จางต้าหู่ไม่ขายข้าวผัดแล้ว เขาขายเพียงข้าวปั้นผักเท่านั้นผู้ใดจะรู้ว่าพอคนในตลาดเห็นว่าข้าวปั้นทํากำไรได้มาก ทั้งคนขายไข่ ขายผักขายข้าวสารล้วนแห่มาขายข้าวปั้นตามๆ กัน
วันนี้ทั้งตลาดหากไม่นับตระกูลหวังก็มีคนขายข้าวปั้นไปแล้วสี่คน
จางต้าหู่โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ จนลืมไปหมดสิ้นว่าตนเองก็ทำข้าวปั้นเลียนแบบตระกูลหวังเช่นเดียวกัน
คนตระกูลหวังทั้งสี่คนซึ่งริเริ่มทำข้าวปั้นเป็รายแรกเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ก็พลันโมโหตะลึงตาค้างนี่เพิ่งจะผ่านไปเพียงหนึ่งวันสิบสองชั่วยามเท่านั้นก็มีคนขายข้าวปั้นมากมายถึงเพียงนี้แล้ว และยังขายในราคาถูกมากอีกด้วย
การทำการค้าขายอาหารในยุคสมัยนี้ก็เป็เช่นนี้อาหารที่ใช้ทักษะในการทำต่ำ ขอเพียงมีหนึ่งร้านขายได้เงิน ทุกคนก็ล้วนแห่ทำเลียนแบบออกมาขายตามกัน
ฮูหยินอ้วนคนหนึ่งซึ่งเป็ลูกค้าของเมื่อวานวันนี้นางมาซื้อผักที่ตลาด ครั้นเห็นคนตระกูลหวังสี่คนก็ตั้งใจเดินเข้ามาพลางชี้ไปที่จางต้าหู่แล้วเอ่ยว่า“เมื่อวานตอนบ่ายคนผู้นั้นก็ขายข้าวปั้นแล้ว หนึ่งก้อนเพียงหนึ่งเหรียญทองแดงถูกกว่าบ้านพวกท่านมาก ข้าซื้อข้าวปั้นสิบก้อนจากคนผู้นั้นราคาเพียงสิบเหรียญทองแดงเท่านั้น”
ฮูหยินอ้วนเพียงบอกว่าข้าวปั้นของจางต้าหู่ราคาถูก ทว่าไม่ได้บอกว่าข้าวปั้นนั้นปั้นไม่แน่นพอนางถือข้าวปั้นที่ห่อด้วยใบไผ่เดินกลับเรือนหนึ่งลี้คาดไม่ถึงว่าข้าวปั้นครึ่งหนึ่งก็แตกออกจากกันเสียแล้ว
ในฐานะลูกค้า ย่อมคาดหวังให้สินค้าราคาถูกและคุณภาพดี
คราวนี้ในใจของคนตระกูลหวังทั้งสี่ยิ่งรู้สึกกลัดกลุ้มใจมากยิ่งขึ้น
ฮูหยินอ้วนนึกว่าคนตระกูลหวังจะลดราคาลงผู้ใดจะรู้ว่าพวกเขาไม่มีแม้แต่ท่าทีใด ก็หมุนกายเดินจากไปแล้ว
ผู้เฒ่าหวังขมวดคิ้วพลางกล่าว “พวกเขาสี่คนต่างขายข้าวปั้นต่อให้ขายข้าวปั้นคนละหนึ่งร้อยก้อน ก็มีข้าวปั้นสี่ร้อยก้อนแล้ว”
หลิวซื่อเอ่ยพึมพํา “บ้านเรามีข้าวปั้นสองร้อยกว่าก้อน”
ผู้เฒ่าหวังรู้สึกเสียใจภายหลังยิ่ง ทอดถอนใจสั้นๆ เอ่ย “ยายเฒ่าเอ๋ยพวกเราควรฟังคําพูดของชิงชิง ทำข้าวปั้นให้น้อยลง”
หวังจื้อเอ่ยถาม “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ?”
