ใต้ร่มเงาไม้หญิงชราผล็อยหลับไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นมา นางหรี่ตาเอ่ยถามว่า“แม่หนูทั้งหลายปักผ้ากันไปถึงไหนแล้ว?”
“คงจะใกล้เสร็จแล้วกระมังเจ้าคะ ให้พวกนางนำขึ้นมาให้ชมจะดีหรือไม่?”
ฮูหยินรองนึกเสียดายงานชมสวนอันงดงามของตนที่กลายเป็นงานประลองฝีมือปักผ้าไปเสียได้มิหนำซ้ำท่านผู้อาวุโสก็ไม่ยอมกลับไปพักผ่อนแต่กลับมายืนสร้างความวุ่นวายอยู่ในงาน หากทำให้ท่านเหน็ดเหนื่อยไปนางคงบาปหนักมิใช่น้อย
ท่านผู้อาวุโสกวาดสายตาคร่าวๆก่อนจะโบกมือเรียกแม่นมเก่าแก่มาเอ่ยว่า “ไปตามเหล่าเด็กหนุ่มมาเถิดได้เวลาให้พวกเขาร่ายกลอนแล้ว”
แม่นมเก่าแก่รับคำแล้วเดินออกไปได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจว่าคงจะต้องร่ายกลอนจากงานปักผ้ากระมัง?
“คุณหนูไช่ปักรูปดอกกล้วยไม้สีหมึกได้งดงามยิ่งนัก! ดูคุ้นตาอยู่บ้าง...”
ฮูหยินชุดม่วงเดินเอื่อยๆเข้ามา พินิจดูอย่างละเอียด ก่อนจะปรบมือพร้อมเอ่ยว่า“นี่มิใช่กล้วยไม้ในเรือนหยุนติงรึ!”
“บังเอิญเสียจริง คุณหนูเคอก็ปักลายกล้วยไม้ด้วยเช่นกันกล้วยไม้ไร้ใจก็งดงามบริสุทธิ์ยิ่งนักต่างก็เป็นกล้วยไม้แห่งความสง่างามและความบริสุทธิ์ มีคุณค่าในแบบของตนเองช่างสมกับคำที่ว่าทั้งความสามารถและรูปโฉมล้วนมิได้มาอย่างไร้ความหมายจริงๆ”
ฮูหยินทั้งสองหยุดยืนอยู่ข้างพวกนางพลางวิพากษ์วิจารณ์งานปักกล้วยไม้ทั้งสองชิ้นด้วยถ้อยคำชื่นชม
ฮูหยินรองยกมือปิดปากหัวเราะพลางเอ่ยว่า“ปีนี้คุณหนูเคอถึงวัยปักปิ่นแล้วก็ต้องรอดูว่าบ้านใดจะว่องไวพอที่จะเด็ดบุปผางามดอกนี้ไป”
ฮูหยินชุดม่วงเหลือบมองนางอย่างตำหนิด้วยรอยยิ้มที่แฝงความนัย“ฮูหยินรองกล่าวเช่นนี้ บ้านของพวกท่านสกุลเผยเร่งรีบนักหรือ?”
“ก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้” บัดนี้เผยเซ่าจือและเผยรุ่นจือสองพี่น้องยังมิได้แต่งงานทั้งสกุลเคอและสกุลเผยต่างก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันไม่แน่ว่าในวันใดวันหนึ่งก็อาจจะดียิ่งขึ้นไปอีกก็เป็นได้!
คำพูดของฮูหยินรองก็เป็นสิ่งที่บรรดาฮูหยินทั้งหลายคิดกันอยู่แล้วเพียงแต่บ้านที่มีลูกสาวที่รอการออกเรือน ก็ยังหวังว่าบ้านของตนจะมีโอกาสบ้างใครบ้างล่ะจะไม่อยากได้ลูกเขยที่วิเศษดุจมังกรอย่างคุณชายน้อยผู้นี้?
ส่วนฮูหยินที่ตั้งใจจะมาหาลูกสะใภ้ก็จับจ้องไปที่คุณหนูเคออิ๋งอิ๋งเพราะทั้งฐานะครอบครัวและรูปโฉมล้วนหาที่ติมิได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้หาได้ยากยิ่งนัก
“นี่คืออะไรกัน?” ท่านผู้อาวุโสเอ่ยปากขึ้นขัดจังหวะความคิดในใจของบรรดาฮูหยินทั้งหลาย
ผู้คนต่างหันไปมองเห็นในมือท่านผู้อาวุโสมีงานปักที่เพิ่งจะเสร็จไปหมาดๆสีสันสดใสหลากสีสองก้อนอยู่บนผ้าไหม นั่นคือ... ลูกทรงกลมขนปุยสองก้อนกระมัง?
ฮูหยินชุดม่วงยกผ้าเช็ดหน้าปิดปากพลางเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “ดูไม่ออกจริงๆว่าเป็นสิ่งใด ไม่ทราบว่านี่เป็นผลงานของสตรีท่านใด?”
