รถของวาตีมุ่งไปถนนสุขุมวิทอันเป็สายที่ขึ้นชื่อเื่การจราจรติดขัดเพื่อไปยังโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งของย่านนั้นแต่ดูเหมือนว่าเวลาอีกสิบห้านาทีที่เหลือจะถึง่นัดหมายคงไม่อาจทำให้รถยนต์ของหล่อนแล่นไปถึงปลายทางได้ทันเวลา
ความกระวนกระวายใจจึงบังเกิดฉับพลันเพราะคนอย่างหล่อนไม่ชอบผิดนัด...ไม่ชอบไปสาย...ไม่ชอบให้คนอื่นคอยเก้อระหว่างที่รถยนต์ยังติดอยู่ที่สี่แยก มองไม่เห็นวี่แววว่ารถจะเคลื่อนตัวหล่อนจึงควานหาสมุดบันทึกในกระเป๋าสะพายขึ้นมาเพื่อจะเปิดดูเบอร์โทรศัพท์แต่เปิดไปสองสามหน้าก็นึกขึ้นได้ว่า หล่อนลืมจดมันลงไป...คิดวกไปวนมาอยู่ครู่หนึ่งจึงหยิบโทรศัพท์กดโทร.ออกไปหาบอกอคนเก่ง
ทว่าเบอร์ปลายทางของเลอฉวีกลับไร้สัญญาณติดต่อไม่ได้เอาดื้อๆ...
ตายแล้ว...ทีนี้ฉันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย!
เมื่อรถขับไปถึงโรงแรมชื่อดังแห่งนั้นกว่าจะหาที่จอดรถได้ก็วนไปหลายรอบ กินเวลาไปอีกหลายนาที มองดูนาฬิกาที่ข้อมือทำให้หล่อนเกิดความวิตกกังวล เพราะยามนี้มันบ่ายโมงตรงแล้ว
หล่อนก้าวยาวๆตรงไปยังหน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ถามหาห้องประชุมที่ใช้เปิดตัวสินค้าจากเกาหลีเมื่อพนักงานสาวบอกกล่าวเสร็จสรรพ หล่อนจึงไม่รีรอก้าวพรวดๆตรงไปยังหน้าลิฟต์มีผู้คนเดินพลุกพล่านอยู่ด้านนอกจำนวนหนึ่งและยืนรอหน้าลิฟต์อีกจำนวนหนึ่งแต่ละคนมีมาดและท่าทางคล้ายสื่อสารมวลชนแทบทั้งสิ้นหล่อนยืนรอสักครู่จนลิฟต์เปิดกว้างผู้คนจำนวนนั้นต่างเบียดออกันเพื่อเข้าลิฟต์จนแน่น
หล่อนยืนรั้งท้ายกำลังใคร่ครวญว่าจะรอลิฟต์รอบถัดไปดีหรือไม่จู่ๆร่างของหล่อนก็ถูกรุนหลังให้ก้าวเข้าไปในลิฟต์โดยอัตโนมัติพร้อมกับเสียงแหวของคนผู้หนึ่ง
“นี่หล่อน...ยักแย่ยักยันเกะกะคนอื่นน่ะรู้ตัวบ้างไหมยะ”
หล่อนหันขวับไปมองเ้าของเสียงเมื่อเห็นชัดว่าเป็ใคร หล่อนก็ร้องเสียงหลง “นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณนั่นเอง”
เ้าของเสียงแว้ดผู้ที่ดันหล่อนให้เข้ามาในลิฟต์ก็คือคนเดียวกับที่เดินชนหล่อนเมื่อวานนี้นั่นเอง...หล่อนจึงเบ้ปากพลางไหวไหล่อย่างเคยชิน
“หล่อนเป็ใครกันยะ ฉันไม่เห็นรู้จัก”
วาตีไม่อยากเสวนาตอบเพราะอยู่ในโถงลิฟต์อันคับแคบ แถมมีผู้โดยสารอัดแน่นเป็ปลากระป๋องจึงยืนนิ่งๆแล้วมองตัวเลขบนแผงวงจรด้านขวามือที่วิ่งจากชั้นที่หนึ่งไล่ไปจนถึงชั้นที่สิบอันเป็ชั้นเป้าหมาย
ประตูลิฟต์เปิดกว้างปาปารัซซีตัวแสบที่ยืนอยู่หน้าสุดก็ก้าวยาวๆนำออกไปโดยไม่เหลียวหลังมามองหรือ้าคำตอบที่เอ่ยถามเมื่อครู่แต่อย่างใดราวกับว่าหล่อนเป็เพียงอากาศธาตุทิ้งไว้แต่กลิ่นน้ำหอมที่ฉุนจนแสบจมูก...สักครู่ผู้คนทั้งหมดก็กรูกันออกไปอย่างเร็วจี๋ทำให้หล่อนยืนคว้างอยู่หน้าลิฟต์ไปอึดใจเพราะรู้สึกตาลายกับคลื่นคนจำนวนไม่น้อยที่ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่บริเวณหน้างาน
แล้วหล่อนจะไปตามหาผู้จัดการดารากับนายนั่นได้ที่ไหนกันนะ?
