ณ ช่วงเวลาหลังตะวันตกดิน กลุ่มกองเกวียนขบวนใหญ่ของหมู่โจร"เราจะต้องจับแยกเอาไว้ด้วยหรือลูกพี่มิน อย่างไรเสียก็ต้องจับส่งขึ้นเรืออยู่แล้ว"ลูกน้องตัวใหญ่ รูปร่างอวบอ้วน ในชุดหนังสัตว์เอ่ยถามด้วยความสงสัย ในขณะที่มือข้างหนึ่งถือซาลาเปาลูกหนึ่ง อีกมือหนึ่งกำลังจับเชือกกุมบังเหียนม้า "มันจะได้ไม่ดูปะปน ชวนดูให้เสียราคาอย่างไรเล่า ฟูมู่"มินอี้ หรือผู้ถูกเรียกว่าลูกพี่มินนั่งอยู่ตรงที่บังคับเกวียนกล่าว เขามีรูปร่างโปร่งตัวสูง หน้าสั้นจมูกโด่งเป็นสัน ชายอายุราวสามสิบปีลับคมดาบเล่มใหญ่อย่างใจเย็น"มันมีโอกาสวุ่นวายได้ตอนปล่อยของ การแยกพวกเด็กออกมาจากพ่อแม่ก่อน เราจะได้ไม่ต้องวุ่นวาย พ่อแม่ก็จะได้ไม่กล้าหือ เราจะได้ควบคุมง่ายขึ้น อีกอย่างเด็กพวกนี้ราคาดีและเป็นที่ต้องการกับพวกมารอย่างมาก เพราะฉะนั้นอย่าทำให้สกปรกล่ะ""โอ้ ลูกพี่มินหัวแหลมจริงๆ "เจ้าลูกน้องร่างอ้วนกล่าวชื่นชมจนอีกฝ่ายบ้ายอยิ้มตอบ"วะฮ่าฮ่า ของมันแน่อยู่แล้ว ข้ามันเก่ง""แต่ว่านะลูกพี่ ข้าว่าถ้าเราไปออกปล้นของเราเอง ความจริงน่าจะได้ส่วนแบ่งเยอะกว่าทำงานให้คนอื่นอีกน่า...""ปล้นเองได้ไม่กี่ครั้งถ้าถูกทางการตามเจอ เราก็โดนยัดเข้าซังเตนะซิ ฟูมู่ ใช้หัวคิดหน่อย"เขาเกาคางก่อนพูดต่อ"เรามาอาศัยคนมีบารมี เกาะหากินมีข้าวมีอาหารกิน ได้ทั้งทรัพย์ได้ออกปล้นอย่างเต็มที่ ทำงานตามใบสั่งมันสะดวกสบายจะตายไป แถมยังได้เดินทางทำเงินต่างประเทศด้วยนะ โก้จะตาย""อืม ลูกพี่ก็พูดจริง""แต่ที่เจ้าพูดก็ถูกนะ ถึงงานมันสบายๆ ดีหมดทุกอย่าง แต่เสียอย่างเดียวตรงไม่ค่อยจะได้โอกาสแอ้มสาวเท่าไร""ประจำเลยนะลูกพี่ เรื่องผู้หญิงเนี่ย!"ฟูมู่ส่ายหน้าด้วยความละเหี่ยใจ"เจ้าก็รู้นี่ว่าข้าชอบอยู่กับสาวๆ ฮ่าฮ่า"คณะโจรภายใต้ชื่อกลุ่มหัวหน้ามินมีอยู่ราวยี่สิบคน พวกเขาควบคุมเกวียนทั้งหมดด้วยความตั้งใจ เมื่อขบวนมุ่งหน้าเข้าสู่หุบเขาแห่งหนึ่งท่ามกลางความมืดยามทุ่มตรง เสียงใบไม้เสียดสีหวีดวิว ก็พลันปรากฏเสียงเท้าบางอย่างพุ่งเข้ามา..."ลูกพี่ ข้าว่าเห็นกลุ่มคนกำลังมุ่งตรงเข้าหาเรานะ?"ฟูมู่เพ่งตาเล็กๆ ก่อนตะโกนเสียงดัง เขากลืนก้อนซาลาเปาทั้งลูกเข้าปากเคี้ยวด้วยความว่องไว ส่วนร่างของลูกพี่กระเด้งตัวตรง เขาพยายามใช้สายตาเพ่งมองไปยังร่างในความมืดที่พุ่งเข้ามาหากองเกวียน...ใครบางคนขี่ม้า กำลังมาทางนี้จริงๆ..."พวกแกเตรียมอาวุธให้พร้อม!"