บทที่43 กระดูกหมู
วันนี้ลุงโจวแวะมา เพื่อนำเงินค่าปลามาให้สองพวง พวงหนึ่งก็ร้อยอีแปะสองพวงก็สองร้อยอีแปะ เงินนี้มาจากการขายปลาที่ได้จากการใช้แหลุงแกคงคิดว่าต้องจ่ายค่าอุปกรณ์ด้วย ดังนั้นจึงนำเงินมาให้ แต่ท่านพ่อกับท่านแม่ปฏิเสธอันผิงจึงเสนอตัวเองทันที เดินเข้าไปรับเงินนั้นมาไว้เสียเอง
“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าขอรับนะเจ้าคะ” พูดจบก็รีบวิ่งไปหาลุงโจวอย่างเร็วกลัวท่านพ่อกับท่านแม่คนดีที่หนึ่งคว้าตัวไว้ได้ลุงโจวหัวเราะกับการกระทำนั้นของอันผิง ลุงโจวรีบยื่นเงินให้อันผิงทันทีอันผิงรับมาและถือไว้แนบอก จากนั้นก็กล่าวขอบคุณลุงโจว
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” พูดจบก็ยืนอยู่ข้างๆลุงโจว หันไปยิ้มประจบท่านพ่อท่านแม่ ที่มองมาที่ลูกสาวตัวน้อยอย่างเหลือเชื่อเดี๋ยวหลังฉากอันผิงรู้ตัวจะต้องโดนสั่งสอนเป็นแน่ แต่ความผิดครั้งแรกไม่น่าจะโดนอะไรเยอะ
“พวกเจ้าก็อย่าว่าอะไรอันผิงเลยบอกลุงหน่อยสิทำไมถึงรับเงินนี้”
อันผิงจึงเอียงคอเล็กน้อย ทำท่าคิด ก่อนจะตอบออกไปว่า
“พี่ใหญ่ยังมีเงินเลย ข้าก็อยากมีเจ้าค่ะ”
ลุงโจวยกมือขึ้นลูบหัวอันผิงอย่างเอ็นดู
“ถ้าอย่างนั้น เงินขายปลาครั้งต่อไปลุงจะแบ่งให้อันผิงคนล่ะครึ่ง มาๆ มาเกี่ยวก้อยสัญญากัน”
อยู่ดีๆ ก็จะมีเงินเป็นของตัวเองอันผิงย่อมยื่นนิ้วก้อยนั้นไปเกี่ยวสัญญากับลุงโจว
“พี่โจว ท่านก็ตามใจผิงเอ๋อร์เกินไป” เป็นท่านพ่อที่เอ่ยขึ้นมา ส่วนท่านแม่ยังยิ้มขำด้วยความเอ็นดูลูกสาวอยู่
“เจ้าก็อย่าเคร่งนักเลย แหนี้ข้าก็ใช้ของบ้านเจ้าปลาขายได้ก็สมควรต้องแบ่งกันอยู่แล้วกับเว่ยเอ๋อร์ที่บ้านก็เริ่มให้เงินไว้ซื้อขนมแล้ว”
ท่านพ่อจึงไม่ได้แย้งอะไร เพียงแต่กล่าวขอบคุณลุงโจวอีกครั้งสำหรับเงินส่วนแบ่งนี้ แต่หลังลุงโจวไปแล้ว ท่านพ่อก็เข้าสู่โหมดอาจารย์สั่งสอนลูกศิษย์ทันทีโดยบอกว่าสิ่งที่อันผิงทำวันนี้ไม่ควรอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นการหักหน้าพ่อแม่
อันผิงรู้อยู่แล้วจะต้องโดนดุ จึงก้มหน้าทำสีหน้าเศร้าเท่าที่พอทำได้
“ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ”
พอได้ยินคำพูดที่รู้ตัวว่าผิดของลูกสาว ท่านพ่อก็เหมือนจะคลายความเป็นอาจารย์ลงเข้าสู่โหมดความเป็นพ่อลูกแทน บอกว่าที่ต้องดุ ก็เพราะรักอันผิงนะ
“ข้าก็รักท่านพ่อ” อันผิงก็เลยทำคะแนนโดยการบอกรักท่านพ่อไปด้วย“แล้วข้ากับพี่ใหญ่ ท่านพ่อรักใครมากกว่ากัน” ด้วยความอยากแกล้งท่านพ่อ จึงถามกลับไปบ้าง แต่เอาจริงคำถามนี้เด็กๆมักชอบถามผู้ใหญ่ผู้แล้ว
ท่านพ่อแสร้งทำเป็นคิดหนัก แล้วถามกลับ
“แล้วระหว่างพ่อกับพี่ใหญ่ของเจ้าผิงเอ๋อร์รักใครมากกว่ากัน”
เอาแล้วไง คำถามย้อนมาหาตัวเองซะงั้น ถ้าตอบว่าท่านพ่อถ้าอันหยางได้ยินก็จะน้อยใจ ถ้าบอกว่าอันหยางท่านพ่อก็ต้องแกล้งทำเป็นเสียใจแน่เลย ท่านพ่อท่านนี่ช่างเข้าใจอธิบายเสียจริง
เมื่อเห็นคนเป็นลูกคิดนาน
“ผิงเอ๋อร์ รักทั้งสองคนเลยใช่ไหมถ้ารักพ่อมากกว่าพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ก็จะเสียใจใช่ไหม”
อันผิงจึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
และเรื่องราวก็จบด้วยรอยยิ้มเอ็นดูของท่านแม่
เมื่อได้เงินมาสองพวงอันผิงจึงเอามาใส่ในถุงผ้าปักที่พี่สาวสือทำให้จนเต็มที่เหลือก็เอาไปใส่ใบที่ท่านแม่เย็บให้ตอนปีใหม่ เพื่อเอาไปใส่อั่งเปา
เท่านี้เงินเธอก็พร้อมแล้ว พรุ่งนี้ก็จะปฏิบัติตามเป้าหมายที่วางไว้ดังนั้นตอนเย็นจึงทำตามที่วางแผนไว้ เมื่ออันหยางกลับมา อันผิงจึงไปขลุกอยู่ด้วยทำเป็นถามไปว่าพี่ใหญ่ไปไหนมา ไปทำอะไร ถามเป็นหนูจำไม จนบางทีเธอคิดว่าถ้าตัวเองเป็นอันหยาง อาจจะรำคาญได้ แต่พี่ชายแสนดีคนนี้ ไม่มีทีท่าเลย
พี่ชายใคร ดีที่สุด
พอล่ะ กลับเข้าเรื่องดีกว่า เรื่องของเรื่องก็คือเธอจะให้อันหยางพาไปร้านขายเนื้อพอเอ่ยแค่นี้ก็นึกกันออกแล้วใช่ไหม เป้าหมายของเธอก็คือกระดูกหมูนั่นเอง
เมื่อเธอเกริ่นเรื่องนี้ ว่าอยากเห็นร้านขายเนื้ออันหยางก็รับปากทันทีว่าพรุ่งนี้ตอนสายๆ จะพาไปดู ช่างง่ายดายแท้ทีแรกนึกว่าจะได้คำตอบว่าเป็นสถานที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กอย่างเราแบบนี้เสียอีก
ตอนสายของอีกวัน หลังจากบอกกล่าวท่านแม่แล้วสาเหตุที่บอกท่านแม่เพราะง่ายต่อการไป ถ้าไปขอท่านพ่ออาจจะไม่ได้ไปกันเมื่อท่านแม่อนุญาตแล้ว สองพี่น้องจึงเดินจูงมือกันไปยังร้านขายเนื้อร้านนั้นตั้งอยู่ใกล้ๆ กับร้านเถ้าแก่อู๋
เถ้าแก่ร้านขายเนื้อเมื่อเห็นสองพี่น้องก็กล่าวทักทาย
“แม่เจ้าใช้มาซื้อเนื้อเหรอ”
