บทที่ 19แหล่งน้ำ
แคสเซียนกับโดมินิกยืนรออยู่กับแฮดวินก่อนแล้วเมื่อผมและเทสเดินไปถึงมีเพียงแฮดวินเท่านั้นที่ทักทายผมด้วยไมตรีส่วนอีกสองคนกลับทำเพียงเพิกเฉยราวกับผมไม่มีตัวตน
ผมเหลือบไปเห็นศพของเดนี่ที่ชายป่าเขาเหลือเพียงชุดชั้นในติดตัวสงสัยคงจะมีใครบางคนเริ่มใช้สมองคิดขึ้นมาได้บ้างแล้วล่ะมั้งเพราะเสื้อผ้าถือเป็ทรัพยากรที่มีค่าและในโลกนี้ก็ไม่มีร้านค้าให้หาซื้อใหม่ได้เสียด้วย
แต่ที่ผมไม่ชอบใจคือการที่พวกเขามักง่ายไม่ยอมลากศพเข้าไปในพงหญ้าให้ลึกกว่านี้อีกสักหน่อย แต่ก็ช่างเถอะ... มันไม่ใช่ปัญหาของผม
“เรามีอะไรไว้ใส่น้ำบ้าง?”
ผมถามเข้าเื่
“ขวดไม่กี่ใบ ถุงพลาสติกอีกนิดหน่อยแล้วเราก็เจอถังเหล็กนี่ด้วย”
แฮดวินชี้ไปที่ถังเหล็กใบโตข้างเท้า
ดูเหมือนจะเป็ถังสำรองน้ำมันหรือบรรจุของเหลวบางอย่างแน่นอนว่าผมไม่มีทางล้างมันเองแน่งานหยาบแบบนี้ต้องยกให้สมาชิกใหม่อย่างสองคู่หูวัยกลางคนนั่นรับผิดชอบไป
ผมพยักหน้าพลางชักมีดออกมาจากขอบกางเกงด้านหลังมีดเล่มนี้เป็ของรางวัลจากเ้าก๊อบลินชาแมนตัวนั้นมันให้ััที่หนักแน่นและถนัดมือกว่ามีดเล่มเดิมมาก
ใจจริงผมอยากได้หอกมาไว้รักษาระยะห่างจากศัตรูมากกว่าแต่การใช้หอกด้วยมือเพียงข้างเดียวมันลำบากเกินไป และผมก็ชอบใบมีดคมๆมากกว่าท่อเหล็กทื่อๆ อย่างน้อยถ้าเล็งให้แม่น มันก็สร้างแผลที่รุนแรงได้เยอะกว่า
“ไปกันเถอะ”
แฮดวินเอ่ยนำก่อนจะเริ่มก้าวเดินมุ่งหน้าเข้าป่าในจังหวะที่เดินพ้นเขตทางรถไฟ ผมชำเลืองกลับไปมองข้างหลังเห็นโชอี้กำลังยืนจ้องมองผมพลางกุมมือน้องสาวเอาไว้แน่นสีหน้าของเธอยากที่จะคาดเดาความหมายจริงๆ
เทส แคสเซียน และโดมินิกพลันเงียบกริบลงทันทีที่ก้าวเข้าสู่ร่มไม้พวกเขาดูลุกลี้ลุกลนและสะดุ้งโหยงทุกครั้งที่มีเสียงกิ่งไม้หัก
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนักในเมื่อพวกเขาเห็นพวกผมกลับมาในสภาพสะบักสะบอมครั้งแล้วครั้งเล่าแถมยังมีคนตายสังเวยป่าแห่งนี้ไปแล้วหนึ่งคน เป็ใครก็ต้องขวัญเสียเป็ธรรมดา
แต่โชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีการปะทะใดๆเกิดขึ้นจนกระทั่งเราเข้าใกล้จุดที่แฮดวินบอกไว้
แบบนี้สิที่ผม้า...ขอให้ความเงียบสงบนี้คงอยู่ต่อไปเถอะ
ทุกคนดูมีความหวังขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆหลังจากผ่านไปไม่กี่นาที แคสเซียนกับโดมินิกเริ่มกระซิบกระซาบกันอย่างตื่นเต้นแม้แต่แฮดวินเองก็ยังเร่งฝีเท้าขึ้น
เมื่อเดินพ้นแนวดงไม้สุดท้ายเราก็พบกับลำธารสายเล็กที่ไหลเอื่อยผ่านผืนป่า
“ในที่สุดก็เจอสักที!”