หวังเลี่ยงที่วิ่งไปสืบข่าวแล้วหนึ่งรอบกลับมาเอ่ยด้วยความโกรธ “ข้าวปั้นไข่ราคาเท่ากับข้าวปั้นของบ้านเราอีกสามร้านล้วนหนึ่งเหรียญทองแดงต่อหนึ่งก้อน พวกเขาขายถูกขนาดนั้นบ้านเราจะขายอย่างไรขอรับ?”
ผู้เฒ่าหวังกล่าว “ชิงชิงใส่งาลงในข้าวปั้นและใช้ถั่วลันเตาทั้งสองอย่างนี้แพงกว่าผักอื่นๆ บ้านเรา...”
หลิวซื่อเอ่ยแทรก “ข้าวปั้นของพวกเราไม่อาจลดราคาได้พวกเราจะไม่ขายที่อําเภอ เช่นนี้ก็ไปขายในตําบลแทน” พวกเขาตัดสินใจไปที่ตําบลชางหวังว่าที่นั่นจะไม่มีผู้ใดมาแย่งการค้าข้าวปั้น
หวังเลี่ยงเอ่ยเตือน “ท่านพ่อ ท่านแม่พวกท่านลืมไปแล้วหรือว่าพวกเรายังต้องไปเซียงเยวี่ยไจด้วย”
ผู้เฒ่าหวังสามีภรรยาโกรธจนลืมเื่นี้ไปหมดแล้ว
“ยายเฒ่า เ้ากับหวังจื้อไปตําบลชางส่วนข้ากับหวังเลี่ยงไปเซียงเยวี่ยไจเสร็จแล้วจะไปหาพวกเ้าที่นั่น” ผู้เฒ่าหวังเอ่ยทิ้งท้ายประโยคนี้จบก็พาบุตรชายคนเล็กเข้าไปในตัวอําเภอ
ที่ประตูอำเภอมีทหารเฝ้าประจำการอยู่เข้าออกแต่ละครั้งต้องทำการตรวจค้น เพื่อป้องกันคนร้ายพกอาวุธสังหารเข้าเมือง
ใบหน้าของผู้เฒ่าหวังซื่อบื้อไร้เล่ห์เหลี่ยมหวังเลี่ยงเป็เพียงเด็กยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนายทหารโบกมือให้พวกเขาพ่อลูกผ่านเข้าไปข้างใน
ตัวอำเภอมีถนนสายหลักหลายสาย เซียงเยวี่ยไจอยู่บนถนนสายหลักที่ใหญ่ที่สุดและใกล้กับประตูเมืองมากที่สุดทำเลที่ตั้งดีเป็อย่างยิ่ง และหาพบได้ง่ายเช่นกัน
ประตูร้านของเซียงเยวี่ยไจเปิดกว้างกลิ่นหอมหวานของขนมลอยออกมาจากด้านใน
ผู้เฒ่าหวังเงยหน้าขึ้นมองแผ่นป้ายสีแดงอักษรสีทองเด่นตระหง่านที่หน้าประตูร้านเซียงเยวี่ยไจวัสดุของแผ่นป้ายนี้เป็ไม้แดงชั้นดี กอปรกับแกะสลักด้วยตัวอักษรสีทองอันวิจิตรคาดว่าคงเป็เงินหลายตำลึง
หน้าร้านเป็เช่นนี้ ข้างในล้วนขายของกินราคาแพง สถานที่เช่นนี้ผู้เฒ่าหวังใช้เวลาทั้งชีวิตก็สามารถมาได้ไม่กี่ครั้งเท่านั้น
นกน้อยควรทำรังแต่พอตัว ครั้นผู้เฒ่าหวังมาเยือนถึงที่นี่แล้วกลับเกิดความขลาดจนก้าวขาไม่ออก
กลับเป็หวังเลี่ยงที่เดินเข้าไปอย่างเปิดเผยครั้นเห็นเสี่ยวเอ้อร์รูปร่างผอมสูงราวกับเสาไม้ไผ่ที่เป็คนพาพวกเขามาเมื่อวาน ก็เอ่ยขึ้นว่า“พี่ชาย พวกข้ามาแล้วขอรับ”