ในที่สุด์ก็มีตาหล่อนจำได้แม่นยำว่าชายใจหญิงร่างท้วมตัน หน้าคมคายแบบชาวใต้ ผัดหน้าผ่องติดขนตาปลอมยาวเฟื้อย กำลังยิ้มแฉ่งมาแต่ไกล พร้อมกับภาพลักษณ์อันเจนตา คือสะพายกระเป๋าติดแบรนด์ดังสีสันฉูดฉาดเข้ากับเสื้อผ้า
นั่นคุณเอบีนี่นา...
เอบีหยุดยืนระหว่างทางเมื่อนักข่าวกลุ่มหนึ่งต่างแห่กันเข้าไปรุมล้อมขอสัมภาษณ์ฝ่ายนั้นยิ้มแย้มแจ่มใสพร้อมกับเอียงคอแทบหักขณะมือข้างที่คล้องกระเป๋าไว้ที่แขนชูขึ้น ส่วนมืออีกข้างก็ชูสองนิ้ว ปล่อยให้ช่างภาพทั้งหลายต่างกดชัตเตอร์กันไม่ทิ้ง่
นี่ขนาดแค่ผู้จัดการดารานะ...นักข่าวยังรุมตอมซะขนาดนี้
หล่อนแอบค่อนอยู่ในใจก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ หวังจะหาจังหวะเข้าไปทักทายเอบี...แต่เมื่อเข้าไปจนใกล้ก็ไม่เห็นวี่แววว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่ในสายตาของฝ่ายนั้นสักนิดได้ยินแต่เสียงแจ๋วๆเล่าเรื่อยเจื้อยเหมือนคนช่างเจรจา
“อุต๊ะ!” นักปั้นมือทองอุทานคำยอดฮิต พลางยกมือทาบอกประกอบอาการใ
“ใอะไรคะพี่เอบี”
“น้องๆเล่นถามพี่เอบีแบบนี้พี่ก็จนมุมสิฮ้า งานนี้พี่ไม่ได้โก่งค่าตัวให้น้องพัดอย่างที่เป็ข่าวเลยนะฮ้าทางเ้าของสินค้าเขาเต็มใจจ่ายให้น้องพัดเอง...พี่เอบีก็แค่ดูแลเื่สัญญาให้เท่านั้นส่วนผลประโยชน์อะไรนั่น พี่เอบีก็หักเท่าทุกครั้งนั่นแหละ สมน้ำสมเนื้อไม่ได้ขูดรีดกับน้องอย่างที่เขียนข่าวกันซักนิด”
“แล้วค่าตัวงานนี้ได้ถึงเจ็ดหลักเลขตัวหน้าเขาลือกันว่าเลขห้าจริงไหมคะ”นักข่าวสาวรายหนึ่งยิงตรง แต่เอบีก็มีไหวพริบดีตอบแบบขำๆ
“น้องเล่นชงข่าวแบบนี้ เดี๋ยวสรรพากรก็เรียกพี่ไปชี้แจงอีกไม่เอาฮ่ะ ถามเื่งานของน้องพัดกันเถอะ แต่พี่ให้แค่สามคำถามเท่านั้นนะฮ้าเพราะว่าต้องรีบเข้าไปข้างใน”
เสียงนักข่าวคนเดิมจึงถาม“แล้วพี่เอบีนึกยังไงคะถึงปล่อยน้องพัดรับงานเป็แอมบาสเดอร์ให้กับสินค้าเครื่องสำอางของเกาหลีไม่กลัวว่าจะไปตอกย้ำภาพลักษณ์ที่น้องพัดตกเป็ข่าวว่าเป็เกย์อยู่ตอนนี้หรือคะ”
