ตอนที่ 5 งานวิจัยกับการใช้ชีวิตแบบปกติ
“ไม่มีคนปกติที่ไหนเขามีท่าไม้ตายประจำตัวกันหรอกนะ...“
ไอ้เติมมมมม!!!”
“ทำไมต้องเสียงดังอะไรขนาดนั้นด้วยล่ะยังไม่ชินกับความหล่ออีกเหรอ เจอมาตั้งหลายครั้งแล้วนะ”
“อืม...ไม่ชินเลยสักกะนิด”
“พยายามปรับตัวให้เข้ากะหน้าหล่อๆและเสียงหล่อๆได้แล้ว”
“คงยากอ่ะเพราะมันเป็เสียงหลอนๆที่โทรมาตอนหกโมงเช้า ทำให้ยังไม่ชินไง แล้วไหงถึงได้มาถึงนี่ล่ะ ที่นี่เป็ที่เฉพาะพนักงานนะ ถึงจะไม่มีป้ายติดก็เถอะ”
“พี่ให้เข้ามาเองแหละก็เห็นเค้าบอกว่ารู้จักเราแล้วก็มีเื่อยากจะคุย ก็...นานๆทีจะมีคนมีเื่อยากจะคุยด้วยแถมเป็หนุ่มหล่ออีกต่างหากพี่เลยปล่อยเข้ามา”พี่อ้อนผู้จัดการร้านโผล่เข้ามาเฉลยไขข้อสงสัยของฉัน
“ต้องขอบคุณมากเลยนะครับอุตส่าห์บอกว่าเป็เื่ไม่ด่วนมากแท้ๆ แต่ก็ยังให้เข้ามาได้เป็โชคดีของน้องเขาจริงๆ ที่ได้เ้านายที่ทั้งสวยและใจดีแบบพี่...”
“แหม....ไม่ต้องยอกันขนาดนั้นหรอกจ้าถึงจะเป็เื่จริงก็เถอะแต่เห็นเราบอกว่าเป็เื่ส่วนตัวก็ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะมีเื่ส่วนตัวอีเว้นต์ที่นานๆเกิดครั้งยังไงก็ไม่ควรจะพลาดละน้า...ก็เพราะเป็เื่ส่วนตัวพี่ก็ต้องขอตัวไปก่อนแล้วกันนะจ๊ะ”พี่อ้อนกล่าวพร้อมกับเดินออกนอกประตูไปพร้อมกับเสียงปิดประตูเป็สัญญาณทำนองว่า’ไปแล้วนะตามสบายกันเลยจ้า^^’ อะไรเทือกกนั้น
“ตรงนั้นมันจะได้ยินไม่ค่อยชัดนะคะพี่อ้อนไม่ลองไปทางฝั่งหลังครัวดูล่ะคะ”
“เมื่อวานฝนมันตกจ้า.. ฝั่งหลังครัวมันเลยแฉะเกินไปไปอยู่ตรงนั้นไม่ได้” เสียงพี่อ้อนดังลอดผ่านมาจากหน้าประตู
“ฉันว่านายไปเปิดประตูทิ้งไว้จะดีกว่านะ”
“อืมม..ก็...คงจะแบบนั้น”
ไอ้หน้าหล่อบุญเติมเดินไปเปิดประตูพร้อมกับเดินมาประจำที่อีกครั้งซึ่งเป็ที่ที่อยู่ตรงข้ามกับที่นั่งของฉันพอดีเมื่อฉันหันหลังออกจากโต๊ะทำงาน
ถึงจะบอกว่าเป็โต๊ะทำงานแต่มันก็ไม่ได้ดูเหมือนโต๊ะทำงานที่คุณเห็นในสำนักงานหรอกนะจริงๆมันก็แค่เป็เคาเตอร์สำหรับจัดวางจานชามหรือเครื่องใช้สำหรับประกอบอาหารเพียงเท่านั้นเพียงแต่ว่ามันเหลือที่ว่างมากพอบนเคาเตอร์ฉันเลยนำเก้าอี้มาตั้งเพื่อใช้เป็โต๊ะทำงานไปเลย
“แล้ว มีอะไรรึถึงได้เข้ามาในเขตแดนอนศักดิ์สิทธิ์ของข้า”
“ก็นั่นไง... ท่าไม้ตายบ้างล่ะเขตแดนอันศักดิ์สิทธ์บ้างล่ะรู้มั้ยเธอใช้ชีวิตในแบบที่ห่างไกลจากคนปกติเขาทำกันมากเลยนะ”
“แล้ว??”