แคสเซียนะโลั่นพลางวิ่งแซงหน้าแฮดวินไปอย่างขาดสติ
“เงียบหน่อย แคสเซียน!”
แฮดวินเค้นเสียงดุพลางคว้าแขนดึงเขากลับมา
“จำไว้ด้วยว่าเราอยู่ที่ไหน!”
แต่น่าเสียดายที่แคสเซียนดูจะไม่สนคำเตือนนั้นเท่าไหร่นักเขายิ้มหยันและพยักหน้าส่งๆ ท่าทางเมินเฉยของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เห็นหัวแฮดวินและเขาไม่รู้เลยว่าความประมาทโง่ๆ ของเขากำลังทำให้พวกเราทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย
“นี่...”
ผมเรียกเขาด้วยเสียงที่ลดต่ำลงจนเกือบเป็เสียงกระซิบทันทีที่เขาหันมา ผมก็กระแทกเข่าเข้าที่ยอดอกของเขาเต็มรักจนลมหายใจเขาขาดห้วงร้องไม่ออกแม้แต่คำเดียว
แคสเซียนตาเบิกค้างใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความจุกเสียด และก่อนที่เขาจะได้สติผมก็จัดการใช้มือข้างที่ปกติบีบคอเขาไว้แน่นจนแผ่นหลังเขากระแทกเข้ากับต้นไม้
ที่หางตาผมเห็นโดมินิกตั้งท่าจะพุ่งเข้ามาแต่เทสก้าวเข้าไปขวางทางไว้พร้อมกับจ่อปลายหอกไปที่คอหอยของเขาอย่างรู้ใจทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงันและกดดันถึงขีดสุด
“เงียบๆ ไว้... เข้าใจไหม?”
ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบที่เย็นเยียบกว่าเดิม
แคสเซียนลังเลและอ้าปากพะงาบๆคล้ายจะประท้วง ผมจึงเพิ่มแรงบีบปลายนิ้วลงบนลำคอเขาจนหน้าเขาเริ่มเปลี่ยนสีเพียงครู่เดียวเขาก็เริ่มรู้ซึ้งถึงความตายที่จ่ออยู่ตรงหน้าและรีบพยักหน้าถี่ๆ
ผมปล่อยมือออกเขาทรุดลงไปกองกับพื้นหอบหายใจโกยอากาศเข้าปอดอย่างเอาเป็เอาตายผมก้มลงหยิบมีดสั้นที่ถือไว้ขึ้นมาตรวจสอบความเรียบร้อย
ถ้าเขาอยากจะหาที่ตายด้วยความประมาทผมจะไม่ห้ามเลยสักคำแต่อย่ามาทำให้ผมต้องเสี่ยงตายไปด้วยเพราะความโง่ของเขาเด็ดขาด หากมีครั้งหน้า...ผมจะไม่จบแค่บีบคอแน่
ผมพยักหน้าส่งสัญญาณให้แฮดวินซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบรับด้วยความเข้าใจ ในขณะที่ผมแยกตัวออกมาคอยระวังหลังให้แฮดวินก็ขยับเข้าไปใกล้ริมลำธาร
เท่าที่มองจากระยะนี้น้ำดูใสสะอาดและปกติดี ผมได้แต่หวังว่ามันจะดื่มได้อย่างปลอดภัย
แต่เพื่อความชัวร์ผมตั้งใจจะให้คนอื่นลองดื่มดูก่อนถ้าผ่านไปสักสองสามชั่วโมงแล้วพวกเขาไม่มีอาการผิดปกติ ผมค่อยดื่มตาม
