รุ่งอรุณของวันใหม่ ในปี ค.ศ 2080 ณ ห้องทำงานสุดหรูของคฤหาสน์หลังใหญ่ใจกลางเมืองลอนเดอริชที่นี่คือบ้านของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับพันล้าน ของมหาเศรษฐีสาวที่ครองตัวโสดมานานหลายปี
ลาเบลล่าแวมไพร์สาวสวยผู้มีอายุยืนนานหลายร้อยปี นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ชั้นดีดวงตาคู่สวยยังคงผุดผ่องไม่แพ้ผิวกาย แม้กาลเวลาจะผันผ่านไปหลายร้อยปี จนโลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปสู่วิทยาการยุคใหม่แต่ความงดงามและเสน่ห์อันเย้ายวนของเธอกลับไม่เคยเสื่อมคลายลงเลยแม้แต่น้อย
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนจะถูกเปิดออกอย่างนุ่มนวล โซอิน พ่อบ้านคนสนิทก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าแ่เบา ในมือของเขามีถาดเงินใบเล็กที่วางซองจดหมายสีแดงประทับตราพระจันทร์เสี้ยวสัญลักษณ์ขององค์กรที่ส่งตรงมาจากกลุ่มภาคีแวมไพร์
"จดหมายเชิญสำหรับค่ำคืนนี้ครับ คุณลาเบล"
โซอินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ น้อมตัวลงวางถาดลงบนโต๊ะทำงานลาเบลเหลือบมองซองจดหมายนั้นชั่วครู่ก่อนจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเธอรู้ดีว่าการรวมตัวของเหล่ามหาเศรษฐีะในครั้งนี้ไม่ใช่เื่ปกติแต่มันคือการประชุมลับเพื่อหาทางรอดจากวิกฤตการณ์สูญพันธุ์ของเผ่าพันธุ์ ท่ามกลางการจับตามองของรัฐบาลและพวกนักล่า
เธอเอื้อมมือไปหยิบซองจดหมายขึ้นมาเปิดอ่านก่อนจะเหลือบไปมองคนรับใช้ ที่ยืนจ้องมาที่เธอราวกับ้าบอกอะไร ในยามนี้แผ่นหลังที่เคยผึ่งผายกลับค่อมลงเล็กน้อยริ้วรอยแห่งกาลเวลาบนใบหน้าปรากฏชัดเจนตามสังขารของมนุษย์ผู้ร่วงโรยแม้กาลเวลาจะหยุดนิ่งสำหรับแวมไพร์ แต่มนุษย์รอบตัวเธอกลับต้องโรยราไปตามวัฏจักร
"มีอะไรงั้นเหรอ โซอิน?"
ลาเบลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แฝงไว้ด้วยความเอ็นดูที่มีต่อผู้รับใช้คนสนิท
โซอินก้มหัวลงเล็กน้อยด้วยความเคารพก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"คุณลาเบล... ผมเกรงว่างานในคืนนี้...ผมคงจะไปกับท่านไม่ได้แล้วครับ"
ลาเบลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้ามองสำรวจชายชราตรงหน้าอย่างพิจารณา
"หมายความว่าอย่างไร หรือว่า..."
