ในขณะที่หยางเทียนกำลังเผชิญหน้ากับความเ็ปอยู่นั้นเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปถึง9วันแล้วเห็นได้ชัดว่าอีกเพียงไม่เกิน 2 ชั่วยามการกำเนิดลมปราณใหม่ในร่างของหยางเทียนก็จะเสร็จสิ้นลง
แม้ความเ็ปดั่งไฟเผาพลาญเส้นลมปราณเดิมและก่อร่างลมปราณใหม่จะส่งผลความเ็ปถึงจิติญญาและร่างกายของหยางเทียนแต่เด่นชัดว่าแม้พร์ของมันจะต่ำต้อยเพียงใดแต่กลับความมุมานะของมันนั้นกลับสวนกันดั่ง์กับปรภพ
แต่ถึงแม้ว่าตัวหยางเทียนจะมีความมุ่งมั่นที่แรงกล้าพร้อมทั้งยังประกอบกับความอดทนอันเหนือล้ำแต่หากขาดพลังทางดวงจิตที่แข็งแกร่งแล้วละก็ น่ากลัวว่าคงไม่พ้น1วันแรกตัวมันจะต้องตกตายไปเนื่องด้วยจิติญญาถูกการเผาพลาญลุกล้ำจนแตกสลาย
“ดูท่าเ้าเด็กนี่คงจะทำสำเร็จในอีกไม่ช้าแล้วช่างทำให้พวกเราตกตะลึงได้ครั้งแล้วครั้งเล่าจริงๆ”เสียงอันทรงเสน่ห์ดังขึ้นอีกครั้ง ชัดเจนว่ายามนี้หญิงสาวรู้สึกผ่อนคลายจากในกาลก่อนไปมากโข
“หึ !ยังดีที่เ้าเด็กนี่ไม่ได้เก่งแต่การยียวนกวนประสาทข้าอย่างเดียว”ตัวตนข้างกายหญิงสาวยามนี้พลันกล่าววาจาขึ้นเช่นกันแม้ว่ามองผิวเผินอาจดูเหมือนมันกล่าวถากถางเสียดสีออกมาหากแต่ในน้ำเสียงกลับเจือปนไปด้วยความโล่งอกอย่างมากเสียมากกว่า
ในตอนที่ทั้งสองกำลังกล่าววาจาดั่งการยกสิ่งหนักออกจากอกอยู่นั้นคนพลันต้องตื่นใขึ้นมาอีกครั้งอย่างอดมิได้เนื่องจากในยามนี้นั้นพลังงานอันเหนือล้ำกับปะทุออกมาจากตัวของหยางเทียนอย่างเก็บงำไว้ไม่อยู่
ไอปราณความร้อนแผ่พุ่งออกมาจากตัวของหยางเทียนไม่ได้ขาดเด่นชัดว่าไอปราณความร้อนนี้คือสิ่งที่เป็ตัดทำลายเส้นลมปราณสายเก่าในร่างของหยางเทียนเพื่อสร้างเส้นลมปราณใหม่แทนที่
ใบหน้าของหยางเทียนยามนี้พลันบิดเบี้ยวเป็เท่าทวีคนพลันข่มกลั้นความเ็ปไม่ให้ไม่เปล่งเสียงไม่ได้อีกต่อไป หลังจากการปะทุของความร้อนครั้งนี้เกิดขึ้นได้ไม่ถึง5ลมหายใจเสียงร้องดั่งเ็ปจนมิอาจจะทนไหวดังออกมากังวานอย่างยิ่งทั้งยังเจือปนไปด้วยความโหยหวนอย่างที่สุด
“เทวะ์ศักดิ์สิทธิ์นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่เหตุใดในยามนี้กลับมีพลังงานความร้อนอันลึกล้ำสายหนึ่งปะทุขึ้นมาได้กันดูไปยามนี้ชัดเจนว่ารุนแรงมากกว่าครั้งที่ผสานดวงจิตอย่างเทียบกันไม่ติดอาจบางทีความบ้าคลั่งของพลังงานความร้อนสายนี้ย่อมไม่น้อยกว่ากลิ่นอายสังหารสยบฟ้าของท่านแน่แล้ว”
คำกล่าวของฉีอินเทียนยามนี้เต็มไปด้วยความใอย่างล้นเหลือคำกล่าวของมันเป็กังวลว่าตัวของเด็กน้อยตรงหน้ามันจะตกตายไปก่อนที่กระบวนการจะสำเร็จลุล่วงไปได้ทั้งยังอีกเพียงไม่ถึง2ชั่วยามเท่านั้นจะสำเร็จลุล่วงอยู่แล้ว
“ฮึ่ม. .. . พลังงานสายนี้ยังรุนแรงกว่ากลิ่นอายสังหารสยบฟ้าของข้าอยู่1ขั้นเสียอีก แต่สำหรับเ้าเด็กน้อยแซ่หยางนี้อย่าว่าแต่กลิ่นอายสังหารสยบฟ้าของข้าเลยแค่เพียงเฉพาะรังสีสังหารของเ้าที่ได้ปลดปล่อยในยามก่อนก็สามารถบดทำลายร่างกายและจิติญญาของเด็กน้อยผู้นี้ได้ภายใน10 ลมหายใจแน่แล้ว”
