บทที่ 24: รอยเท้าของสุนัขจิ้งจอก (The Fox’s Footprint)
สักพัก รถยนต์เอนกประสงค์ได้ขับมาถึงที่หน้าบ้านพักของยูโตะที่เป็นร้านกาแฟหรู ยูโตะรีบเปิดประตูขึ้นไปในรถทันที ภายในรถนั้นจะมีสึคาสะที่คอยทำหน้าที่ขับรถ วาตารุที่นั่งอยู่ข้างคนขับ และโยชิโกะที่นั่งอยู่ด้านหลัง“รุ่นพี่ยูโตะ หนูเตรียมเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับก้อนหินเสซโชเซกิไว้ในนี้แล้วนะคะ”โยชิโกะได้เตรียมเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับก้อนหินเซสโชเซกิไว้ในซองกระดาษที่เธอชูให้ยูโตะดู“ขอบใจมากนะโยชิโกะ” ยูโตะกล่าวขอบคุณพลางลูบหัวของโยชิโกะด้วยความเอ็นดู ในขณะเดียวกันนั้น รถอเนกกประสงค์นั้นกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟโตเกียวในเมืองชิโยดะด้วยความเร่งรีบพวกยูโตะได้เดินทางมาถึงสถานีรถไฟโตเกียว และเจอกับรุ่นพี่ทั้งสาม คือเอย์จิ นัทสึมิ และคาริน ตามด้วยสมาชิกในทีมงานอีก 15 คน พวกเขาทั้งหมดได้แบ่งกันเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มแรกคือยูโตะ เอย์จิ โยชิโกะ คาริน และสมาชิกในทีมงานทั้ง 7 คน จะไปที่เมืองนาสุในจังหวัดโทชิกิ เพื่อทำข่าวเกี่ยวกับก้อนหินเซสโชเซกิบนที่ราบสูงที่ได้แตกกระจายออกมา และกลุ่มที่สองคือสึคาสะ วาตารุ นัทสึมิ และสมาชิกในทีมงานอีก 8 คน จะไปที่เมืองยามาชินะในจังหวัดเกียวโต เพื่อทำข่าวที่เมืองถูกสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับปีศาจจิ้งจอก 9 หางอาละวาดจนได้รับความเสียหาย และมีผู้คนในเมืองเสียชีวิตเป็นจำนวนมากโยชิโกะได้ยื่นเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับนางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่เป็นตำนานพื้นบ้านของชนเผ่าวาในเกียวโตให้กับพวกสึคาสะ ก่อนที่ทั้งสองกลุ่มจะรีบวิ่งไปยังชานชาลาเพื่อที่จะขึ้นรถไฟชินกันเซ็นได้ทันเวลา พอมาถึงชานชาลาแล้ว ทั้งสองกลุ่มก็แยกย้ายกันไปขึ้นรถไฟชินกันเซ็นตามสายนั้นๆภายในห้องนั่งเล่นอันสุดหรูในบ้านคฤหาสน์อันใหญ่โตในใจกลางกรุงฯ ของซามาโนะสุเกะ โชกุยะ กับซามาโนะสุเกะ อายาเสะ พี่ชายคนโตและพี่สาวคนรองของยูโตะกับคานาเมะ ซึ่งโชกุยะกับอายาเสะนั้นได้แยกตัวออกมาและร่วมกันทำธุรกิจส่วนตัวจนกลายเป็นพี่น้องมหาเศรษฐีอันดับต้นของญี่ปุ่น“น่ากลัวจังเลยค่ะพี่” อายาเสะนั่งดูข่าวในจอ LCD Smart TV ขนาด 60 นิ้วภายในห้องนั่งเล่น และเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ทางด้านโชกุยะ เมื่อได้เห็นข่าวบนทีวีก็เริ่มเกิดความกังวลขึ้น จึงรีบหยิบไอโฟนโปรรุ่นล่าสุดขึ้นจากกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน แล้วรีบทักแชทไปหายูโตะทันทีทางด้านยูโตะที่นั่งอยู่ภายในรถไฟชินกันเซ็นที่เพิ่งจะออกขบวนรถได้ไม่นาน อยู่ๆ มือถือของยูโตะก็สั่นขึ้นเพียงชั่วขณะ เขารับรู้ได้ทันทีว่ามีข้อความแชทเด้งเข้ามา จึงรีบหยิบมือถือออกจากกระเป๋ากางเกงและเปิดอ่านข้อความแชททันที‘ยูโตะ ตอนนี้นายอยู่ไหน’‘อยู่ในรถไฟชินกันเซ็น