"ผมอายุล่วงเลยมากว่าเจ็ดสิบปีแล้วครับ ร่างกายเริ่มร่วงโรยเกินกว่าจะรับใช้และดูแลความเรียบร้อยได้ไหวสังขารมันไม่เอื้ออำนวยอีกต่อไป... ผมจึงต้องขออนุญาตลาออกจากหน้าที่พ่อบ้านครับคุณลาเบล"
โซอินเอ่ยด้วยความนอบน้อม ก่อนจะผายมือไปยังประตูห้องทำงาน
"แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่กล้าทิ้งให้คุณลาเบลต้องไร้ผู้ดูแล...ผมจึงพาหลานชายคนเดียวมาเพื่อแนะนำตัวครับ"
สิ้นคำพูด ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกอีกครั้งร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและเงียบกริบเขามีใบหน้าคมคายและแววตาที่เฉียบคม เปี่ยมไปด้วยความตื่นตัวผิดกับผู้เป็ปู่ที่ผ่านโลกมาโชคโชน
"สวัสดีครับคุณลาเบล ผม... ฟิลิกซ์ครับ"
ชายหนุ่มโค้งคำนับอย่างสง่างามและสุภาพเรียบร้อย โซอินยิ้มบางๆอย่างโล่งอก ก่อนจะกล่าวเสริม
"ฟิลิกซ์ได้รับการฝึกฝนและเรียนรู้งานทุกอย่างจากผมจนหมดสิ้นแล้วครับเขาพร้อมที่จะรับหน้าที่เป็พ่อบ้านคนใหม่ คอยดูแลความเรียบร้อย และติดตามรับใช้คุณลาเบลต่อจากผมทุกประการ"
ลาเบลพิจารณาชายหนุ่มรุ่นหลานที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของแวมไพร์สาวแม้เธอจะคุ้นเคยกับการสูญเสียมนุษย์ผู้รับใช้ไปตามกาลเวลามานักต่อนักแล้วแต่การส่งต่อหน้าที่จากรุ่นสู่รุ่นเช่นนี้ก็ยังคงเป็สัจธรรมที่เธอเข้าใจดี
"ยินดีต้อนรับสู่คฤหาสน์ของเรา ฟิลิกซ์..."
ลาเบลเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ก่อนหันไปทางพ่อบ้านคนเก่า
"โซอิน...เงินำาญจะถูกส่งเข้าบัญชีให้จนกว่านายจะจากไปไม่ต้องเป็ห่วง ฉันสัญญาจะดูแลฟิลิกซ์ให้ดีที่สุด"
“ขอบพระคุณครับ...คุณลาเบล”
หลังจากที่โซอินนำหลานชายมาแนะนำตัวและฝากฝังให้รับหน้าที่ดูแลคฤหาสน์แทนตนต่อหน้านายหญิงลาเบลเป็ที่เรียบร้อยทั้งสองก็ขอตัวเดินออกจากห้องทำงานใหญ่ ลงมายังปีกตึกฝั่งที่พักของพ่อบ้าน
บรรยากาศภายในห้องพักส่วนตัวเงียบสงบมีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟวินเทจ ข้าวของเครื่องใช้ถูกตกแต่งหรูหราไม่แพ้ห้องอื่นๆความตื่นเต้นดีใจที่จะได้เป็เ้าของสิ่งหรูหราแบบนี้ทำให้ฟิลิกซ์ถึงกับอ้าปากค้าง แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงดังปัง!
โซอินปิดประตูล็อกกลอนอย่างแ่าก่อนจะหันมามองหน้าหลานชายหนุ่มด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังและเคร่งเครียดจนฟิลิกซ์ต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
"มีอะไรเหรอครับคุณปู่"
โซอินถอนหายใจยาว ก่อนวางมือทั้งสองข้างลงบนบ่าของหลานชายเบาๆ
"ฟิลิกซ์... ฟังปู่ให้ดีนะ การทำงานกับคุณลาเบลไม่ใช่แค่การเป็พ่อบ้านธรรมดาที่คอยดูแลความสะอาดหรือจัดเตรียมเอกสารแต่นี่คือการทำงานรับใช้ปีศาจที่มีอายุหลายร้อยปี"
ฟิลิกซ์พยักหน้ารับอย่างตั้งใจ โซอินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ข้อแรก... ห้ามมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวหรือหลงรักเธอเด็ดขาดเสน่ห์ของแวมไพร์นั้นทรงพลังเกินกว่าที่มนุษย์อย่างเราจะต้านทานไหวหลายคนที่คิดลองดีสุดท้ายก็กลายเป็แค่เหยื่อที่สูญสลายไป รักษาระยะห่างกับเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด แต่อย่าเข้าใกล้ชิดเกินความจำเป็ "
"ข้อสอง... ห้ามปล่อยให้เธอดูดเืแกเด็ดขาดต่อให้เธอจะเอ่ยปากขอหรือใช้วาจายั่วยวนแค่ไหนจงจำไว้ว่าเืของมนุษย์คือสิ่งที่พวกมันกระหาย แต่ถ้าแกยอมตกเป็อาหารวงจรชีวิตของแกจะจบลงทันที"
และข้อสุดท้าย โซอินดึงตัวหลานชายเข้ามาใกล้น้ำเสียงเปลี่ยนเป็กระซิบแ่เบาแต่จริงจังที่สุด
"และที่สำคัญที่สุด...ห้ามอยู่ใกล้เธอในคืนพระจันทร์เต็มดวงเด็ดขาดในคืนนั้นสัญชาตญาณนักล่าของเธอจะรุนแรงที่สุดต่อให้เธอจะเอ่ยปากเรียกหาหรือสั่งให้แกเข้าไปในห้องนอนของเธอในคืนนั้น...แกต้องหาทางหลบเลี่ยงออกไปให้ห่างจากตัวคฤหาสน์ทันที เข้าใจไหมฟิลิกซ์?"
