แสงแดดอ่อน ๆ ของยามเช้าลอดผ่านรอยแตกของผนังไม้เก่าซบเซา นาวีหยัดกายลุกขึ้นจากแคร่อย่างยากลำบาก ทันทีที่ขยับตัว าแจากคมดาบที่หน้าอกก็ส่งความเ็ปแปลบปลาบจนเขาต้องนิ่วหน้า แม้ยาของป้าเผิงจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบไปได้มาก แต่เขาก็ััได้ว่าร่างกายของฉางตงนั้นเปราะบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับิญญานักสู้ที่เขาแบกรับไว้
ยังไม่ทันที่ตะวันจะโด่ง เสียงเคาะประตูเบา ๆ ก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของอวิ๋น เด็กหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังระคนกังวล นาวียกมือขึ้นกดแผลตัวเองพลางจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาจริงจัง
"อวิ๋น ข้าต้องบอกเ้าอีกครั้ง... สิ่งที่ข้าจะสอนเ้า มันไม่ใช่ 'วรยุทธ์' เ้าจะไม่เห็นการเหาะเหินเดินอากาศ ไม่มีการซัดฝ่ามือปล่อยพลังปราณ หากเ้าหวังจะใช้มันเพื่อเข้าสำนักใหญ่หรือไปสอบเป็ทหารชั้นสูง เ้าคงต้องผิดหวัง เพราะโลกใบนี้วัดกันที่ลมปราณ แต่ข้าไม่มีสิ่งนั้นให้เ้า"
เขานิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อให้อีกฝ่ายได้ตรึกตรองความ้าของตนเองให้แน่ชัด "เ้ายัง้าจะเดินบนเส้นทางที่ถูกคนทั้งโลกดูแคลนนี้อยู่ไหม?"
อวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง ความทรงจำถึงความล้มเหลวและคำสบประมาทของคนในเมืองไหลย้อนกลับมา ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทรุดเข่าลงกับพื้นคำนับนาวีอย่างหนักแน่น
"ท่านอาจารย์... แต่เดิมตัวข้าก็ไร้หนทางมานาน มิอาจฝึกฝนวรยุทธ์ตามขนบได้อยู่แล้ว แต่ในวันนั้นข้าเห็นกับตาว่าท่านสามารถต่อสู้กับโจรป่าที่มีวรยุทธ์ได้ ข้าเชื่อในสิ่งที่เห็น... ข้าขอเป็ศิษย์ท่าน!"
นาวีลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก "ดี... ในเมื่อเ้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์ั้แ่วันนี้ แต่วันนี้เ้าจงกลับไปจัดการธุระของเ้าให้เรียบร้อยก่อน ข้าเองก็มีธุระสำคัญที่ต้องทำ"
"ครับ!" อวิ๋นรับคำด้วยน้ำเสียงขึงขังก่อนจะรีบจากไป
นาวีเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งกว่าเดิม เขาบรรจงทำความสะอาดแผลและเปลี่ยนผ้าพันแผลที่เริ่มชุ่มไปด้วยเือย่างใจเย็น หากจะใช้ชีวิตในโลกนี้ต่อ ข้าต้องฟื้นฟูร่างกายผอมแห้งนี่ใหม่ ไหนจะเื่อวิ๋นอีก... สุดท้ายปัญหาก็คือเงินสินะ ไม่ว่ายุคไหนเื่นี้ก็เป็ปัญหาเสมอ
เขาลุกขึ้นเดินไปเปิดกล่องไม้เก่า ๆ ที่ถูกซ่อนไว้อย่างดี เมื่อฝาไม้เปิดออก เขาก็พบตำลึงเงิน 10 ก้อนวางเรียงรายอยู่ นาวีรู้สึกตื่นเต้นอยู่ลึก ๆ แต่ในขณะเดียวกันเขากลับััได้ถึงความเศร้าใจที่สะท้อนออกมาจากส่วนลึกของดวงจิตเดิม ราวกับเขารับรู้ได้ว่าเงินจำนวนนี้แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและการดิ้นรนอย่างแสนสาหัสของฉางตงตลอดหลายปี นาวีกล่าวขอบคุณเ้าของร่างเดิมเบา ๆ ก่อนจะหยิบกล่องเงินนั้นออกไปสู่โลกภายนอก
เขาเริ่มมองหาบ้านชายขอบเมืองที่ราคาไม่แพงนัก จนกระทั่งพบบ้านดินกึ่งไม้หลังหนึ่งแถบชานเมือง แม้สภาพจะดูทรุดโทรมไปบ้างแต่มันมีลานดินที่กว้างขวางและเป็ส่วนตัว นาวีตัดสินใจติดต่อขอซื้อจากเศรษฐีเก่ารายหนึ่งในราคา 6 ตำลึงเงิน ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมขายให้โดยไม่ซักไซ้เพราะไม่ได้สนใจบ้านหลังนี้อยู่แล้ว
