ารีบกลับมาช่วยละกัน” ซูชิจำใจพยักหน้าตกลง
"ข้าจะออกไปสู้กับพวกมนุษย์ที่หน้าบ้านพอเห็นว่าพวกมนุษย์ที่ดักรออยู่รอบๆออกไปแล้ว เ้าก็พังกำแพงออกไปได้เลย"
“รับทราบ” ซูชิพยักหน้า
“ไม่มีเวลาแล้ว ถ้างั้นก็เริ่มเลย!”
เอกอนพูดจบก็ทำลายประตูบุกเข้าไปทันทีเสียงเวทมนตร์ เสียงกรีดร้องของมนุษย์ดังขึ้นมาเอกอนเข้าสู่การต่อสู้แต่ไม่รู้ว่าจะยื้อไว้ได้นานแค่ไหน
ซูชิคว้าเด็กทั้งสองเข้ามาในอ้อมแขนทั้งสองข้าง
“ซูชิ..” ฟีเรียกซูชิด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
ไม่รู้ั้แ่เมื่อไรเืของฟีไหลออกมามากขนาดนี้แล้ว
“ฝากเด็กๆ ด้วยนะ..”
ซูชิกัดฟันและพยักหน้าตอบกลับสั้นๆ เขารู้จักฟีมาั้แ่เด็กๆเธอเป็เหมือนกับแม่เลี้ยงของเขาเหมือนกัน
พอเห็นสภาพเมืื่อกี้นี้แล้ว ก็ยิ่งทำให้เขาทรมานใจเป็อย่างมาก
มนุษย์ที่อยู่ด้านหลังเริ่มออกไปรวมตัวกันที่ด้านหน้าแล้วซูชิพังประตูด้านหลังและวิ่งตรงออกไป
ที่หมายคือหมู่บ้านปีศาจแห่งหนึ่งที่นั่นไม่ให้การต้อนรับฟีก็จริงแต่หากเป็เด็กทั้งสองคนนี้พวกเขาอาจจะยอมรับก็ได้
“พี่ซูชิ! พี่จะไปไหนน่ะ ! ผมเห็นคุณแม่เืออกด้วย!เราต้องกลับไปช่วยนะ!”
ซูชิไม่พูดอะไรยังคงวิ่งต่อไปออกห่างจากบ้านไปเรื่อยๆ
เคลฟีที่ทำท่าจะร้องมาตั้งนานแล้วก็เริ่มร้องไห้เรียกร้องหาแม่ขึ้นมา
“ปล่อยผมนะ!!” เอล พยายามดิ้น
เขาเองก็โตพอที่จะเข้าใจอะไรหลายๆอย่างแล้วการที่ซูชิหนีมาแบบนี้ เขาอาจจะไม่ได้เจอพ่อแม่ของเขาอีกเป็ครั้งที่สอง
น้ำตาของเอลเริ่มไหลออกมา
“พี่ซูชิ บอกให้ปล่อยไง!!”
“ขอร้องละ! เราต้องรีบกลับไปช่วยพ่อนะ!” เอลพยายามดิ้นอีกครั้งแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลยน้ำตาของเขาเริ่มไหลออกมาเรื่อยๆ
ซูชิจับเคลฟีและเอลไว้แน่นยิ่งขึ้นวิ่งออกไปเรื่อยๆ เขาเองก็อยากจะกลับไปช่วยใจจะขาดแต่เด็กสองคนนี้คือสิ่งที่ทั้งคู่ฝากฝังเขาไว้แล้ว เขาจึงได้แต่กัดฟันแน่นเท่านั้น
เอลพยายามดิ้นสุดชีวิตแต่ก็ไม่อาจหลุดจากซูชิได้เลย
“แม่ครับบ!! พ่อครับบ!! ”
ทั้งเอลและเคลฟีะโเรียกพ่อแม่ของเขาด้วยน้ำตาออกมา
ทั้งะโทั้งดิ้นทำแบบนั้ันต่อไปเรื่อยๆ
แต่ก็ไม่อาจหยุดซูชิได้เลย
-------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------
------------------------
-------
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
“ท่านพี่คะ”
เสียงของผู้หญิงที่กำลังเรียกคนๆหนึ่ง
“ท่านพี่คะ ได้ยินไหมคะ”
เธอยังคงเรียกต่อไปเพราะไม่มีการตอบกลับใดๆ
“นี่! ท่านพี่!”
“หืม!” เสียงผู้ชายคนหนึ่งตอบกลับ
“เป็อะไรรึเปล่าคะ ข้าเรียกตั้งหลายรอบแล้ว”
“โทษทีๆ พอดีนึกถึงเื่เก่าๆ นิดหน่อยนะ”
ผู้ชายคนนั้นเอามือลูบบริเวณดวงตาทั้งสองข้างด้วยความเหนื่อยลา
“แล้วที่เรียก มีอะไรงั้นหรอ”
“การเตรียมการพร้อมแล้วค่ะ พลังเวทย์อยู่ในอัตราสูงสุดแล้วความเสถียรของพลังเวทย์ปกติดีทุกอย่างค่ะ”
เขาหันกลับมาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ขอบใจมาก เคลฟี”
ชายที่ยืนอยู่นั้นคือเอเลโอสหรือเอล ส่วนผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังคือเคลฟีล่าหรือเคลฟี
ั้แ่เหตุการณ์นั้นเวลาได้ผ่านมากว่าสิบปีแล้ว
ตอนนี้ทั้งเอลทั้งเคลฟีดูโตเป็ผู้ใหญ่ขึ้นมาก
ที่ๆทั้งคู่ยืนอยู่ตอนนี้คือบริเวณระเบียงขนาดใหญ่บนปราสาทที่สูงห่างจากพื้นดินราวๆ 200เมตร
ส่วนที่อยู่ด้านล่างรอบๆปราสาทณ ตอนนี้ คือา
กองทัพมนุษย์เอลฟ์ และคนแคระ นับแสน ล้อมรอบปราสาทแห่งนี้จำนวนนั้นมากราวกับอยู่ท่ามกลางทะเลมนุษย์ กับกองทัพปีศาจที่เหลืออยู่แค่ประมาณสี่หมื่นตนที่กำลังป้องกันประสาทอยู่รอบๆ
หากมองจาก้าพื้นดินนั้นราวกับถูกย้อมไปด้วยสีเื พื้นที่ปะทะเป็ดั่งกับสายแม่น้ำสีแดงเสียงของการฆ่าฟัน เสียงของเวทมนตร์ ดังไปสนั่นทั่วสมรภูมิ เพียงพอให้ทั้งคู่ที่อยู่ห่างจากพื้นราว 200 เมตรได้ยิน
สถานการณ์ตอนนี้คือฝ่ายปีศาจกำลังจะพ่ายแพ้ให้กับฝั่งมนุษย์
และปราสาทแห่งนี้คือปราการสุดท้ายของเผ่าปีศาจ
นี่คือศึกสุดท้ายที่ตัดสินระหว่างสามเผ่าพันธ์ กับเผ่าพันธ์ปีศาจที่มีจอมมารเอเลโอสหรือเอลเป็ผู้นำ