พวกโจรเตรียมหน้าไม้และธนูอย่างรวดเร็วพวกเขาถูกฝึกมาว่าสถานการณ์เช่นนี้ต้องตระเตรียมอย่างรวดเร็ว กองขบวนชะลอความเร็ว โจรชื่อมินผู้เป็นลูกพี่กระโดดลงจากกองเกวียน เขากุมดาบเล่มโตเอาไว้ในมือพร้อมสรรพ เดินนำเหล่าพลพรรค ดึงใบหน้าเชิดราวกับประกาศพร้อมท้าชนทุกคนที่จู่โจม หัวหน้ามินก้าวเดินไปพร้อมกับฟูมู่ ลูกน้องร่างอ้วนคนสนิท ในมือทั้งสองข้างถือกระบองขนาดใหญ่และหนามาด้วยเมื่อมองเห็นร่างผู้ขี่ม้าเข้ามา ลูกพี่ของเหล่าโจรก็กำมือก่อนชูขึ้นสูง เขาตะโกนสั่งด้วยเสียงอันดัง..."เฮ้ย! เก็บอาวุธโว้ย!! นั่นคือนายท่านผิงและเหล่าผู้ติดตาม!"นายโจรทั้งหลายต่างหยุดมือ เชิดอาวุธขึ้นมาเก็บทันทีเมื่อหัวหน้าใหญ่เดินทางมาถึงด้วยตนเองนายท่านผิง ผู้นำกลุ่มโจรลักพาตัวเป็นชายร่างเตี้ยที่เปี่ยมไปด้วยข้าวของเครื่องใช้หรูหรา เขามีใบหน้าแบน ริมฝีปากหนา ดวงตาใหญ่เหมือนไข่ห่าน หน้าผากกว้าง ผิวกายคล้ำถูกสวมด้วยเสื้อสีแดงสดช่างไม่ต่างจากอีกาเตี้ยใส่ชุดราคาแพงสีแดง เหล่าโจรทุกคนต่างนึกในใจ"ข้าน้อยขอคารวะนายท่านผิง คารวะท่านผู้ติดตาม"หัวหน้ามินก้มศีรษะให้แก่บุรุษสูงวัยร่างเล็กเตี้ยบนหลังม้า"หัวหน้ามิน...พวกเจ้าไปหมู่บ้านป่าเหมันต์ซินะ จับได้มาได้เท่าไร?"นายท่านผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบๆ แหบๆ"เรียนท่านผิง เราได้ผู้ชายยี่สิบ ผู้หญิงยี่สิบสี่ เด็กสิบเอ็ดคน นักบวชสองคน จับแยกเกวียนมาขังไว้เรียบร้อยครับ ในส่วนของม้าและเงินทอง ทรัพย์สินมีค่า อยู่ในเกวียนสุดท้ายครับ เชิญนายท่านดูก่อนได้"หัวหน้ามินผายมือไปยังรถเกวียนคันใหญ่ นายผิงและผู้ติดตามทั้งสองลงจากหลังม้า พวกเขาเดินดุ่ยมาชมความสำเร็จตรงหน้า สิ่งของจำนวนมากถูกคลุมด้วยผ้าหลายชั้น ภายในมีถังใส่เสบียงอาหาร หีบใส่เงินทองเครื่องเพชรและตะกร้าพืชผักสมุนไพรหายากอยู่จำนวนมาก"อืม...หมู่บ้านป่าเหมันต์ช่างมีเสบียงอาหารและพืชพรรณบริบูรณ์ อย่างที่คิดว่าหมู่บ้านย่านนี้ดีกว่าชายแดนอื่น แล้วได้ทำตามที่ข้าสั่งเรียบร้อยดีใช่ไหม?"นายท่านแห่งคณะโจรเอ่ยถาม พลางหยิบเมล็ดข้าวขึ้นมาชมกำมือหนึ่ง"ครับนายท่าน ข้าน้อยจัดการทุกอย่างเรียบร้อย จับมาหมดทั้งเด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย เหลือไว้แต่พวกคนแก่ทิ้งเอาไว้ที่นั่น ตามท่านสั่งแล้วครับ"หัวหน้ามินพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจหัวหน้ามินได้รับคำสั่งโดยตรงจากนายท่านผิงเรื่องการลักพาตัวคนในหมู่บ้านต่างๆรอบบริเวณแดนเหนือ สิ่งหนึ่งที่ถูกกำชับมาให้ดีรองจากการปล่อยคนไปแจ้งทางการ ก็คือการลักพาตัวแรงงานชายหญิง คนวัยหนุ่มสาว รวมทั้งลูกเล็กเด็กแดงก็ห้ามละเว้น สำหรับคนชราให้ปล่อยไว้ ไม่ต้องพาขึ้นเกวียน"ดีแล้ว ลักพาตัวคนแก่มันไม่ค่อยดี ดูแลยาก ราคาได้ไม่คุ้มเสีย""นายท่าน พวกเราจัดการพวกม้าในหมู่บ้านเป็นที่เรียบร้อย พวกมันไม่อาจตามเรามาได้แน่นอนครับ"ฟูมู่พูดเสริม"ยินดีด้วยครับนายท่าน เกวียนสุดท้ายจากหมู่บ้านเหมันต์มาถึงแล้ว เท่านี้พวกเราก็รวบรวมคนในละแวกนี้จนครบแล้ว"คนสนิทผู้ติดตามของนายท่านผิงเอ่ยภายใต้ผ้าคลุม หัวหน้ามินพยายามแอบมองใบหน้า แต่ก็ไม่เห็นเพราะอีกฝ่ายเลี่ยงเอนคอไปทางอื่น"ช่างโชคดีที่ทางการตามกลิ่นเราไม่ทัน โชคช่างเข้าข้างพวกเรานัก"คนสนิทอีกคนหนึ่งแสดงความเห็น"ตราบใดที่ไม่ส่งสินค้าถึงมือ ตอนนี้เราก็ยังประมาทไม่ได้ เข้าใจไหม"นายผิงพูดพลางลูบปลายคางคณะหมู่โจรน้อมศีรษะตอบรับคำสั่ง จากนั้นหัวหน้ามินจึงเอ่ยขึ้น"พวกข้าน้อยรับทราบแล้วครับ...อ้อ! เรียนนายท่าน พวกเราจับตัวนักบวชคู่หนึ่งมาได้ เราจับไว้อยู่ในเกวียนเด็กด้วยนะครับ"เมื่อได้ยินคำว่านักบวช นายท่านผิงและผู้ติดตามก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที"โอ้...มีนักบวชด้วยหรือ แล้วไม่มีใครแตะต้องนางให้บอบช้ำใช่ไหม""มิได้ครับ ข้ากับฟูมู่กำชับและดูแลใช้ดาบจ่อคอให้สองนักบวชเดินเข้ากรงไปเอง พวกเราไม่ได้แตะต้องนางแม้แต่น้อย ไร้ราคี ไม่เสียราคาแน่นอนครับนายท่าน""จากนิกายอะไร?"นายผิงถาม"เป็นนักบวชจากนิกายดวงตาดาราครับ"หัวหน้ามินตอบ"นิกายอะไรไม่คุ้นหู""เป็นนิกายย่อยมาจากตำนานทวยเทพโบราณต่างแดนครับ เป็นศาสนาทำนายดวงชะตา พวกเขาจะบูชาทวยเทพเสมอๆ เป็นนิกายเล็กๆมาจากศวาติ จักรวรรดิที่อยู่ข้างต้าจินของเรา ในต้าจินเองก็พอจะมีผู้คนนับถือจำนวนหนึ่ง ที่บ้านเกิดข้าน้อยก็มีนับถืออยู่ไม่น้อยครับ"โจรผู้น้อยร่างอ้วนตอบ ก่อนที่นายท่านผิงจะหันหน้ามาถามฟูมู่"อย่างนั้นหรือ ข้าไม่ค่อยสนใจเรื่องศาสนาเท่าไร"นายผิงกล่าว ก่อนจับบ่าคนสนิท"แล้วงามหรือเปล่า"คนสนิทผู้หนึ่งถามซึ่งคำถามนี้ทำให้หัวหน้ามินยิ้มหัวเราะเล็กน้อยที่มุมปากก่อนตอบ"เรียนนายท่าน ถึงนางสวมผ้าคลุมหน้าตามนิกายดวงตาดารา แต่ข้าว่านางงามมากทีเดียวครับนายท่าน มีน้ำมีนวล ผิวกายขาวผ่อง มีเรือนผมยาวสีน้ำตาลอมแดงดุจแสงตะวันยามเย็น ท่านอยากจะชมหน้าหรือไม่ครับ""นางงามทะลุอาภรณ์เลยครับ"ฟูมู่เสริม"พอเป็นเรื่องของผู้หญิง อธิบายเสียละเอียดจริงนะพวกเจ้านี่""พวกข้าถือว่าเป็นคำชมนะครับท่าน"นายผิงหัวเราะเสียงดังก่อนตอบทั้งสองด้วยความร่าเริง"พวกเจ้าตลกดีแท้ ถูกใจข้านัก ไหนขอข้ายลโฉมนักบวชสาวที่พวกเจ้าชมหนักชมหนาหน่อยแล้วกัน ว่านางงามจริงหรือไม่ ว่าแต่นักบวชเป็นผู้หญิงทั้งคู่เลยหรือเปล่า?""