ฟิลิกซ์พยักหน้าตอบรับ แต่ยังมีบางอย่างที่ยังคลางแคลงใจอยู่
“ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับปู่........คุณลาเบล...เคยฆ่าคนรึเปล่าครับ”
โซอินนิ่งอยู่พักใหญ่ คำถามนั้น เป็สิ่งที่เขาเองก็ไม่สามารถตอบได้แม้จะไม่เคยเห็นกับตา แต่เขาก็มั่นใจว่านายหญิงของเขานั้น เคยทำแม้จะอยู่บนโลกมาหลายร้อยปี สามารถควบคุมสัญชาตญาณดิบตัวเองได้แต่บางครั้งเขาก็เคยนึกกลัวนายหญิงของเขาเหมือนกันโซอินเล่าเื่ราวที่พบเจอให้กับหลานฟังอีกครั้ง
“ปู่ไม่เคยเห็นคุณลาเบลฆ่าใครหรอกแต่ว่า....มีอยู่เื่หนึ่งที่ทำให้ปู่กลัวเธอมาก วันนั้นเป็คืนพระจันทร์เต็มดวงปู่บังเอิญทำมีดบาดมือ ปู่กำลังให้แม่บ้านทำแผลให้ที่ห้องรับแขก จู่ๆ...คุณลาเบลก็โผล่มาตาสีฟ้าของเธอ เปลี่ยนเป็สีแดงเธอจ้องมองแต่นิ้วที่เปื้อนเืของปู่โดยไม่กะพริบตา ยิ่งตอนที่เธอขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ยิ่งทำให้ปู่กลัวจนขยับตัวไม่ได้”
ฟิลิกซ์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงใ
“เธอทำอะไรปู่เหรอครับ?”
“ไม่เลย เธอพูดสั้นๆแค่ว่า ‘โซอิน...อย่าทำแบบนี้อีกเข้าใจมั้ย’ หลังจากวันนั้น เธอก็ไม่อนุญาตให้ใครพักในคฤหาสน์ ทุกคนมาทำงานและก็กลับข้อห้ามเกิดขึ้นมากมาย ห้ามทำอาหาร ห้ามมีอาวุธหรือสิ่งที่จะทำให้ต้องาเ็ในบ้านหลายๆอย่าง ก็เพื่อเลี่ยงต่อการเห็นเืที่จะทำให้เธอ...เกิดความกระหายขึ้นมาได้”
ฟิลิกซ์กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อเห็นความหวาดกลัวที่แสดงชัดอยู่ในแววตาของปู่ เขาสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะพยักหน้ารับคำ ด้วยความตระหนักถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงดงามอันเย้ายวนของนายหญิงของคฤหาสน์หลังนี้
♦°°°°°°°°°° ☾* °°°°°°°°°° ♦