“ไม่ใช่ขอรับน้องสาวข้าอยากเห็นร้านเนื้อว่าเป็นอย่างไร”
เถ้าแก่หัวเราะกับคำตอบของอันหยาง และมองไปที่อันผิงที่ตอนนี้ทำทีเป็นเดินดูโน่นดูนี่ แต่ตัวเล็กต้องยืดคอเอา
“เอาเก้าอี้ไหม จะได้ปีนดูได้ชัดๆ” เถ้าแก่เสนอออกมา เมื่อเห็นท่าทางของอันผิงใบหน้าเขายังเต็มด้วยความเอ็นดู
อันผิงส่ายหัว พร้อมกับหันไปถามอันหยางว่า
“ทำไมเนื้อไม่มีกระดูกแข็งๆ แบบนี้” พร้อมชี้มาที่ตัวเอง
“กระดูกกินไม่ได้ ก็ต้องเลาะออกไปแม่หนู จึงเหลือแต่เนื้อของมันอย่างนี้”เป็นเถ้าแก่ร้านเนื้ออธิบายออกมาและหยิบเนื้อบนแผงชูขึ้นมาให้อันผิงดู
“แล้วกระดูกล่ะเจ้าค่ะ”
“เลาะเก็บไว้ที่หลังร้าน แม่หนูอยากเห็นเหรอมันไม่น่ามองสำหรับเด็กนะ” ประโยคแรกถามอันผิงแต่ประโยคหลังหันไปมองอันหยาง เป็นเชิงให้ช่วยอธิบายน้องสาวด้วยและถ้าน้องสาวเจ้าร้องไห้ ก็ไม่เกี่ยวกับเขานะ
“น้องสาว ภาพนั้นไม่น่าดูนะ” อันหยางจึงสำทับอีกทีแต่เหมือนเขาจะรู้ว่า ถ้าไม่ได้ดู น้องสาวก็คงคิดว่าไม่น่ากลัวยังเห็นหน้าตาอันผิงสนใจอยากดูอยู่
สุดท้ายก็จนใจ ก็เลยหันไปหาเถ้าแก่ร้านเนื้อ
“ข้ากับน้องสาวขอดูได้ไหมขอรับ”
“ได้ๆ แต่ข้าเตือนแล้วนะ แม่หนูห้ามร้องไห้นะ” เถ้าแก่ร้านเนื้อหันมาเตือนอันผิงอีกรอบ
อันผิงพยักหน้า รับรองเถ้าแก่ต้องแปลกใจแน่ๆ
เถ้าแก่ร้านเนื้อจึงพาทั้งสองเข้าไปหลังร้าน บนโต๊ะมีโคงกระดูก กองอยู่ส่วนอันผิงก็มองอย่างสนใจ จากนั้นก็เข้าเรื่อง
“พี่ใหญ่ข้าอยากได้ไปต้มที่บ้านเจ้าค่ะ”
ถ้าน้องสาวอยากได้ เขาก็มักตามใจ
“เอาหมดนี่เหรอ”
“ไม่เจ้าค่ะ เอาแค่อันนี้” ชี้ไปตรงซี่โครงสองสามอันแม้เนื้อจะถูกแล่ออกไปอย่างชำนาญ แต่ก็ยังมีเนื้อติดกระดูกอยู่บ้าง เดี๋ยวพอต้มมันก็เปื่อยก็จะเยอะขึ้นเองแหละ“ท่านลุงเจ้าค่ะ สับให้ด้วยได้ไหมเจ้าค่ะ ข้ามีเงินนะข้าจะซื้อพวกนี้เจ้าค่ะ”
พูดจบก็ตบถุงเงินกลมๆ เพราะยัดเหรียญไว้เยอะ ให้เถ้าแก่ร้านเนื้อดูสร้างเสียงหัวเราะให้เถ้าแก่ร้านเนื้ออย่างยิ่ง
“ไม่ต้องจ่ายเงิน ข้าสับให้ได้เลย” พูดเสร็จเถ้าแก่ก็หยิบกระดูกซี่โครง และหันมาถามอันผิงว่า
“เท่านี้พอไหม”
“พอเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ซี่โครงที่ห่ออยู่ในใบบัวแล้วสองพี่น้องจึงกล่าวขอบคุณเถ้าแก่ร้านเนื้อ อันผิงหยิบเงินจะจ่ายแต่เถ้าแก่ก็ทำหน้าดุใส่ เธอเลยไม่กล้าเซ้าซี้อีก เดี๋ยวรอให้เธอทำต้มกระดูกหมูใส่เห็ดหอมเสร็จก่อนเถอะรับรองซี่โครงพวกนี้ของเถ้าแก่จะมีมูลค่าขึ้นมาทันที
ดังนั้นสองพี่น้องจึงกล่าวลา คราวนี้ไม่ได้จับจูงกันกลับเพราะอันหยางถือห่อซี่โครงไว้ในมือทั้งสองข้าง
กลับมาถึงบ้าน อันผิงจึงชวนอันหยางไปยังห้องครัวเลย ของได้ครบแล้วไฟอยากทำในตัวก็แรงกล้า เมื่อมาอยู่ในห้องครัวอันผิงก็ให้คนเป็นพี่ล้างซี่โครงก่อน ตอนล้างใส่เกลือเข้าไปด้วยส่วนเธอก็ไปสำรวจวัตถุดิบที่ใช้ปรุงต้มกระดูกหมู และที่ขาดไม่ได้ก็คือเห็ดหอมแน่นอนอันผิงจึงวิ่งออกไปหาสามีสะใภ้หลิว เพื่อขอเห็ดหอม
ดีว่าสามีสะใภ้หลิวไม่ถามอะไร คงคิดว่าอันผิงจะมาเอาไปให้ท่านแม่พอเดินผ่านแปลงผักก็เห็นหัวไชเท้า ก็เลยขอมาด้วย 1 หัว
กลับมาที่ห้องครัว อันหยางจุดไฟแล้ว ตั้งหม้อไว้แล้วเหมือนเขาจะรู้ว่าน้องสาวจะเล่นอะไร พอเห็นเห็ดหอมกับหัวไชเท้าของคนเป็นน้องเขาจึงเดินมาเพื่อรับไปล้าง แต่อันผิงส่ายหน้า ให้อันหยางเอา กระดูกหมูลงไปต้มก่อนจากนั้นจึงยอมให้คนเป็นพี่นำเห็ดหอม และหัวไชเท้าไปล้าง และนำมาหั่น
จากนั้นก็รอให้กระดูกหมูในหม้อต้มได้ที่ ก็ให้อันหยางยกออกมาจากนั้นตั้งหม้อใหม่ ใส่เครื่องปรุงลงไป จากนั้นใส่หัวไชเท้าตามด้วยกระดูกหมูที่ถูกต้มแล้ว เคี่ยวไปเรื่อยๆ แล้วใส่เห็ดหอมตามหลังรอจนสุกทุกอย่าง ก็เป็นอันเสร็จ เท่านี้เราก็ได้ต้มกระดูกหมูเห็ดหอมแล้ว
อันหยางมองหม้อกระดูกตรงหน้าอย่างไม่แปลกใจมากนักเหมือนเขาชินเสียแล้ว พอคนเป็นน้องบอกให้ดับไฟ เขาก็ดับ และยกหม้อลงมาเดินไปหยิบถ้วยมาตักกระดูกหมูที่ตอนแรกดูไม่น่ากินแต่เนื้อที่ติดอยู่บ้างนั้นตอนนี้เปื่อยแล้ว รวมกับเห็ดหอม กับหัวไชเท้าแล้วและกลิ่นของเห็ดหอม คนเป็นพี่ก็เผลอกลืนน้ำลาย
ไม่ต้องให้อันผิงบอกกล่าว คนเป็นพี่ก็ใช้ช้อนตักขึ้นมาชิมเขาทำหน้าแบบบอกไม่ถูก จนอันผิงใจแป้ว หรือว่าเธอจะทำตามขั้นตอนไม่ถูกต้องนะแต่จากข้อมูลของระบบก็ทำตามอย่างถูกต้องนะ
พอคนเป็นพี่ตักมาให้ชิมบ้าง อันผิงจึงได้รู้ว่า อันหยางแกล้งทำ เดี๋ยวนี้ชักมีเล่ห์เหลี่ยมนะคุณพี่ชายเธอไม่อยากจะบอกหรอกนะว่า มันอร่อยมาก ยิ่งได้ความหวานของหัวไชเท้าเข้ามาช่วยและความหอมของเห็ดหอม อันผิงใช้ให้อันหยางตักซี่โครงหมูออกมาให้ด้วยและก็สาธิตวิธีกินให้ดู
