“เป่าหนิง เ้ากลับมาั้แ่เมื่อใด?” กู้เยว่ฉียิ้มกว้างมองสหาย
“เพิ่งกลับมาได้สองวัน เห็นเทียบเชิญของจวนอ๋องก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องเจอกับเ้าที่นี่”จงเป่าหนิงยิ้มแย้มอ่อนหวาน
คุณหนูคนอื่นๆ ค่อยๆ ถอยออกจากวงสนทนาไปนั่งที่โต๊ะของตน เหลือเพียงกู้เยว่ฉีกับจงเป่าหนิงที่ทักทายกันอย่างมีความสุข กู้เฉินที่ยืนเยื้องไปด้านหลังพี่สาวปลีกตัวไปนั่งที่โต๊ะ เขาสังเกตสายตาของคุณหนูแต่ละคนที่มองไปยังจงเป่าหนิงแฝงความรู้สึกคล้ายจะไม่ชอบใจอยู่
กู้เฉินปล่อยให้พี่สาวกับสหายของนางสนทนากัน เขาไปเดินดูตามโต๊ะ พอเห็นป้ายชื่อสกุลตนเองก็เดินเข้าไปนั่ง แค่เพียงหย่อนกายสุราเลิศรสก็ถูกนำมามาวางตรงหน้าพร้อมด้วยจอกสุราสองใบ
“สมกับเป็จวนอ๋อง การดูแลแขกดีเลิศ” เขาเอ่ยชมกับสาวใช้
“ขอบคุณเ้าค่ะ” นางยอบกายค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม
เขาเหลือบดูพี่สาวกับสหายสนิทแล้วก็พลันรู้สึกว่าวันนี้จงเป่าหนิงแต่งตัวมาอย่างงดงามจนข่มสตรีรอบข้างไปได้ไม่น้อย ด้วยฐานะบุตรีขุนนางระดับห้าที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถ กู้เฉินจำได้ว่าเคยดูนางเล่นกู่เจิงในคราวคัดเลือกบุปผาแห่งหรงเฉิน ครานั้นจงเป่าหนิงผู้นี้นับว่าสูสีกับพี่สาวของเขามาก จะว่าไปสตรีเพียบพร้อมอย่างนางน่าจะมีคู่หมายไปนานแล้ว ยกเว้นแต่...
‘คุณหนูจงอายุสิบเก้าเท่าพี่หญิงแต่ยังไม่มีคู่หมาย หรือว่านางก็อยากเป็ชายาของซื่อจือ?’
ก่อนหน้านี้กู้เยว่ฉีพี่สาวของเขาก็วางแผนเพื่อจะได้เป็ชายาของซื่อจื่อ อยู่หลายปี แต่พอนางหายตัวไปในตอนนั้น กลับมานางก็เปลี่ยนไป จากความมุ่งมั่นที่จะเป็สตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหรงเฉินกลายเป็ความพยายามที่จะพาครอบครัวหลบหนีจากความเกี่ยวข้องกับจวนหลิงอ๋อง
โชคชะตาช่างตลกนัก...พลิกผันเพียงชั่วข้ามคืน
“เราไปนั่งกันเถอะ ขอเปลี่ยนโต๊ะมานั่งใกล้ๆ กันจะได้คุยต่อ ข้าอยากฟังเื่เมืองหลวงจากเ้าอีก” กู้เยว่ฉีเริ่มรู้สึกเมื่อยขาจึงเอื้อมมือไปจับแขนสหาย
“จริงด้วย เรายืนคุยกันนานเกินไป ข้าเองก็คอแห้ง” จงเป่าหนิงหัวเราะน้อยๆ “นี่ขาเ้าคงจะเป็ตะคริวแล้วสิ”
“อือ รอสักครู่นะ ตอนนี้ยังชาอยู่เลย” กู้เยว่ฉีเกาะแขนของจงเป่าหนิงยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่