ใบหน้าของเสี่ยวเอ้อร์เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เอ่ยตอบ “ดียิ่งพวกท่านมาแล้ว เชิญรีบเข้าไปที่หลังร้านเลยขอรับ”
ผู้เฒ่าหวังเปิดปากเอ่ย เพราะว่ากังวลมากจนเกินไปก็เลยทำให้สีหน้าของชายชราดูเคร่งเครียดจริงจังเป็อย่างยิ่ง“ไม่ต้องแล้ว พวกเราไม่เข้าไป”
เสี่ยวเอ้อร์ยังคงยิ้มอยู่ พลางเอ่ยถาม “ไม่เข้าไปแล้วจะสนทนาอย่างไรขอรับ?” เขาคิดว่าผู้เฒ่าหวังเป็เ้าของสูตรไข่เค็มเสียอีก
“ราคาต่ำเกินไป ไม่อาจขายสูตรไข่เค็มได้” ครั้นผู้เฒ่าหวังคิดว่าเงินสิบตำลึงพลันมลายไปเสียอย่างนี้ก็ส่ายศีรษะด้วยความยากลําบาก เห็นใบหน้าของเสี่ยวเอ้อร์เต็มไปด้วยความใก็ไม่ได้คิดอันใดให้มากความ หมุนกายเดินจากไปทันที
หวังเลี่ยงกล่าวลาเสี่ยวเอ้อร์เสียงเบาด้วยสีหน้ากระสับกระส่ายก่อนจะตามผู้เฒ่าหวังไป
ภายในใจของผู้เฒ่าหวังยุ่งเหยิงจวนตายแล้วแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจตอบรับแทนหลี่ชิงชิงได้ ในใจขบคิดเื่บางอย่างอยู่จิตใจจึงเหม่อลอย ฝีเท้าพลันช้าลง เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูเมืองจึงนึกถึงเื่ที่หลิวซื่อพร่ำบอกก่อนนอนเมื่อคืนได้
“สมองของข้านี่ แก่แล้วช่างขี้หลงขี้ลืมจริงๆ!”
“ท่านพ่อ เป็อันใดไปขอรับ?”
ผู้เฒ่าหวังมีน้ำเสียงหนักแน่น “ไปพวกเราไปเซียงเยวี่ยไจอีกสักรอบ จำต้องนำเงินไปจ่ายค่าหมี่ฮวาถังห่อนั้น”
“ท่านพ่อ ท่านมีเงินติดตัวหรือ?”
“ย่อมมีแน่นอน แม่เ้าให้ข้ามานานแล้ว”
สองพ่อลูกยังไม่ทันได้เดินไปถึงเซียงเยวี่ยไจ ก็เห็นเสี่ยวเอ้อร์ร่างเสาไม้ไผ่เดินเข้ามาหาอย่างรีบร้อน
“พวกท่านอย่าเพิ่งไปนายท่านของพวกเรา้าเจรจาการค้ากับพวกท่าน”
“เฮ้อ ไม่อาจเจรจาได้ ราคาต่ำเกินไป... เ้าของสูตรไม่ตกลง” ผู้เฒ่าหวังส่ายศีรษะอย่างแรงหนึ่งที
เสี่ยวเอ้อร์ร่างเสาไม้ไผ่หยุดฝีเท้าลง มองผู้เฒ่าหวังที่หางตาเต็มไปด้วยริ้วรอยก่อนเอ่ยถามอย่างโกรธเคือง “หนึ่งร้อยตำลึงเงิน ท่านยังรังเกียจว่าราคาต่ำอยู่หรือ? หนึ่งร้อยตำลึงเงินเพียงพอที่จะซื้อเรือนในตัวอําเภอท่านยังคิดว่าราคาต่ำอยู่หรือขอรับ?”