เอบีจิกตามองคนถามแวบหนึ่งก่อนจะปั้นสีหน้ายิ้มจรุงใจกลบเกลื่อนความขุ่นเคืองเอาไว้ “น้องนักข่าวคนนี้ช่างถามจริงนะฮ้า...พี่เอบีไม่รู้จะพูดยังไงแล้วฮ่ะเื่ที่เต้าข่าวว่าน้องพัดเป็เกย์ มันเป็เื่โคมลอยทั้งนั้นพี่พูดไปก็หาว่าแก้ตัว แต่พี่อยากให้น้องๆนักข่าวช่วยกันเห็นใจน้องพัดบ้างสิฮ้าน้องพัดน่ะเป็แมนทั้งแท่ง”
“ถ้าอย่างนั้นคำถามที่สองนะคะแล้วงานนี้ข่าวว่าจะมีแอมบาสเดอร์คู่กัน เห็นว่าจะเป็น้องเสือ สารทูลพิธีกรจากชาแนล เค ใช่ไหมคะ...พี่เอบีไม่กลัวว่าจะเป็การส่งเสริมให้แฟนคลับเข้าใจผิดมากขึ้นหรือคะว่าน้องพัดกับน้องเสือ...จะเป็คู่จิ้นกัน”
เอบีตวัดตามองคนสัมภาษณ์“ไม่มีฮ่ะน้องเสือเขาก็ออกจะเข้มสมชื่อ พี่ว่าพวกน้องๆกำลังตากลับแล้วฮ่ะ...เชื่อพี่...”
พูดยังไม่ทันจบประโยคผู้จัดการดาราคนดังก็แหวกม่านนักข่าวแล้วก้าวฉับๆตรงดิ่งมาทางที่วาตียืนอยู่ได้ยินเสียงนักข่าวคนเดิมะโถามว่า
“ยังเหลือคำถามที่สามอีกนะคะพี่เอบี”
เอบีหยุดเท้าก่อนจะเอี้ยวตัวไปยิ้มประดิษฐ์ให้คนถาม“คำถามที่สามรอตอนเลิกงานนะฮ้า...พี่รีบจริงๆ”
วาตีเหลือบมองไปยังกลุ่มนักข่าวแต่ละคนมีท่าทางต่างกันออกไป บ้างทำหน้าซังกะตาย บ้างทำปากขมุบขมิบบ้างหันไปจับกลุ่มนินทาระยะเผาขน แต่ดูเหมือนเอบีจะไม่ได้อินังขังขอบเท่าไหร่นักยังคงเดินตัวปลิวมาทางหล่อน หมายจะโฉบเข้างานทางด้านหน้า
เมื่อเอบีเดินมาถึงตัววาตีไม่รอช้า ยกมือไหว้กล่าวคำทักทายทันที “สวัสดีค่ะคุณเอบี...คือว่า...”
หล่อนกำลังสรรหาคำพูดที่หวังให้อีกฝ่ายใจเย็นถ้าหากรู้ว่าหล่อนคือนักเขียนที่ทำนัดเมื่อตอนเที่ยงวันแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่รอให้หล่อนพูดจนจบประโยค ก็รีบยกไม้ยกมือปัดป่ายด้วยท่าทางไม่เป็มิตร
“ใครกันฮะ...พี่บอกแล้วนะฮ้าว่าคำถามต่อไปต้องรอตอนเลิกงาน”
แล้วเอบีก็เดินสะบัดบ็อบไปอย่างไม่แยแสปล่อยให้หล่อนได้แต่ยืนนิ่งเหมือนโดนนะจังงังไปชั่วพริบตานึกแล้วขุ่นเคืองจนหัวคิ้วพุ่งเข้าชนกันโดยอัตโนมัติ
ทุเรศจริงๆเลย...นี่ขนาดผู้จัดการดารายังหยิ่งแล้วก็เื่มากขนาดนี้แล้วนายนั่นล่ะ...จะขนาดไหน?
//////////////////////////////////////////////////