หญิงสาวทั้งสองยืนมองหน้ากันแล้วก็หัวเราะ พักหนึ่งจงเป่าหนิงก็ให้กู้เยว่ฉีเกาะแขนเดินไปยังโต๊ะที่กู้เฉินนั่งอยู่ ชายหนุ่มเห็นพี่สาวเดินทุลักทุเลเข้ามาใกล้จึงได้ลุกขึ้นช่วยประคอง
“พี่หญิง ข้าคิดแล้วเชียวว่าท่านสองคนยืนคุยกันนานเกินไป มาขอรับ ค่อยๆ นั่งลง”
จงเป่าหนิงหันไปมองโต๊ะข้างๆ พอเห็นป้ายชื่อสกุลนางค่อยยิ้มออกมา “ดีจริง ที่นั่งของข้าอยู่ข้างเ้าสองคนพี่น้องด้วย ไม่ต้องขอแลกที่นั่งกับผู้ใดแล้ว”
สาวใช้ของจวนอ๋องเดินเข้ามาวางกาน้ำชา จอกชาใบน้อยและจานใส่ของว่างลงใกล้ๆ “เชิญคุณหนูเ้าค่ะ”
“เยว่เอ๋อร์ เ้าดูสิ ของว่างในจวนอ๋องน่ากินมากเลย” จงเป่าหนิงยิ้มน้อยๆ หยิบขนมใส่ปาก “อืม...รสชาติดีด้วย”
กู้เยว่ฉียิ้มและพยักหน้า ก่อนจะรับถ้วยชาจากน้องชายมาจิบทีละนิดจนหมดจอก “ขออีกหน่อยสิ เสี่ยวเฉิน”
“พี่หญิง ท่านคุยกับพี่เป่าหนิงมากเกินไปนะขอรับ คราวหน้าช่วยเพลาๆ หน่อย” ปากก็บ่นให้พี่สาว ส่วนมือของกู้เฉินก็ยังรินน้ำชาให้อย่างระมัดระวัง
“นี่หากคุณหนูสกุลอื่นมาได้ยินเ้าบ่นเช่นนี้คงจะเลิกชมเ้าผ่านกระดานโรงน้ำชาแสนดีแล้ว”
โรงน้ำชาแสนดีเป็ร้านยอดนิยมในเมืองหรงเฉิน บรรดาหนุ่มสาวต่างพากันไปเขียนข้อความใส่กระดาษเอ่ยถึงคนที่ตนชื่นชอบโดยไม่ลงชื่อผู้เขียนติดเต็มกระดานแผ่นใหญ่ที่ติดไว้ผนังด้านหนึ่งของโรงน้ำชา
“ชิ ข้าจะบ่นหรือไม่บ่นก็ชิงอันดับหนึ่งจากหลิงอ๋องซื่อจื่อไม่ได้หรอก”
กู้เยว่ฉีชะงักปรายหางตามองน้องชายพร้อมกับยกยิ้มมุมปาก “เ้าอยู่อันดับห้าของกระดานนะ เสี่ยวเฉิน คิดจะชิงอันดับหนึ่งเชียวหรือ?”
“พอได้แล้ว พี่หญิง ท่านดูแคลนน้องชายมากเกินไป ท่านมองดูฝั่งตรงข้ามโน่นสิพวกนางส่งสายตาให้ข้าตั้งหลายครั้งแล้ว” กู้เฉินพยักพเยิดให้พี่สาวมองดูคุณหนูที่นั่งอยู่อีกฟากของลานแสดง
กู้เยว่ฉีมองตามสายตาของน้องชายไปก็เห็นว่าหญิงสาวสามสี่นางกำลังชะม้อยชะม้ายชายตาให้กู้เฉิน อันที่จริงน้องชายของนางก็นับว่าเป็บุรุษที่มีรูปร่างหน้าตาโดดเด่น เพียงแต่นางบังคับให้เขาต้องทำตัวเป็คนธรรมดาเพื่อลดการเพ่งเล็งจากผู้อื่นโดยเฉพาะจากจวนหลิงอ๋อง
“แล้วเ้าต้องใจคุณหนูสกุลใด?”
กู้เฉินยิ้มน้อยๆ “ยังหรอกพี่หญิง พวกนางธรรมดาเกินไป ข้าบอกแล้วว่าข้า้าสตรีที่คล้ายกับท่าน”
“ช่างประจบนัก พูดเช่นนี้เ้ากำลัง้าสิ่งใด?”
