ครามพยายามควบคุมสติ รวบรวมสมาธิ ทำให้เขาตกอยู่ในห้วงทะเลแห่งจิติญญา บัดนี้เขายืนอยู่บนเกาะเล็กๆ ที่ผุดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว รอบๆ มีท้องทะเลที่กว้างใหญ่ มีพระอาทิตย์ 1 ดวง อันที่จริงไม่ใช่หรอก มันเป็ลูกไฟทรงกลมขนาดใหญ่ ที่นี่ไม่ต่างอะไรกับโลกอีกหนึ่งใบ ที่มีเพียงเขาอยู่เพียงลำพัง
ทันใดนั้นมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
“ศิษย์ข้าห้วงใบนี้คือโลกแห่งจิติญญาของเ้าเอง อันที่จริงเ้าพวกตัวอ่อนจิติญญาบรรพธาตุต้นกำเนิด ทั้ง 4 ช่วยกันสร้างโลกใบนี้ขึ้นมา เพราะความทรงจำของเ้านั้น มีมากเกินกว่า 49 ภพชาติ จึงจำเป็ต้องมีพื้นที่สำหรับเก็บความทรงจำที่ใหญ่เกินกว่าคนธรรมดาจะบันทึกได้”
“เ้าลองมองไปรอบๆ ตัว เห็นไหม ดิน น้ำ ลม และไฟ ล้วนอยู่รวมกันในที่แห่งนี้ อะไรที่เป็ศัตรูกับความมืดกันเล่า”
“แสงสว่าง” ครามตอบอาจารย์
“ตอบได้ดี”
พลัน ในท้องทะเลเกิดแสงบางอย่าง มีคัมภีร์เล่มหนึ่ง ลอยขึ้นมา และเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าคราม รูปเล่มของมันดูขาดๆ ราวกับว่าหน้าปกของมันหายไป มีอักษรตัวใหญ่ที่หน้ากระดาษว่า
‘ธาตุแท้แห่งแสง’
นี่มัน!!! เคล็ดวิชาที่ขาดไปของคัมภีร์ห้าธาตุ
“ใช่แล้ว ข้าเดาว่า ตอนที่เ้าจัดระเบียบความทรงที่ไม่ได้ใช้ให้ลงสู่ก้นทะเลแห่งจิตใต้สำนึก เ้าแยกความทรงจำของคัมภีร์ห้าธาตุออกเป็สองส่วน ทำให้เ้าไม่สามารถรับรู้ได้ถึงธาตุที่ 5 นั่นคือ ธาตุแท้แห่งแสง”
“ข้าขอขอบคุณอาจารย์” คราม รับคัมภีร์ส่วนที่เหลือนั้นมา และดันเข้าไปในหัว ความทรงจำของเคล็ดวิชาทั้งหมดก็ถูกรวมเข้ากับ 4 ธาตุก่อนหน้านี้
ในห้วงแห่งจิตวิญาณของคราม เสมือนอีกโลกหนึ่ง ที่เวลาในนี้จะเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ดังนั้นเขาพอมีเวลาในการฝึกเคล็ดวิชาแห่งแสง
ครู่หนึ่ง ผลึกแก้วสีอำพันเล็กๆ ลอยขึ้นมาจากพื้น ขณะที่ ผลึกน้ำสีฟ้าก็พุ่งตัวมาจากท้องทะเล ดวงไฟดวงเล็ก ก็แยกตัวมาจากดวงใหญ่ที่ลอยเด่นอยู่ข้างบน ลอมหอบใหญ่พัดผ่านครามไป แล้วทิ้งลมวูบเล็กๆ เอาไว้ให้
ครามรวบรวมทั้งสี่ธาตุให้มาอยู่รวมกันตรงหน้า แล้วค่อยๆ เลื่อนฝ่ามือทั้งสองเข้าไปใกล้ๆ แล้วเคลื่อนมือไปมาอย่างรวดเร็ว จนทั้งสี่ธาตุหมุนติ้ว ไม่ช้าเกิดแสงสว่างวูบออกมากลางฝ่ามือทั้งสอง แล้วดันฝ่ามือขึ้นไปบนฟ้า
บัดนี้ร่างของครามที่ลอยอยู่กลางอากาศจากพลังดูดของผู้เสพิญญา ลืมตาขึ้น กลางหน้าผากผุดลำแสงพุ่งปราดออกไปยังเงาร่างดำทมิฬ
ลำแสงสีขาวนั้นเมื่อพุ่งเข้าไปในร่างของผู้เสพิญญาทำลายความมืดมิดจนหมดสิ้น เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องกังวาน ร่างนั้นสั่นเทิ้มและแตกกระจายเป็ธุลีในอากาศ
เงาร่างของเหล่าวิญาณหลายสายต่างหลุดพ้นจากพันธนาการภายในร่างของผู้เสพวิญญษณ และแยกย้ายกันไปคนละทาง ยกเว้นิญญากลุ่มหนึ่ง ที่ค่อยๆ ลอยไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของครามและอชิรา ที่กำลังทรุดกายอย่างอ่อนแรงหลังการยื้อิญญาไม่ให้ถูกผู้เสพวิญาณดูดวิญาณไป
หญิงสาวใช้ดาบพยุงตัวเองให้ยืนขึ้น น้ำตาไหลออกมาราวกับเขื่อนแตก ิญญาของผู้เป็บิดา และเหล่าผู้าุโของเธอเดินเข้ามาใกล้ๆ
ครามร่วงลงมาหลังจากทำลายผู้เสพิญญาจนแตกสลาย เขาพยายามลุกขึ้นมายืนทุลักทุเล
ขณะที่อชิรายื่นแขนของเธอไปข้างหน้าและพยายามคว้าพ่อมากอด พลางร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่กายเนื้อรึจะแตะต้องิญญาได้
“ลูกพ่อ เ้าไม่ต้องพยายามหรอก พวกเราเหลือแต่เพียงเสี้ยวิญญาไม่ต่างอะไรกับอากาศที่ว่างเปล่า เ้ามองเห็นเพียงรูปลักษณ์เบาบางของพวกเราเท่านั้น ไม่ช้าพวกข้าก็ต้องไป เ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี”
“ไม่ท่านพ่อ ท่านต้องอยู่กับข้า ท่านผู้าุโทั้งหลาย ข้ามีทางใดที่จะช่วยพวกท่านได้บ้าง”
ทั้งหมดส่ายหน้าอย่างหมดหวัง
“ไม่มีทางหรอกหลานเอ๋ย” ผู้าุโท่านหนึ่งพูด แม้พวกเราจะเป็นักสิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ นานา แต่ร่างกายถูกทำลายไปหมดแล้ว หมดหนทางมีชีวิตอยู่ต่อไป พวกเราอาจได้เจอกันอีกทีในภพหน้าก็เป็ได้ ถ้ายังจำกันได้นะ ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะนั้นดูฝืน และปลอมมาก
แต่ก็เป็เพียงมุขฝืดๆ ทำขึ้นมา เพื่อพยามลดความโศกเศร้าของอชิราเท่านั้น ทว่ามันไม่สำเร็จ