วิธีการแบบหนูทดลอง นี่แหละคลาสสิกที่สุดแล้วและในที่สุดพวกเขาก็จะได้ทำประโยชน์อะไรให้ผมแบบจริงๆ จังๆ เสียที
แฮดวิน แคสเซียน และโดมินิกรีบช่วยกันตักน้ำใส่ถัง ขวด และถุงพลาสติกอย่างเร่งรีบโดยมีผมกับเทสคอยยืนระแวดระวังรอบด้านอย่างไม่ประมาท
ทว่าในตอนที่พวกเขากำลังจะเสร็จงานเทสก็ส่งสัญญาณบอกผมทันที เธอเอานิ้วแตะที่ริมฝีปากเพื่อสั่งให้เงียบพลางชี้ไปยังพงหญ้าฝั่งหนึ่งของป่า นั่นทำให้ผมกระชับมีดในมือแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
“มีบางอย่างเคลื่อนไหว”
ผมกระซิบเตือนคนอื่นๆ
ทั้งสามคนรีบทิ้งของในมือแล้วคว้าอาวุธขึ้นมาเตรียมพร้อมผมได้ยินเสียงแฮดวินปลดเซฟตี้ปืนพกดังคลิกแว่วมาตามลม
เทสส่งสัญญาณให้ผมอีกครั้งเธอชี้ที่ตัวเองแล้วชี้ไปยังทิศทางที่พบความเคลื่อนไหวแววตาของเธอฉายความแน่วแน่ออกมาขณะมองตรงมาที่ผมเหมือนกำลังรอคำอนุมัติเพื่อเป็ฝ่ายเปิดฉาก
เมื่อเห็นเธอมีความมั่นใจขนาดนั้นผมจึงพยักหน้าตกลงทันที
เราสองคนมุ่งหน้าเข้าไปในดงไม้ทึบโดยผมส่งสัญญาณกำชับให้คนอื่นปักหลักรออยู่ที่ริมน้ำเดินไปได้เพียงไม่กี่อึดใจเทสก็หยุดกะทันหันก่อนจะยืดตัวขึ้นตั้งหลัก
เธอเงื้อหอกขึ้นในท่าเตรียมขว้างแล้วพริบตานั้นเธอก็ซัดมันออกไปจริงๆ
หอกพุ่งแหวกอากาศไปด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อแต่ในจังหวะที่มันกำลังจะเข้าเป้าผมสาบานได้เลยว่าเห็นทิศทางของมันบิดเบี้ยวเปลี่ยนไปเล็กน้อยกลางอากาศ...
นี่มันเื่บ้าอะไรกัน?คนพวกนั้นแอบให้หอกเวทมนตร์นำวิถีกับเธอหรือไง? เห็นแล้วผมล่ะอยากได้บ้างจริงๆ
ไม่นานนัก หอกก็พุ่งทะลุพุ่มไม้หายไปตามมาด้วยเสียงร้องแหลมสั้นๆ ที่เงียบหายไปในทันที
เทสหันกลับมามองผมพร้อมรอยยิ้มผมรู้ได้ทันทีว่าเธอเลเวลอัปแล้ว... โลกนี้มันช่างใจดีกับเธอเสียจริงว่าแต่เธอเพิ่งฆ่าตัวอะไรไปนะ?
เมื่อเดินพ้นพุ่มไม้ตามไปผมก็พบกับผลงานของเธอเข้าจังๆ มันคือสัตว์รูปร่างคล้ายกวางิัสีน้ำตาลอ่อนนุ่มละเอียด แต่ที่ดูประหลาดตาคือเขาสีขาวที่เคยเรืองแสงจางๆซึ่งตอนนี้แสงนั้นค่อยๆ หรี่ลงจนดับมืดไปพร้อมกับลมหายใจของมัน
ผมเพ่งมองไปที่ร่างนั้นไม่มีชื่อหรือสถานะลอยอยู่เหนือหัวมันอีกแล้ว แสดงว่ามันตายสนิทแล้ว โธ่เอ๊ย...ผมยังไม่ทันได้เห็นเลเวลของมันเลยด้วยซ้ำ
“กวาง เลเวล สองค่ะ”
เทสกระซิบเบาๆ ราวกับอ่านใจผมออก
“อ้อ...”