“บางทีนี้อาจเป็เพราะเส้นลมปราณาแท้จริงนี้เป็สิ่งตกทอดของตัวตนระดับต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่งด้วยกระมังจึงได้บังเกิดพลังอันเกรี้ยวกราดในขั้นตอนสุดท้ายนี้ขึ้นมา”
หญิงสาวพลันกล่าววาจาด้วยความกังวลเสียยิ่งกว่ากิเลนฟ้าทมิฬที่ข้างกายของนางชัดเจนว่านางเป็ห่วงเด็กน้อยตรงหน้าของนางยิ่งนักทั้งยังเป็ความรู้สึกที่ตัวนางเองยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงเป็ห่วงเด็กน้อยผู้ที่พึ่งพานพบกันได้ไม่กี่วันนี่ได้กันอาจบางทีคงเป็เพราะเด็กน้อยผู้นี้คุมชะตาแห่งความเป็ตายของนางอยู่กระมังจึงได้เกิดความเป็ห่วงกลัวเด็กน้อยนี้ตกตายไป
“แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรดีเล่าเทวะ์ศักดิ์สิทธิ์ท่านมีหนทางหรือไม่”
“หรือว่าพวกเราจะใช้พลังส่วนหนึ่งของพวกเราเข้าช่วยเหลือเด็กนี่ดีสิ่งนี้อาจช่วยบรรเทาความเ็ปทางจิตใจให้เด็กน้อยนี่ได้บ้าง”คำกล่าวของฉีอินเทียนเต็มไปด้วยความคาดหวังว่ามันจะยังพอมีหนทางช่วยเหลือหยางเทียนได้ไม่อย่างนั้นแล้วทั้งตัวมันและหยางเทียนคงได้ตกตายไปพร้อมกันในเวลาไม่ถึง 10ลมหายใจข้างหน้านี้เป็แน่
“ตัวเ้าและข้าในตอนนี้เป็เพียงดวงจิติญญาเท่านั้นแหล่งกำเนิดพลังลมปราณของพวกเราชัดเจนว่าไม่มีอีกต่อไปแล้วจะเหลือก็เพียงแต่พลังอันน้อยนิดที่หลงเหลือในดวงจิตนี้เท่านั้นหากใช้ออกในปริมาณที่หลงเหลือไว้เพื่อคงดวงจิตละก็ข้าคาดว่าคงพอช่วยเ้าเด็กน้อยนี่ได้และดวงจิตของพวกเราก็ยังสามารถคงอยู่ต่อไปได้เช่นกัน”
หลังจากที่หญิงสาวพลันกล่าววาจาเสร็จสิ้นไปไม่ถึงเสี้ยววินาทีบุรุษด้านข้างพลันเคลื่อนออกด้วยความเร็วคล้ายว่าหากวัดกับสายฟ้าที่ผ่าลงมาแล้วตัวของบุรุษนี้ย่อมรวดเร็วกว่าอย่างมาก
ยามนี้ฉีอินเทียนเข้าประชิดด้านหน้าของหยางเทียนพร้อมเคลื่อพลังของตนมาไว้ที่ปลายนิ้วมือนิ้วหนึ่งก่อนจะส่งออกไปแตะกลางหน้าผากของหยางเทียนที่ส่งเสียงร้องด้วยความเ็ปอย่างที่สุด
หลังจากได้รับพลังสายหนึ่งของกิเลนฟ้าทมิฬเข้าครอบคลุมจิตใจแล้วนั้นคนพลันเริ่มสงบจิตใจได้ใบหน้าที่บิดเบี้ยวคล้ายถูกปลดออกไปอยู่หลายส่วนในยามนี้ถึงแม้พลังงานความร้อนจะยังคงปะทุออกมาดังเดิมแต่ชัดเจนว่ากลับถูกพลังงานจากฉีอินเทียนลดทอนกำลังลงไปอย่างมากแล้วเช่นกัน
หากแต่หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้นพลังงานกับพลันปะทุขึ้นมาอีกครั้งหากแต่ครั้งนี้กลับแตกต่างไปจากเดิมอย่างเทียบกันไม่ติดเนื่องด้วยยามนี้พลังงานที่ะเิออกมาจากร่างของหยางเทียนนั้นนอกจากความร้อนแล้วพลันปรากฏความหนาวเหน็บจากนั้นพลันสลับเป็ปราณสายลมเกลี้ยวกราดดุจพายุใหญ่โหมกระหน่ำ อีกไม่กี่ลมหายใจถัดมากลับแปรเปลี่ยนอีกครั้งเป็แสงดั่งสายฟ้าไหลออกมาจากร่างของเด็กน้อยอย่างไม่หยุดยั้งมองไปคล้ายดั่งหยางเทียนตอนนี้ได้กลายเป็ตัวตนแห่งภัยพิบัติไปแล้วก็ไม่เกินจริงไปแม้แต่น้อย