“พี่หญิงรู้ทันข้าอีกแล้ว”
จงเป่าหนิงเห็นสองพี่น้องต่อล้อต่อเถียงก็ยกแขนเสื้อขึ้นปิดปากหัวเราะ สายตาเต็มไปด้วยความเศร้า “พวกเ้าสองคน สนิทสนมกันดีจริง ข้าเห็นทีไรก็อดจะอิจฉาไม่ได้”
ครอบครัวของจงเป่าหนิงเต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่น จงเป่าหนิงเป็บุตรีคนเดียวของฮูหยินเอกคนที่สองของใต้เท้าจง มารดาของนางมาจากครอบครัวที่หวังพึ่งพาอำนาจของสกุลจงจึงไม่กล้ามีปากเสียง บิดาของนางมักจะพูดถึงความสำเร็จของพี่ชายและพี่สาวที่เกิดจากฮูหยินเอกคนแรกให้นางฟังอยู่เสมอ เพื่อให้นางเอาเยี่ยงอย่าง ส่วนน้องชายอีกสองคนที่เกิดจากอนุภรรยาของบิดาก็เป็ที่ชื่นชมและพอใจ มีเพียงนางที่ต้องดิ้นรนเพื่อแสวงหาความสำเร็จตามที่บิดา้า
“เสี่ยวเฉินก็เป็แบบนี้ล่ะ พูดเอาใจข้าทีไรข้าต้องยอมเขาทุกที คราวนี้ไม่รู้ว่า้าสิ่งใด ดูหน้าเขาสิ อมพะนำเหลือเกิน” กู้เยว่ฉีส่ายหน้าเบาๆ
“พี่หญิงพูดเช่นนี้ แสดงว่าครั้งนี้ก็ยอมข้า ใช่หรือไม่?”
กู้เยว่ฉีหรี่ตาลงพร้อมยกยิ้มมุมปาก “ก็แล้วแต่เ้า หากแต่ตัดสินใจแล้วก็ต้องรับผิดชอบด้วย”
กู้เฉินประสานมือค้อมศีรษะ “ขอบคุณขอรับพี่หญิง”
จงเป่าหนิงเอียงคอมองสองพี่น้อง “เยว่เอ๋อร์ เ้ายังไม่รู้เลยนะว่า เสี่ยวเฉินขอสิ่งใดแต่ก็อนุญาตไปก่อนแล้ว”
“ในครอบครัวของข้า ทุกคนต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของตนเอง ไม่ว่าผลลัพธ์นั้นจะร้ายแรงเพียงใดก็ตาม” พอเอ่ยประโยคนี้ออกไปแล้ว กู้เยว่ฉีก็พลันนึกถึงฝันร้าย นางคือต้นเหตุทำให้ทุกคนในสกุลกู้ต้องตายอย่างน่าอนาถ ตัวนางเองคือผู้ที่รับผิดชอบการตัดสินใจของตนไม่ได้
...เป็นางที่ควรจะตายเพียงตามลำพัง ไม่ใช่ทำให้สกุลพินาศ...
มือของกู้เยว่ฉีสั่นเล็กน้อยจนนางต้องใช้เล็บมาจิกหลังมืออีกข้างของตนเองเพื่อระงับความเสียใจ หากนางไม่โลภมากอยากจะเข้ามาในจวนอ๋อง คงไม่ต้องข้ามหน้าข้ามหน้าคนหลายตระกูล สร้างศัตรูทั้งที่ลับและที่แจ้ง สุดท้ายก็ต้องตายอย่างน่าอนาถโดยไม่รู้ว่าเป็ฝีมือของผู้ใด วูบหนึ่งนางเกิดความรู้สึกใคร่รู้ว่าผู้ใดที่ส่งคนร้ายไปตามฆ่าตนถึงในอารามชี
พลันเสียงดนตรีก็เงียบลง หลิงอ๋องเดินนำหน้าหวางเฟยและบุตรชายทั้งสองออกมาจากทางเดินมีหลังคา พ่อบ้านใหญ่ประจำจวนยืนอยู่หน้าปะรำแบมือสองข้างในระดับอกก่อนจะยกมือขึ้นสูง องครักษ์ที่ยืนอยู่รอบนอกลานจัดเลี้ยงโบกธงประจำจวนอ๋องไปมา กลองใหญ่จึงถูกรัวขึ้นอีกครั้ง ทุกคนในงานลุกขึ้นยืนทำความเคารพผู้ปกครองเมืองหรงเฉินอย่างพร้อมเพรียงกัน
หลิงอ๋องยืนนิ่งอยู่หน้าเก้าอี้ กวาดตามองดูคนรอบงานด้วยความพอใจ เสียงกลองสงบลง ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง
“ข้าหลิงอ๋อง ยินดีเป็อย่างมากที่ทุกคนมางานเลี้ยงชมจันทร์ในคืนนี้ หวังว่าทุกคนจะมีความสุขกับสิ่งที่จวนอ๋องได้จัดเตรียมเอาไว้”
เสียงของหลิงอ๋องดังกังวาน พอกล่าวจบก็ยกมือขึ้นเป็สัญญาณอนุญาตให้ทุกคนนั่งลงได้
************
ไรเตอร์แนะนำ...อีบุ๊กเซ็ท
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNDQ1ODg3MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjE3OTAxNCI7fQ