มิได้ครับนายท่าน เป็นนักบวชหญิงหนึ่ง เด็กนักบวชเด็กผู้ชายฝึกหัดหนึ่งครับ"หัวหน้ามินเป็นตอบขณะเดินนำนายท่านผิงไปยังเกวียนที่จองจำนักบวชไว้ "นักบวชฝึกหัดเป็นเด็กผู้ชายดูเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย มันอายุประมาณสิบขวบปี เนื้อตัวดูสะอาดสะอ้าน ข้าก็คิดว่าขายได้ราคางามในเมืองมารครับ"นายผิงหลังได้ฟังก็หัวเราะชอบใจก่อนพูด"ฟังดูไม่เลว นักบวชสตรีกับเด็ก ฟังดูสินค้าเลอค่าเลยทีเดียว ราคาคงจะงามน่าดูชม...ข้าจะตอบแทนพวกเจ้าทุกคนอย่างดีทีเดียว""ข้าน้อยรับทราบแล้ว จะไม่ทำให้นายท่านผิงผิดหวังครับ "หัวหน้ามินตะโกนด้วยความหนักแน่นเอาใจนาย ทั้งหมดเดินมาถึงหน้าเกวียนที่นักบวชอยู่ หัวหน้ามินไม่รอช้ารีบไขกุญแจโซ่ตรวนที่พันธนาการทางเข้าเพียงทางเดียวออก และเมื่อเสียงปลดพันธนาการดังขึ้น หัวหน้ามินไม่รอช้ารีบเปิดกรงออกและเชิญหัวหน้าผิงเข้าไป "เชิญเลยครับนายท่านผิง"ภายในเกวียนเหล่าเด็กน้อยหลับกันหมดแล้ว ยกเว้นเสียแต่นักบวชสาวที่นั่งรอการมาของพวกเขา เธอรับรู้ได้จากนิมิตของพระเจ้า "ท่านกลับไปเสียเถิด ข้าไม่อาจให้สิ่งที่ท่านต้องการได้หรอก" สิ้นเสียงนักบวชสาว เหล่ากองโจรชะงักงัน เหตุใดนางจึงรู้?"หืม เสียงเจ้าช่างไพเราะยิ่งนัก" ราวกับยิ่งพูดเหมือนยิ่งยุ หัวหน้าผิงตรงไปยังนักบวชสาว หมายจะดึงผ้าคลุมหน้าของนางออก พลั่ก!!ไม่ทันรู้ตัว ร่างของหัวหน้าผิงก็เซจนเกือบลงบนพื้นเกวียน "นายท่าน!!" หัวหน้ามินรีบเข้าไปพยุงร่างของหัวหน้าผิงทันที"ปล่อยข้า!!" ชายร่างเล็กเดือดดาล สะบัดมือที่เข้ามาพยุงแขนของเขาไว้ออกทันที"หากเจ้าคิดจะแตะต้องนางอีก ข้าจะไม่ไว้ชีวิตพวกเจ้า"เด็กหนุ่มนามเวทินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกี้ยวกราด เขาขยับตัวบังอาจารย์ของเขาไว้ แม้มือจะถูกจองจำด้วยโซ่ตรวนหนักอึ้ง "ไอ้เด็กนี่อยากตายนักรึไง!!"