นายท่านของเสี่ยวเอ้อร์ถูกใจไข่เค็ม ้าซื้อสูตรให้ได้เมื่อวานเสนอราคาสูงถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงินนึกว่าวันนี้จะได้สูตรไข่เค็มมาอย่างราบรื่น
หนึ่งร้อยตำลึงเงินสามารถซื้อที่นาดีๆ ในละแวกใกล้ตัวอำเภอได้ถึงยี่สิบห้าหมู่นี่เป็เงินก้อนใหญ่ที่เหล่าชาวนาไม่อาจต้านทานได้
ไหนเลยจะรู้ว่าตระกูลหวังกลับไม่ยอมตกลง เมื่อครู่หลังจากที่นายท่านทราบเขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงได้ตัดสินใจว่าจะเจรจากับตระกูลหวัง เพื่อดูว่าพวกเขา้าเงินเท่าไร
เสี่ยวเอ้อร์เกิดในครอบครัวชาวนา เพราะว่าเป็ญาติกับหลงจู๊ทั้งยังรู้อักษรอยู่หลายตัวและคิดบัญชีเป็ จึงได้มาขายอาหารอยู่ที่เซียงเยวี่ยไจเงินเดือนหนึ่งเดือนรับรองว่าไม่น้อยกว่าสามร้อยเหรียญทองแดงเทศกาลปีใหม่ยังมีอั่งเปาและขนมอีก
ในใจของเขาโกรธเคืองคนตระกูลหวังที่โลภมากมิรู้จักพอ และรู้สึกเจ็บใจแทนนายท่านของตนเขาอดไม่ได้ที่จะออกปากเอ่ยวาจาเหน็บแนม
ผู้เฒ่าหวังถลึงตาโตเอ่ยถาม “เ้าว่าอย่างไรนะ เป็เงินเท่าใด?”
หวังเลี่ยงตกตะลึงเช่นกัน มิใช่สิบตำลึงเงินหรอกหรือไฉนกลายเป็หนึ่งร้อยตำลึงไปได้?
ความยากจนได้จำกัดจินตนาการของเขาไปเสียแล้ว
เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยด้วยความโกรธ “หนึ่งร้อยตำลึงเงินเพียงพอที่จะซื้อที่นาดีๆ ยี่สิบกว่าหมู่ ข้าเห็นว่าบ้านท่านก็ทํานาเหตุใดถึงไม่เข้าใจเล่า?”
“หนึ่งร้อยตำลึงเงินจริงๆ หรือ... หนึ่งร้อยตำลึง?” ลิ้นของชายชราหวังเกิดอาการพันกันเล็กน้อย แม้กระทั่งหัวของเขาก็ยังรู้สึกวิงเวียน์ทรงโปรด สูตรไข่เค็มมีค่ามหาศาลถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ในเวลาไม่นานสองพ่อลูกก็ได้พบกับนายท่านผู้มีหนวดเคราและหลงจู๊ที่ห้องโถงหลักของเซียงเยวี่ยไจ
นายท่านของเซียงเยวี่ยไจมีนามว่าหม่าชิง ปีนี้อายุสามสิบสองปีเขาเป็บุตรชายที่เกิดจากฮูหยินเอกของตระกูลหม่า ซึ่งเป็ตระกูลขุนนางทหารของเมืองเซียง
หม่าชิงสวมชุดคลุมยาวสีน้ำเงิน ศีรษะสวมกวานหยกรูปร่างไม่สูงไม่เตี้ย หน้าตาหล่อเหลา ริมฝีปากบนมีหนวดเคราเส้นงามอยู่สองข้างบุคลิกสง่างามไม่ธรรมดา เนื่องจากฝึกวรยุทธ์และมีชีวิตที่ร่ำรวยกาลเวลาผันผ่านทว่าไม่ได้ทิ้งรอยตำหนิเอาไว้บนใบหน้าของเขามากนักมองไปแล้วดูเหมือนคนอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปี
หม่าชิงผู้นี้มีเื่ราวบางอย่าง
ยามที่เขายังเป็เด็ก เขาไม่ยอมเชื่อฟังการจัดแจงให้เป็ทหารในกองทัพของครอบครัวทั้งวันเอาแต่เดินอ้อยอิ่งอยู่ในหอนางโลม ทำตัวเหลวไหลกินดื่มเที่ยวเล่นกับสหายเสเพลไม่เอาไหนกลุ่มหนึ่งหลังจากแต่งงานก็ยังคงทำตัวเอ้อระเหยไปวันๆ เช่นนี้อยู่สองปีทั้งยังปฏิบัติต่อภรรยาในจวนอย่างเ็า จนกระทั่ง...