ผมอุทานตอบสั้นๆพยายามเก็บอาการทึ่งเอาไว้
“ฉันเลเวลอัปแล้วนะคะ ลงมานาไปหนึ่งแต้มแล้วก็ความทนทานอีกสองแต้มตามที่แนทบอกเลย”
เธอรายงานต่อด้วยท่าทีภูมิใจ
“แล้วเมื่อกี้...ฉันลองใช้ทักษะตาทิพย์กับพลังจิตควบคุมวัตถุควบคู่กันด้วยค่ะ”
ผมพยักหน้ายอมรับในความหัวไวของเธอ
“ฉันว่า... เราน่าจะกินมันได้นะคะ”
เทสชี้ไปที่ซากกวางแม้ใบหน้าของเธอจะกลับมาเป็หน้ากากที่เรียบเฉยเหมือนเดิมแล้วแต่ผมก็ยังเห็นประกายความซุกซนขี้เล่นฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น
เยี่ยมเลย! ตอนนี้เธอทั้งเลเวลอัปใช้ทักษะระดับสูงได้ แถมยังหาอาหารมาประเคนให้ถึงที่อีก?นี่เธอจะเก่งเกินหน้าเกินตาผมไปหน่อยหรือเปล่าเนี่ย?
ผมก้มลงมองซากสัตว์ตัวนั้นและสาบานได้เลยว่าผมได้ยินเสียงท้องตัวเองร้องประท้วงออกมาดังลั่นจนน่าอาย โอเค...ใจเย็นไว้ เดี๋ยวแกก็ได้กินของอร่อยแล้ว!
ผมหันไปมองเทสอีกครั้งแววตาขี้เล่นของเธอทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ ในใจขึ้นมาเล็กน้อยสงสัยผมต้องหักห้ามใจตัวเองไว้บ้างแล้วล่ะ เดี๋ยวจะเผลอใจไปหลงรักเธอเข้าจริงๆเพราะใครๆ ก็รู้ว่าทางลัดที่สั้นที่สุดสู่หัวใจผู้ชายน่ะมันต้องผ่านทางปากท้องทั้งนั้นแหละ!
สำหรับผมนาทีนี้ ใครให้อาหารผมได้หนักผมก็พร้อมจะเทใจให้คนนั้นแบบไม่มีเงื่อนไขเลยจริงๆ
แต่ก็นะ... พักเื่นี้ไว้ก่อนรีบจัดการกวางนี่ดีกว่า
ผมคว้าขาข้างหนึ่งของมันไว้แล้วส่งสัญญาณให้เทสช่วยคว้าอีกข้างก่อนที่เราจะช่วยกันลาก เสบียงมื้อใหญ่ กลับไปหาคนอื่นๆที่รออยู่ริมน้ำอย่างเร่งรีบ
แฮดวินยังคงปักหลักระวังภัยอย่างแข็งขันในขณะที่แคสเซียนกับโดมินิกยืนรออยู่ที่เดิมพร้อมกับน้ำที่ตักเตรียมไว้จนเต็มทุกภาชนะ
ทั้งน้ำสะอาด ทั้งเสบียงมื้อใหญ่...ให้ตายเถอะ สำหรับนาทีนี้จะมีอะไรที่ผม้าไปมากกว่านี้อีกไหม?แต่ถ้าขอได้จริงๆผมก็อยากจะขอให้ไอ้พวกก๊อบลินมันลดจำนวนลงกว่านี้หน่อยก็คงจะดี แต่เอาเถอะผมไม่ควรโลภเกินไป!
“แคสเซียน แบกกวางนี่ไป”
ผมออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เบาที่สุดแต่แฝงไปด้วยความเฉียบขาด
“แม่งเอ๊ย...”
เขาพึมพำออกมาเบามากจนแทบไม่ได้ยินแต่หูผมก็ยังดีพอจะจับใจความได้ ก็นะ... นี่แหละคือผลจากการกระทำโง่ๆ ของเขาเอง
เทสเข้าไปรับของพะรุงพะรังจากแคสเซียนมาถือไว้แทนและด้วยความช่วยเหลือจากแฮดวิน แคสเซียนจึงจำใจแบกซากกวางขึ้นบ่า
เขาครางฮึดฮัดพลางย่อเข่าลงเล็กน้อยเพื่อรับน้ำหนักแววตาที่มองค้อนมาทางผมแฝงไปด้วยความโกรธแค้นอย่างปิดไม่มิด
ดี...งั้นก็เอาแรงแค้นนั่นแหละไปใช้แบกกวางให้รอดแล้วกัน!