หัวหน้ามินกระตุกโซ่ตรวนหมายให้เวทินยอมจำนน หากแต่โซ่นั้นไม่ขยับแม้สักนิด"หยุดเถอะทุกท่าน อย่าทำให้เด็กน้อยเหล่านี้เสียขวัญไปมากกว่านี้เลย" เสียงดังอึกทึกปลุกให้เด็กน้อยทั้งเกวียนตื่น เสียงร้องไห้เริ่มระงมระเบ็งเซ็งแซ่ นักบวชสาวเห็นว่าท่าไม่ดี ตัวเวทินเองก็เริ่มควบคุมตนเองไม่ได้จึงเข้าเจรจาห้ามปรามทั้งสองฝ่าย"หึ ข้าเห็นว่าเจ้าขอหรอกนะ พรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้าอีกที"หัวหน้าผิงพูดขึงขังแฝงไปด้วยความกลัวที่ไม่อาจอธิบาย ทั้งๆที่อีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆเท่านั้น แต่สัญชาตญาณของเขาบอกให้เขารีบเดินออกไปจากเกวียน"เฮ้อ เอาล่ะ อย่าได้เสียเวลามากความ พวกเจ้าเร่งมุ่งหน้าตรงไป ไม่ช้าจะเจอค่ายหลัก พวกเจ้าไปได้แล้ว รุ่งสางเราจะเร่งเดินทางให้ไปถึงท่าเรือ ก่อนที่ทางการจะตามมาทัน"นายผิงกล่าวกับเหล่าลูกน้องทันทีเมื่อลงจากเกวียนแล้ว"เช่นนั้นพวกข้าน้อยขอลา จะเร่งเดินทางไปยังค่ายในทันทีครับ"เมื่อกล่าวคำลาเสร็จ หัวหน้ามินและฟูมู่ก็ออกเดินทางพร้อมขบวนกองเกวียน มุ่งตรงไปยังค่ายหลักอันเป็นที่พักค้างแรมนายผิงและพวกมองจนลับสายตา เขาหันไปกระซิบถามคนสนิท"เจ้าคิดว่าท่านขุนนางมารจะพึงพอใจในบรรณาการของข้าหรือเปล่า"เขาหันไปถามสองคนสนิทที่ติดตามมาด้วยกัน ทั้งสองเปิดผ้าคลุมออกมา เผยให้เห็นร่างอสูรชายหญิงลักษณะคล้ายรูปร่างมนุษย์ ทั้งความสูงและท่าทาง ...แต่มีเขาคล้ายกับเขาสัตว์อยู่กลางศีรษะ และดวงตาสีเขียวชวนขนลุก"ท่านขุนนางของพวกข้าจะต้องพึงพอใจมากแน่ นายท่านผิง มนุษย์เด็กชาวเหนือของต้าจิน กำลังเป็นที่นิยมทำเป็นอาหารในหมู่สัตว์เลี้ยงของหมู่มารอยู่พอสมควร แรงงานมนุษย์ก็เช่นกันด้วย ได้ข่าวว่าสู้งานดีกว่าพวกแรงงานชาวใต้"อสูรเพศชายกล่าว"จริงหรือ ค่อยคุ้มค่าที่มาล่าค้าทาสคนแถบเหนือแดนกันดารเช่นนี้จริงๆ ""แน่นอนท่านผิง ท่านขุนนางในแดนมารล้วนต้องการกำลังสนับสนุนอย่างมาก การที่ท่านให้ความช่วยเหลือ ย่อมเป็นที่โปรดปรานอย่างแน่นอน"อสูรสาวเอ่ย เธอสะบัดเรือนผมยาวสีเขียวออกมา มันส่องแสงอ่อนๆเล็กๆออกมา เมื่อต้องกับแสงจันทร์"ตอนนี้รวมแล้วสามสี่หมู่บ้านก็เกือบร้อยคนเข้าไปแล้ว เพียงพอตั้งตัวในการตั้งรกรากค้าขายในแดนมารครับ...เป็นจำนวนที่ไม่น้อยที่เดียว"นายผิงลูบคางขอตน ก่อนเอ่ยถามต่อ "มีนักบวชอยู่ด้วย คงไม่เป็นอะไรใช่ไหม?""