“ก็ไม่คิดว่ามันไม่แย่ไปหน่อยเหรอบางทีไอ้การใช้ชีวิตแบบนี้นี่แหละที่มันทำให้เธอเป็แบบทุกวันนี้”
“..แล้ว ..ถ้าเป็แบบนั้นแล้วยังไงต่อ”
“เธอได้ฟังที่ฉันเพิ่งพูดไปหรือเปล่าเนี่ยหมายถึงนั่นอาจจะเป็สาเหตุที่ทำให้เธอไม่มีใครคบแบบนี้ โดนกีดกันจากคนอื่นแบบนี้โดนนินทาแย่ๆแบบนี้ ไอ้ความไม่เหมือนใครของเธอนี่แหละที่มันเป็ส่วนสำคัญที่ทำให้เธอเข้ากับคนอื่นไม่ได้ก็..จากสถิติ ามักจะเกิดจากความแตกต่างใช่มั้ยล่ะ ความเชื่อ เชื้อชาติ สีผิวสิ่งเหล่านี้มันทำให้คนเราเกลียดกัน แล้วก็นะ... รู้มั้ยการปล่อยท่าไม้ตายใส่คนอื่นมันไม่ทำให้สนิทมากขึ้นหรอกนะ”
“เหรอ ไม่ยักรู้แฮะเพราะฉันปล่อยสุดยอดท่าไม้ตายใส่แค่สองคน อีกคนคือเพื่อนที่สนิทที่สุดและอีกคนคือนายซึ่งก็เข้าหาฉันทั้งๆที่คนอื่นไม่ทำดูไม่เห็นเหมือนแบบที่นายว่าเลยนิ”
“อืมม...ดีใจนิดๆนะเพราะมันฟังดูเหมือนตูพิเศษยังไงไม่รู้”
“ทำไมมันถึงฟังดูพิเศษล่ะ???”
“เพราะเป็ส่วนน้อยละมั้ง..”
“แล้วนั่นมันดีหรือเปล่าล่ะ?”
“ก็คงจะดีมั้ง”
“นั่นแหละสิ่งที่ฉันเป็อยู่การแตกต่างบางทีมันก็ไม่ได้แย่...ใช่..มั้ย....?”
“นี่..”
‘เอี้ยด’
เสียงโต๊ะของบุญเติมที่ขยับเข้ามาหาฉันใกล้ขึ้นเหมือนว่าเขาจะรับรู้บางอย่างได้จากน้ำเสียงและท่าทางของฉัน ฉันรู้ว่ามันเป็อย่างที่เติมบอกบางทีความพิเศษมันก็ไม่ได้ดีเสมอไปมันก็มีไม่ใช่หรอเด็กที่ถูกเรียกว่าพิเศษเพราะความแตกต่างจากคนอื่นซึ่งมันไม่ได้ดีต่อตัวเขาเองแต่ว่า.......
“ไม่ใช่ว่าฉันเป็แบบนี้มาั้แ่ต้นซะหน่อยฉันเคยใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ฉันเคยเป็แค่คนปกติที่ขี้เหร่ แต่สิ่งที่ฉันเห็นคือไม่ใช่ฉันที่เปลี่ยนไปมันเริ่มต้นด้วยสายตาของคนอื่นที่เปลี่ยนไปเมื่อฉันโตขึ้นหรือบางทีมันอาจเป็แค่เพราะฉันโตขึ้นและได้เห็นความจริงมากขึ้นบางทีสิ่งที่ฉันเชื่อว่าฉันเหมือนคนทั่วไปในตอนแรกอาจจะผิดก็ได้...และตอนที่ฉันได้รู้ว่าสิ่งที่ฉันเชื่อมันผิดฉันไม่ใช่แค่ยัยขี้เหร่ทั่วๆไปฉันเป็สิ่งที่แม้แต่ยัยขี้เหร่ทั่วไปก็มองด้วยสายตาเหยียดๆตอนนั้นแหละที่ฉันเริ่มหันหลังให้กับคนอื่น”
“................ฉันไม่ได้หวังจะได้ยินเื่แบบนี้บางทีเธออาจจะชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว....”