กำลังจะไปที่เมืองนาสุ จังหวัดโทชิกิ’ยูโตะพิมพ์ข้อความตอบกลับ โชกุยะเมื่อได้รู้ว่ายูโตะกำลังจะไปทำข่าวเกี่ยวกับก้อนหินเซสโชเซกิที่ได้แตกกระจายลงบนที่ราบสูงเมื่อคืน ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เขาจึงรีบเร่งนิ้วมือหนาพิมพ์ข้อความตอบกลับในเชิงห้ามปราบทันทีว่า‘ยูโตะ รีบกลับมาด่วนเลยนะ อย่าไปที่นั่นเด็ดขาด ให้ถือว่าพวกเราไม่รู้เรื่องอะไรด้วย’‘ไม่ต้องห่วงครับพี่ชาย ผมมากับทีมงาน ไม่ได้มาตัวคนเดียว แล้วที่นั่นก็มีตำรวจท้องถิ่น และก็พวกนักข่าวจากสำนักอื่นๆ อยู่เยอะไปหมด สบายใจได้’‘นายรับปากกับพี่ ว่าจะไม่ไปยุ่งหรือไปข้องเกี่ยวกับเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับนางนั่นอย่างเด็ดขาด’‘OK ครับพี่ชาย’ หลังจากที่ทักแชทเสร็จ ยูโตะก็เก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกง และนั่งหลับไปในทันทีภายในตำหนักพระโรงของพระราชวังอันกว้างใหญ่ในแดนปรโลกที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง ชวนให้รู้สึกมืดมนเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะไร้แสงสว่างไปซะทีเดียว เพราะอย่างน้อยก็ยังมีเปลวไฟอันน้อยนิดที่ลุกโชนจากคบเพลิงที่ทำมาจากไม้ส่องสว่างอยู่ตามจุดต่างๆ แทบจะทั่วพระราชวังในปรโลกที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดจนแทบจะมองไม่เห็น นางเทวีอสูรฯ อิซานามิค่อยๆ เดินขึ้นไปที่บัลลังก์ของนางอย่างช้าๆ ก่อนที่จะนั่งลงและยกขาเรียวข้างขวาขึ้นทับขาเรียวข้างซ้ายในลักษณะท่านั่งไขว่ห้าง “ตลอดเวลาที่ข้าถูกเจ้าหญิงฮิเมรากิพันธนาการร่างจนกลายเป็นก้อนหิน ข้าได้แต่นึกถึงสิ่งที่พวกมนุษย์ใจทรามทำไว้กับข้า หัวใจของข้าช่างรุ่มร้อนราวกับมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาแล้วที่พวกมนุษย์จะต้องชดใช้ข้าด้วยชีวิต พวกมัน...จะต้องตายด้วยน้ำมือของข้า ข้าจะใช้ร่างนังเจ้าหญิงโอริฮิเมะ...ล้างบางพวกมนุษย์ให้สิ้นซาก...”นางเทวีอสูรฯ ที่ภายในใจนั้นเต็มไปด้วยไฟแค้น ถอนหายใจสักพักก่อนที่จะพูดต่อไปว่า“ข้าต้องการจะทำให้เจ้าอิซานางิ...ได้รับรู้ถึงความรู้สึกทุกข์ทรมานจากการที่ได้ผู้หญิงที่เขารักมากที่สุดต้องกลายมาเป็นฆาตกร”นางเทวีอสูรฯ พูดความในใจด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโทสะที่อัดอั้นอยู่ในใจจนแทบจะสามารถระเบิดได้ตลอดเวลา ดวงตาสีฟ้าทะเลอ่อนนั้นพลางมองไปที่ฝ่ามือเรียวยาวข้างขวา ก่อนจะพูดจบนางก็ค่อยๆ กำมือเรียวยาวจนแน่น เหล่าผู้คนที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้านางนั้น ล้วนเป็นลูกสมุนของนาง ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนอยู่ในร่างมนุษย์ในท่ามกลางอาคารนับล้านและสถานที่ต่างๆ ในเมืองเกียวโตที่ปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าอันสดใส ที่บ้านคฤหาสน์ตระกูลมัทสึไดระอันใหญ่โตและหรูหราราวกับพระราชวังยุโรปนั้น ก็ได้ปรากฏรอยเท้าของสุนัขจิ้งจอกขนาดกลางขึ้นที่พื้นระเบียงลานกว้างที่หน้าบ้านคฤหาสน์หรู