ถึงเนื้อจะน้อยไปหน่อย แต่ใช้ตะเกียบคีบออกมาได้เนื้อนุ่มๆกินได้คล่องคอเชียวล่ะ ยิ่งเคี้ยวกับเห็ดหอม กับหัวไชเท้าร่วมไปด้วย อร่อยมาก
เดาว่าท่านแม่คงแอบดูแล้ว ก็เข้ามาได้อย่างมีจังหวะเหลือเกินและท่านแม่ก็ดูไม่มีทีท่าแปลกใจอีกคนอันหยางก็รีบตักต้มกระดูกหมูให้ท่านแม่กินบ้าง
สามแม่ลูกจึงนั่งกินต้มกระดูกหมูกันอยู่ในครัว
จนท่านพ่อที่คงสงสัยว่าหายไปไหนกัน ก็ตามเข้ามาในห้องครัวอันหยางก็ทำหน้าที่เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง มีเพียงท่านพ่อที่กล่าวชมอันผิง
“ผิงเอ่อร์ของเราเก่งมากอนาคตต้องเป็นแม่ครัวใหญ่เหมือนท่านตาของเจ้าแน่”
พูดถึงท่านตา ท่านแม่ก็มีปฏิกิริยาชะงักไปเล็กน้อยท่านพ่อคงสังเกตเห็น จึงจับมือท่านแม่ แล้วกล่าวว่า
“ไว้เราฐานะมั่นคงแล้ว เราไปรับพ่อแม่เจ้ามาอยู่ด้วยกัน”
ท่านแม่จึงยิ้มรับ แต่ไม่ใช่แค่อันผิงที่หูผึ่ง อันหยางก็ด้วยแต่ด้วยทั้งเธอและคนเป็นพี่เห็นอาการของท่านแม่จึงไม่กล้าถามต่อ
คนเราก็ต้องมีพ่อแม่สิ ไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่เสียหน่อยก็แค่รอเวลาเท่านั้น
และสิ่งที่น่ายินดีก็คือ จานต้มกระดูกหมูของเธอ กลายเป็นอีกรายการอาหารของร้านหลงเปาจึนะจ๊ะตามที่ตั้งใจเอาไว้ งานนี้เถ้าแก่ร้านเนื้อถึงกลับทำหน้าตกใจเรื่อง กระดูกหมูนี่นะนำมาทำอาหารได้ แต่คนที่มาเจรจาซื้อคือท่านพ่อ ยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือทีแรกเขาจะให้เปล่า แต่ท่านพ่อปฏิเสธ และถ้าเถ้าแก่อยากรู้ว่านำมาทำอาหารอย่างไรให้ลองไปกินที่ร้านหลงเปาจึที่ในเมือง บอกไปว่ามาจากร้านเถ้าแก่ขายเนื้อหมู่บ้าน หยางจะไม่คิดเงิน
เถ้าแก่จึงรับคำ และก็ไปที่ร้านจริงๆ วันต่อมาเขาก็แวะมาที่บ้านเอาเนื้อติดมันมาให้ ทดแทนที่ทั้งครอบครัวเขาได้กินฟรีหลายอย่างที่ร้านและยังชมอันผิงตัวน้อยว่า ช่างสรรหาเล่น เถ้าแก่ร้านขายเนื้อพูดติดตลกว่าลูกสาวของเขาน่าจะหัดเล่นทำกับข้าวอย่างนี้บ้าง
ท่านพ่อผู้ซึ่งอยู่ในวงสนทนาด้วย จึงกล่าวว่าไม่ควรให้เด็กนั้นอยู่ในห้องครัวตามลำพัง เถ้าแก่ต้องสอดส่องด้วยนะเถ้าแก่ร้านเนื้อจึงหัวเราะอย่างชอบใจ และตอบว่าขอบใจสำหรับคำเตือนนี้ เดี๋ยวเขาต้องกลับไปสอดส่องบ้างแล้ว