ไม่เป็นไรหรอก ขอท่านจงวางใจ การมีตัวตนของนักบวชไม่ใช่ปัญหา"อสูรปีศาจสาวกล่าว"พวกเรายินดีรับมนุษย์ทุกผู้มายังดินแดน เพื่อเป็นทาสที่ซื่อสัตย์""ข้าก็ตกใจทีเดียวเมื่อได้ยินครั้งแรก กลัวเจ้าสองตนจะตื่นตนกตกใจกันไปที่มีนักบวชด้วย มันเป็นเรื่องที่ชาวมนุษย์ทุกคนจะเข้าใจว่าปีศาจจะเกรงกลัวต่อพลังศักดิ์สิทธิ์""ไม่ครับท่าน การบริกรรมคาถาของนักบวชชั้นผู้น้อยนั้น มันจะทำอะไรชาวมารชั้นสูงอย่างเช่นพวกเราไม่ได้ครับ""ถ้าหากไม่แน่ใจ ท่านค่อยจัดการฆ่านางเสียก็ไม่สาย"อสูรสาวเสริม แต่นายท่านผิงผายมือโบกไปมา"น่าเสียดายจริงถ้าจะฆ่าทิ้ง สู่เอาไปขายหรือมาปรนนิบัติข้าดีกว่า"นายผิงหัวเราะ อสูรสาวถึงกับชักสีหน้ารังเกียจออกมา"เรื่องนี้ก็สุดแท้แต่ท่านจะจัดการเลย นายท่านผิง"อสูรชายกล่าว"ขอบใจพวกเจ้าทั้งสองมากที่คอยให้คำชี้แนะ เท่านี้การค้าในเขตมารทั้งหมดก็จะเป็นของข้า ฮ่าฮา""อย่าว่าแต่การค้าในเขตมารเลยครับ ไม่ว่าท่านปรารถนาสิ่งใดก็จะสมประสงค์""ข้าจะไม่ลืมพระคุณเจ้าสองคนเลย"
ในขณะเดียวกัน ณ หุบเขาอันห่างไกล
"เจ้าลมกรด เดินขึ้นไป เดินซิ!"ซือหลินตะโกนใส่เจ้าลมกรด หรือก็คือชื่อของ 'เจ้าล่อ' ร่างบางตัวน้อยที่เขาเพิ่งซื้อมา มันพยายามก้าวขาทั้งสี่พาซือหลินขึ้นไปบนภูเขา เขาใช้ตะเกียงจดจ้องแผนที่ข้ามเขาอันซับซ้อน ไปพร้อมกับกระตุกบังเหียน"เดินฝ่าหิมะก็จริง แต่ถ้าเดินช้าแบบนี้เมื่อไรจะไปถึงกันเพื่อนยาก กราบล่ะ!"พูดพลางลูบลำคอเจ้าล่อการใช้ล่อเดินทาง เป็นเรื่องปรกติที่มันจะสามารถเดินทางในสภาพอากาศเชิงทรหด...มันมีความขึ้นชื่อว่าแบกของได้หนักกว่าลา และลำตัวปราดเปรียวกว่าม้า...แต่กับเจ้าลมกรด มันห่างไกลจากความเป็นล่อโดยสิ้นเชิง มันทั้งผอม กำลังวังชาน้อยและใจเสาะอย่างน่าเหลือเชื่อซือหลินขึ้นเขาอันเป็นเส้นทางลัดตั้งแต่ตะวันไม่ลับ จนตอนนี้มืดมิดต้องอาศัยแสงไฟจากตะเกียง"จำได้ไหมว่าข้าบอกเจ้าว่าอย่างไร...'ข้าขอตั้งชื่อให้เจ้าว่าลมกรด...ดังนั้นได้โปรดเคลื่อนองค์ไวขึ้นได้ไหม!' ได้ใช่ไหม?""ฮืม ฮืม" ดูเหมือนเป็นคำตอบจากเจ้าลมกรดว่า ฉันก็เดินได้เร็วสุดเท่านี้แหล่ะ ประมาณนั้น"ฟานลูกพ่อ ...กลางคืนแล้วเจ้าจะได้กินข้าวหรือยังนะ นอนหลับไหมนะ?"ชายวัยกลางคนนึกถึงลูกน้อย ตามปรกติเวลานี้คงเป็นช่วงเวลาอาบน้ำของเจ้าตัวน้อย ให้ดื่มนมอุ่นๆและทานอาหารอ่อนๆสำหรับเด็กทารก จากนั้นก็แกว่งไกวผ้าเปล ท่ามกลางเสียงขับกล่อมจากเหล่าจั๊กจั่นเรไร ...เมื่อคิดถึงลูก ชายวัยกลางคนก็ฮึดสู้ต่อ"ไปกันเถอะลมกรด! ฟานลูกข้ารอเราไปช่วยอยู่นะ!!" ซือหลินพูดด้วยน้ำเสียงปลุกใจเจ้าลมกรด ที่ยังคงตอบเขาด้วยเสียงฮืมๆ เช่นเดิม ประหนึ่งต้องการบอกว่า ฉันก็บอกไปแล้วไงว่าฉันวิ่งเร็วได้เท่านี้แหละตาแก่เอ้ย!...และสถานการณ์ของซือหลินและเจ้าลมกรดก็เป็นเช่นนี้ ซ้ำไปซ้ำมาตลอดทั้งคืน