“ใช่..ฉันถูกบังคับให้ชินกับมันแล้ว”
“แต่ฉันไม่ชิน...รู้มั้ยฉันรู้จักเธอยังไม่ถึงสองวันเต็ม แค่สองวันด้วยเวลาแค่นั้นฉันเหมือนหลุดเช้าไปอีกโลกหนึ่งเมื่อตอนที่อยู่กับเธอฉันไม่ได้หมายความว่ามันแย่หรอกนะ มันเป็ประสบการณที่..พิเศษ..ถึงจะโดนท่าไม้ตายก็เถอะ...ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสนุกมากเลยสำหรับฉันสำหรับการใช้ชีวิตที่เธอถูกบังคับให้ชินกับมันการใช้ชีวิตแบบปกติถือเป็ประสบการณ์ที่พิเศษรึเปล่า...”
“ใช่..อาจจะใช่แต่มันไม่ได้สนุกเหมือนที่นายสนุกเมื่อได้ใช้ชีวิตต่างไปจากเดิมหรอกนะเคยลองแล้ว..”
“ฉันไม่คิดว่ามันจะสนุกหรอกถ้าฉันทำเื่บ้าๆด้วยตัวเอง เพียงลำพัง แต่เพราะเธอบ้าและเธอก็พาฉันบ้า นั่นแหละมันถึงสนุกว่าไงไม่ลองมาใช้ชีวิตปกติดูหน่อยเหรอ ด้วยกัน”
บอกตามตรงเลยอาจจะขัดอารมณ์ซึ้งของหลายท่านไปนิด แต่ั้แ่ที่ฉันอัปเกรดจากยัยขี้เหร่ธรรมดาเป็ยัยขี้เหร่พิเศษเนี่ยไอ้เติมคือผู้ชายคนแรกเลยที่ฉันได้มีโอกาสคุยด้วยมากขนาดนี้แถมยังมีคำประมาณนี้อีก ‘ด้วยกัน’ เอาจริงๆนี่ฉันเริ่มเลี่ยนๆมานิดหน่อยเกือบๆจะอ้วกอยู่แล้วนะเนี่ยแต่...........ปฏิเสธไม่ได้ล่ะน้าว่ามันเป็ประสบการณ์ชวนอ้วกที่ทำให้ฉันรู้สึก...ดีตัดกลับไปที่บทซึ้ง
“กับนายเนี่ยนะไม่มั่นใจว่ามันจะสนุกเลยแฮะ ”
“เฮ้...อย่าพึ่งดูถูกกันสิถ้าไม่สนุกฉันยอมให้ปล่อยท่าไม้ตายใส่ก็ได้นะ ”
“รู้มั้ยว่าท่าไม้ตายของฉันมันจะรุนแรงขึ้นเมื่อน้ำหนักฉันเพิ่มขึ้น..หึหึด้วยการใช้ชีวิตแบบปกติที่นายจะต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดมั่นใจได้เลยว่าฉันจะพยายามให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นสักสองโลแล้วลูกเตาะสาวอ้วนพิฆาตก็จะรุนแรงกว่าที่นายเคยรู้จักมา..”
“จะว่าไปก็จริงด้วยแฮะ..ตามสัญญาแล้วตูต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี่หว่า”
“เป็เช่นนั้น...”
“เมื่อกี้ฉันพูดเื่อะไรไปนะ ลืมสนิทไปแล้วแฮะ”
“เฮ้ย!!ได้ไงฟร่ะ!!อย่าขี้เหนียวไปหน่อยเลย ทั้งหมดก็เพื่องานวิจัย”
“ถ้าไม่เวิร์คไม่ต้องโดนท่าไม้ตายแล้วได้มะ”
“เฮ้ย..ทั้งหมดก็เพื่องานวิจัย”
“มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับงานวิจัยตรงไหนเลยไอ้การโดนท่าไม้ตายเนี่ย!!”
“มันจะไม่เกี่ยวได้ไงไอ้นั่นไง งานวิจัยสุดยอดท่าไม้ตาย เมื่อตอนที่น้ำหนักถึงจุดพีค”
“จำไม่ได้เลยนะเว้ยว่าฉันทำงานวิจัยอะไรเทือกนั้น”
“เอาน่า เป็ผู้ชาย พูดออกไปแล้วด้วยนะนี่ถ้านายไม่ทำตามที่พูดฉันจะมั่นใจได้ไงว่านายจะทำตามสัญญาที่เราตกลงกันไว้ล่ะเนี่ยถ้าเกิดว่าฉันไม่มั่นใจขึ้นมาฉันอาจจะเลิกเป็ตัวอย่างงานวิจัยก็ได้น้า....^^”
“.....................................................................”