ตอนนั้นเหล่าคุณชายจากเรือนข้างๆเดินเข้ามาพอดี ทุกคนล้วนได้รับการอบรมจากตระกูลมาตั้งแต่เด็กบัดนี้ท่านผู้อาวุโสตั้งใจให้ร่ายกลอน จึงไม่วายที่จะอวดอ้างความสามารถแต่พอมาถึงก็พบกับ ‘ลูกทรงกลมหลากสีสัน’ทั้งสองก้อนนี้ ทุกคนก็พลันเงียบเสียงไปชั่วขณะ
ฮูหยินรองที่อยู่ข้างๆเม้มปากเงียบ มีความรู้สึกละอายใจจนไม่กล้าสู้หน้าเพราะไม่มีใครรู้จักบุตรสาวดีเท่าผู้เป็นมารดา
เป็นจริงดังคาดเผยฉางสี่ที่อยู่ด้านล่างค่อยๆ ลุกขึ้นพลางกระแอมไอเบาๆ“นี่...นี่ข้าปักเองเจ้าค่ะ”
“ฮึฮึ” สตรีรูปงามคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ“ข้าเดาอยู่แล้วว่าเป็นฝีมือของสี่เอ๋อร์”
สตรีผู้นี้คืออี้เข่อซวิ่นพี่สาวของอี้เหวินฉวิน นางมีอายุโตกว่ามากและออกเรือนไปแล้วแต่เนื่องจากทั้งสองตระกูลไปมาหาสู่กันบ่อยครั้งนางจึงเฝ้าดูเผยฉางสี่เติบโตมาอย่างดีการหัวเราะในตอนนี้มิได้หมายถึงการเยาะเย้ยแต่อย่างใด จึงไม่นับว่าเสียมารยาท
เผยฉางสี่ไม่รู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อยนางแอบเหล่มองมารดาของตนที่ไร้อารมณ์ใดๆ พลางเอ่ยอย่างอ้ำอึ้งว่า“อันที่จริง ข้าปักไก่ชนสองตัวเจ้าค่ะ”
“ไก่ชนรึ?”
“ขนนกพราวสีสันของไก่ตัวผู้ข้าเลือกช่วงเวลาที่พวกมันสยายปีกทะยานขึ้นสู่ฟ้าช่วงเวลาแห่งความมุ่งมั่นที่ส่องประกายดุจเปลวเพลิง!” เผยฉางสี่กางแขนทั้งสองข้างออกพลางทำท่าทางเลียนแบบพญานกอินทรีที่กางปีกอย่างสง่างาม
“คุณหนูเผยมีความคิดแปลกใหม่ ช่างเป็นผู้บุกเบิกอย่างแท้จริง!”
“ใช่แล้ว พินิจดูดีๆก็พอจะเห็นเงาร่างที่ยังคงอยู่ของไก่ตัวผู้ที่กำลังบินอยู่จริงๆ”
คุณชายทั้งสองเอ่ยพลางส่ายหน้าไม่รู้ว่าเป็นการตอบรับอย่างสุภาพหรือเป็นการสรรเสริญด้วยใจจริง
อี้เหวินฉวินไหนเลยจะฟังคำโกหกเช่นนั้นได้?เขาเป็นผู้ที่ไม่เกรงใจใครอยู่แล้ว จึงเอ่ยทันทีว่า “คุณชายจ้าวคงจะตาฝาดกระมัง นี่น่ะหรือเงาร่างที่ยังคงอยู่ของไก่ตัวผู้?เจ้าสามารถร่ายกลอนจากสิ่งนี้ได้หรือ?”
“เรื่องนั้น...” คุณชายสกุลจ้าวถึงกับพูดไม่ออกเขาลูบจมูกพลางเอ่ยว่า “ข้าฝีมือด้อยนัก เกรงว่าคงทำไม่ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลายคนก็แอบหัวเราะ เผยฉางสี่ยื่นปากใส่หน้าอี้เหวินฉวิน“เจ้าเก่งนักก็ลองร่ายดูสิ!”
“ร่ายกลอนจากเส้นด้าย ข้าไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้นหรอก” อี้เหวินฉวินรวบแขนเสื้อขึ้นตามอย่างเผยรุ่นจือ ก่อนทำท่าทางนิ่งสงบ
ทั้งสองเป็นเพื่อนเล่นบ๊วยเขียวม้าไม้ไผ่[*] ทะเลาะเบาะแว้งกันมาก็หลายครั้ง ทุกคนต่างคุ้นชินและหยอกล้อกันอยู่เสมอ
อี้เข่อซวิ่นส่ายหน้าเดินเข้าไปเคาะหน้าผากของอี้เหวินฉวิน “ทำไมถึงพูดกับคุณหนูเช่นนี้เป็นน้องคนเล็กของบ้าน ถูกตามใจจนเคยตัวแล้วกระมัง”
เชิงอรรถ
[*]เพื่อนเล่นบ๊วยเขียวม้าไม้ไผ่ (青梅竹马) มาจากเรื่องราวที่เด็กหญิงกับเด็กชายเล่นขี่ม้าไม้ไผ่และโยนบ๊วยเขียวกันอย่างสนุกสนานหมายถึง เด็กชายเด็กหญิงที่เป็นเพื่อนเล่นวัยเด็กที่สนิทสนมกันมาก เติบโตมาด้วยกันและมีความทรงจำที่บริสุทธิ์ผูกพันกันมาตั้งแต่ยังเล็ก