หลังจัดการเื่เอกสารเสร็จ นาวีมุ่งหน้าไปตลาดเพื่อซื้ออุปกรณ์ทำกับดักและเครื่องเทศนานาชนิด ทั้งฮวาเจียว ขิงแก่ โป๊ยกั๊ก และอบเชย เขาเดินสำรวจตลาดพลางรู้สึกกังวลใจเล็กน้อยเมื่อไม่พบน้ำตาลอ้อยและพริกไทยที่คุ้นเคย จึงตั้งใจว่าจะลองเข้าไปหาพืชพรรณที่พอจะใช้ทดแทนกันได้ในป่าลึก
นาวีนำของทั้งหมดไปเก็บที่บ้านหลังใหม่ ก่อนจะหยิบกับดักและเชือกออกไปสะกดรอยสัตว์ป่า ความทรงจำที่หลงเหลือของฉางตงช่วยให้เขาจำแนกร่องรอยบนพื้นดินได้แม่นยำขึ้น เขาจัดการวางกับดักหมูป่าและทำกับดักกิ่งไม้สำหรับไก่ป่าไว้อย่างแยบยล ก่อนจะเดินเก็บของป่าอื่น ๆ เพื่อรอเวลา
ทันใดนั้นเอง! เสียงลมแหวกอากาศแหลมคมดังมาจากเื้ั กระบี่เล่มหนึ่งพุ่งทะยานเข้าโจมตีหมายเอาชีวิตนาวีในพริบตา! นาวีรีบหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ แต่ร่างกายที่ยังาเ็ทำให้เขาขยับตัวได้ไม่ดั่งใจ ทว่าก่อนที่คมกระบี่จะถึงเนื้อ กลับมีดาบเล่มใหญ่พุ่งเข้ามาขวางและงัดกระบี่นั้นจนเสียหลัก แรงปะทะรุนแรงส่งให้ผู้ลงมือต้องม้วนตัวกลับหลังถอยไปไกลกว่าสามเมตร
เมื่อตั้งสติได้ นาวีจึงเห็นว่าผู้ลอบโจมตีคือมือสังหารที่เขาเคยปล่อยตัวไป แต่คนที่เข้ามาขวางไว้นั้นกลับเป็ชายร่างั์ที่เขาจำได้ดี... หัวหน้าโจรกลุ่มเขี้ยวโลกันตร์
มือสังหารยังไม่ยอมลดละ เขาเค้นพลังบางอย่างออกมาจนบรรยากาศรอบตัวดูสั่นไหวแล้วพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง ฝ่ายหัวหน้าโจรเมื่อเห็นดังนั้นก็คำรามลั่นก่อนจะพุ่งเข้าปะทะ แรงกดดันที่ทั้งคู่สร้างขึ้นทำเอาใบไม้รอบข้างปลิวว่อน เมื่อพลังของทั้งสองปะทะจนถึงจุดอิ่มตัว ทั้งคู่ต่างซัดฝ่ามือเข้าใส่ไหล่ของกันและกันจนกระเด็นถอยออกไป
"จอมยุทธ์ขั้นก่อกำเนิด ระดับ 2 อย่างเ้า มาขวางข้าทำไม!" มือสังหารตวาดถามด้วยความโกรธแค้น
"ข้า ถังขู่ หัวหน้าโจรเขี้ยวโลกันตร์! ถึงข้าจะไม่ได้มีราชสำนักแต่งตั้ง แต่ข้าก็คือผู้ดูแลูเาลูกนี้" ชายร่างั์ตอบกลับด้วยเสียงทุ้มต่ำ "มันจะเป็เื่ยุ่งยากสำหรับข้า หากมีคนมาตายในเขตของข้า"
"เสี่ยวเอ้อต่ำต้อยคนหนึ่งตาย ใยจะมีใครสนใจ!" มือสังหารชี้กระบี่ไปที่นาวีด้วยสายตาอาฆาต
"นั่นสิ... ทำไมคนเราต้องมาสนใจเสี่ยวเอ้อต่ำต้อยด้วยนะ?" ถังขู่หันมามองนาวีครู่หนึ่งด้วยแววตาที่ยากจะอ่านความหมาย ก่อนจะหันกลับไปหาศัตรู
มือสังหารกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ เขาประเมินแล้วว่าหากต้องสู้กับถังขู่จนรู้ผลแพ้ชนะ เขาคงไม่เหลือแรงพอจะรับมือกับความประหลาดของนาวีที่เขาเคยพ่ายแพ้มาแล้ว
"ข้า... ตงฟานหรง ขอสาบานต่อฟ้าในนามมือสังหารแห่งตงเป่ย หากใต้ฟ้านี้มีข้า ย่อมไม่มีเ้า ฉางตง!" สิ้นเสียงประกาศกร้าว ตงฟานหรงก็ทะยานกายหายลับไปในหมู่ไม้
ความเงียบกลับเข้าปกคลุมอีกครั้ง นาวีและถังขู่ยืนประจันหน้ากันเพียงลำพัง นาวีรู้สึกรั้งรอที่จะพูดบางอย่างแต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเพียงแค่ขอตัวลา ส่วนถังขู่ก็ได้แต่จ้องมองตามหลังเสี่ยวเอ้อผู้นั้นไป ในหัวของเขาเริ่มหมุนวนด้วยความสงสัยว่าเสี่ยวเอ้อที่ดูไร้พลังปราณผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็ใครกันแน่