ซึ่งมีบ่อน้ำพุวงกลมขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่กลางพื้นลานกว้าง รอยเท้าของมันนั้นก้าวเดินจากพื้นลานกว้างผ่านบ่อน้ำพุขนาดใหญ่ไปจนถึงที่พื้นระเบียงที่หน้าประตูบ้าน“นี่มันเกิดอาเพศอะไรขึ้นมาวะเนี่ย นางเทวีอสูรฯ ถึงได้มาอาละวาดในเมืองกันแบบนี้”มีผู้คนกลุ่มหนึ่งได้มาเห็นรอยเท้าของสุนัขจิ้งจอกผ่านหน้าประตูรั้วของบ้านคฤหาสน์หรู ส่วนทางด้านเซ็นเคียวนั้น ในระหว่างที่กำลังจะก้าวขาเดินลงบันไดอยู่นั้น ก็ได้มีสาวใช้รีบวิ่งขึ้นมาแจ้งให้ทราบว่า“นายท่านคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”“เรื่องอะไร” เซ็นเคียวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีนัก“มีคนมายืนมุงกันที่หน้าประตูรั้วเต็มไปหมดเลยค่ะ”เซ็นเคียวเร่งก้าวฝีเท้าเดินลงบันไดมายังชั้นล่างและรีบก้าวเดินออกมาจากบ้านคฤหาสน์ จนพบกับผู้คนที่มายืนมุงกันที่หน้าประตูรั้วเป็นจำนวนมาก“มีเรื่องอะไรกันหน่ะ” เซ็นเคียวรีบเดินเข้ามาหากลุ่มผู้คนที่พากันมายืนมุงที่หน้าประตูรั้ว“นายพลใหญ่ นางเทวีอสูรฯ เข้าไปในบ้านของนายพลใหญ่รึเปล่า”ผู้ชายคนหนึ่งภายในกลุ่มเอ่ยถามกับเซ็นเคียวเพื่อความแน่ชัด นิ้วมือหนานั้นพลางชี้ไปที่รอยเท้าของสุนัขจิ้งจอกที่ปรากฎขึ้นบนพื้นระเบียงลานกว้าง เมื่อได้เห็นรอยเท้าของมัน เซ็นเคียวก็รู้สึกตกใจจนแทบช็อคและทำอะไรไม่ถูก ขาทั้งสองข้างแทบจะทรุดลงกับพื้นไปในทันที“นางเทวีอสูรฯ อะไรกัน นี่พวกคุณพูดเรื่องอะไรกันเนี่ย”เซ็นเคียวแสร้งทำเป็นไม่พอใจ เพื่อที่พยายามจะปกปิดไม่ให้คนอื่นๆ รู้เรื่องที่ลูกสาวคนเล็กของตระกูลถูกสาปให้กลายเป็นจิ้งจอก 9 หาง“แล้วท่านนายพลไม่เห็นรอยเท้าของสุนัขจิ้งจอกที่อยู่บนพื้นระเบียงนั่นเหรอ”“นี่ขนาดพวกเรามองผ่านประตูรั้วนะ ยังเห็นได้ชัดเลย”ชาวบ้านอีกสองคนชี้ไปที่รอยเท้าของสุนัขจิ้งจอกที่อยู่ตรงพื้นระเบียงลานกว้าง“รอยเท้าใหญ่ขนาดนั้น ยังไงก็ต้องเป็นนางเทวีอสูรฯ ที่พวกเราเห็นกันเมื่อคืนก่อนอย่างแน่นอน ใช่ไหมพวกเรา”“ใช่ๆๆ พวกเราก็เห็นอยู่” กลุ่มผู้คนที่อยู่หน้ารั้วประตูนั้น ต่างก็ล้วนมีความมั่นใจอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ว่ารอยเท้าขนาดกลางของสุนัขจิ้งจอกนั่น จะต้องมาจากนางเทวีอสูรฯ อย่างแน่นอน“ใช่แล้ว...” ทันใดนั้น ก็มีน้ำเสียงโหดของชายผู้อาวุโสคนหนึ่งดังขึ้นมา“ยังไง...ผมก็คิดว่า...มันจะต้องเป็นนางเทวีอสูรฯ และอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างแน่นอน...” ชายอาวุโสผู้นั้นเป็นถึงเทศมนตรีเมืองเกียวโต ซึ่งเขานั้นก็เป็นทายาทในบรรพบุรุษชนเผ่าวาด้วยเช่นกัน เขาเดินเข้ามาหาเซ็นเคียวพร้อมกับผู้คนอีกประมาณ 7 คน พลางพูดน้ำเสียงโหดที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกหวั่นเกรงจนแทบจะเข่าอ่อนและทรุดลงกับพื้นในทันที เมื่อได้ยินเสียงพูดของเขา“ผมจะยอมให้เจ้านางเทวีอสูรฯ มาอาละวาดทำลายความสงบสุขของผู้คนในบ้านเมืองต่อไปไม่ได้”เขาไม่ได้มาแค่ตัวเปล่าเท่านั้น แต่เขาพกดาบคาตานะมาด้วย