การได้เห็นแคสเซียนลำบากตรากตรำอยู่ใต้ร่างกวางนี่มันช่างเป็ภาพที่น่าเจริญใจเหลือเกินผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกมีความสุขลึกๆที่เห็นเขาต้องกระเสือกกระสนสู้กับน้ำหนักของสัตว์ตัวนั้น
การเดินทางขากลับราบรื่นกว่าที่คาดเราไม่พบอันตรายใดๆ เลย จนกระทั่งเดินกลับมาถึงลานโล่งหน้าตู้ขบวนรถไฟ
เมื่อมาถึงจุดหมายแคสเซียนก็โชกไปด้วยเหงื่อและหอบหายใจอย่างหนักเขาโยนซากกวางทิ้งลงพื้นทันทีที่ทำได้ ก่อนจะล้มตัวลงนอนแผ่หลาอยู่ข้างๆหน้าอกขยับขึ้นลงรัวเร็วพลางอ้าปากโกยอากาศเข้าปอดอย่างเอาเป็เอาตาย
สภาพค่ายที่พักหน้าตู้โดยสารดูปกติดีผู้คนต่างพากันกรูเข้ามาล้อมรอบพวกเราด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจนอกจากเสียงจอแจของมนุษย์แล้ว ยังมีเสียงเห่าแหลมๆของสุนัขตัวน้อยดังแทรกขึ้นมาด้วย
ผมหันไปมองพบว่าเป็เ้าคอร์กี้ตัวจ้อยสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังเห่าเจี๊ยวจ๊าวไม่ยอมหยุดโดยมีเ้าของเป็หญิงวัยราว 50 ปี คอยลูบหัวปลอบประโลมมันอยู่ใกล้ๆ
“ไม่เป็ไรนะบิสกิต ใจเย็นๆ จ้ะแม่อยู่นี่แล้ว...”
ผมอดไม่ได้ที่จะกลอกตาในใจ...ให้ตายเถอะคุณป้า ในเวลาที่ความเป็ความตายแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้ยังจะมีแก่ใจมาเล่นบทคุณแม่ที่แสนดีอยู่อีกเหรอเนี่ย?
ผมกวาดสายตามองไปรอบๆจนเห็นกองฟืนตั้งอยู่ไม่ไกลจากตู้ขบวน ผมพยักหน้าอย่างพอใจอย่างน้อยพวกที่เหลือก็เริ่มรู้จักทำตัวให้มีประโยชน์ขึ้นมาบ้างแล้วล่ะนะ
ในขณะที่ผมกำลังกวาดสายตาสำรวจความเรียบร้อยรอบแคมป์เสียงของแฮดวินก็โพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“นั่นมัน... ตัวอะไรกันวะ!”
สัญชาตญาณสั่งให้ผมกระชากมีดสั้นออกมาและดิ่งเข้าสู่สภาวะสมาธิในเสี้ยววินาทีผมหันควับกลับไปมองตามทิศทางที่แฮดวินยืนตะลึงอยู่ซึ่งมันคือชายป่าจุดที่ร่างไร้ิญญาของเดนี่ถูกทิ้งเอาไว้
ทุกคนในค่ายที่พักหันไปมองทิศทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงและนั่นคือตอนที่ความโกลาหลเริ่มต้นขึ้น
เสียงกรีดร้องด้วยความขวัญเสียดังระงมจนควบคุมไม่ได้แม้แต่เทสที่มักจะเยือกเย็นยังถึงกับหลุดอุทานออกมาด้วยความใสุดขีด
หัวใจของผมเต้นรัวกระหน่ำจนแทบทะลุออกจากอกความหวาดกลัวที่เย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลังเมื่อภาพตรงหน้าคือหมีขนสีเทาขนาดมหึมาที่ยืนตระหง่านทับอยู่บนร่างของเดนี่
ลำตัวของมันใหญ่โตจนดูผิดธรรมชาติขนสีเทาหนาหนักกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่ทุ้มต่ำและทรงพลังทุกครั้งที่มันพ่นลมหายใจออกมาดูราวกับมีละอองเถ้าถ่านฟุ้งกระจาย
และที่น่าขนลุกที่สุดคือดวงตาสีส้มคู่นั้นที่วาวโรจน์จ้องเขม็งมาราวกับมีถ่านไฟกำลังลุกโชนอยู่ในเบ้าตาของมัน
แต่สิ่งที่ทำให้ผมถึงกับเย็นวาบไปทั้งตัวจนเกือบสิ้นสติคือตัวอักษรที่ลอยเด่นอยู่เหนือหัวของมัน...
[หมีเถ้าถ่าน เลเวล 19]