ยามนี้หากจะมีสิ่งใดที่ย้ำแย่ไปกว่าหยางเทียนแล้วละก็คงไม่พ้นตัวของกิเลนฟ้าทมิฬเนื่องจากยามนี้ตัวมันกลับััพลังอันเกรี้ยวกราดสายนี้โดยตรงทั้งตัวมันยามนี้ยังได้ใช้พลังในการช่วยหยางเทียนสยบข่มลมปราณสายนี้ด้วยพลังเกือบทั้งหมดของตัวมันแล้วแต่ชัดเจนแล้วว่าจากสีหน้าอันบิดเบี้ยวของมันยามนี้นอกจากจะช่วยเหลือต่อไปไม่ได้แล้วร่างิญญาของมันจะได้ดับสลายไปก่อนที่หยางเทียนจะตกตายด้วยซ้ำไป
พลันในจังหวะเดียวกันกับที่หญิงสาวเริ่มเคลื่อนกายเข้าใช้ลมปราณผลักร่างของฉีอินเทียนออกไปคนพลันเร่งเคลื่อนลมปราณที่ประทับในดวงจิติญญาของตนออกมาช่วยหยางเทียนสะกดข่มพลังสายนี้อย่างรวดเร็วถึงจะไม่สามารถสะกดข่มได้ทั้งหมดแต่พลังของหญิงสาวผู้นี้นั้นนับว่าสูงล้ำกว่ากิเลนฟ้าทมิฬไปไกลลิบพลังงานอันลึกล้ำบริสุทธิ์หาใดเปรียบพลันเข้าต่อต้านพลังงานอันเกรี้ยวกราดจากเส้นปราณเทพมารเทวะอสูราอย่างสุดกำลัง
พลังงานสองสายขับเคี่ยวเข้าห้ำหั่นกันอยู่นานสองนานพลังงานดั่ง์ถล่มปฐีทลายก็ไม่ปานในยามนี้ส่งผลให้พื้นที่รอบข้างเกิดความโกลาหลอย่างที่สุด ต้นไม้ภายในระยะ 1 กิโลเมตรนี้ถูกทำลายราบเป็หน้ากลองสิ่งมีชีวิตอันใกล้นี้ชัดเจนว่ามอดดับไปด้วยเช่นกัน
ทั้งตอนนี้กำแพงแสงใสอันเป็แสงแห่งการขีดอาณาเขตคุกกักกันแดนอสูรซ้ำยังเป็สิ่งกักกันไม่ให้สิ่งใดภายในหลุดรอดออกไปภายในได้กำแพงแห่งเส้นแสงนี้ชัดเจนยิ่งว่าประกอบไปด้วยปราณอันลึกล้ำอย่างยิ่งแต่ยามนี้กับมีส่วนหนึ่งอันใกล้กับหยางเทียนที่สุดได้หายไปปรากฏเป็ช่องว่างขนาดใหญ่สุดประมาณทั้งมันยังไม่สามารถกลับเป็เช่นเดิมได้ดั่งตอนที่ผู้าุโลำดับที่สามแห่งตระกูลหยางใช้สิ่งของในการเปิดเสียอีก
พลังงานอันรุนแรงบ้าคลั่งของทั้งสองนั้นชัดเจนว่าไม่มีผู้ใดเป็รองผู้ใดสีหน้าของหญิงสาวยามนี้แม้จะยังคงเรียบเฉยแต่ภายในใจกลับหาเป็ดั่งใบหน้าที่แสดงออกมาไม่จิตใจของหญิงสาวนี้นั้นกลับสั่นไหวรุนแรงไม่ได้หยุดพลังปราณที่หญิงสาวได้ใช้ออกถึงแม้จะนับเป็เพียงเสี้ยวเดียวจากพลังแท้จริงเมื่อครั้งนางยังมีร่างกายก็ตามทีหากมันยังคงรุนแรงอย่างมากจนตัวตนชั้นผู้ต่ำกว่าดินแดนผู้ัักับกลิ่นอายแห่งสรรพสิ่งก็มิสามารถรับมือได้
แต่แล้วกับเพียงพลังจากเส้นลมปราณตรงหน้าของนางนั้นดูคล้ายว่าจะเหนือกว่านางในยามนี้ไปอยู่หนึ่งขั้นเสียอีกแม้จะเป็ถึงเส้นลมปราณาแท้จริงของทวยเทพต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่งแต่มันก็ไม่น่าจะสำแดงพลังออกมาได้ถึงเพียงนี้
การผสานเส้นลมปราณดั่งเส้นลมปราณาแท้จริงตัวของหญิงสาวได้เคยเห็นผ่านตามาบ้างแต่กลับไม่มีครั้งใดที่รุนแรงเกรี้ยวกราดได้เช่นคราวนี้เลยภายในใจของหญิงสาวยามนี้ชัดเจนว่าเกิดความใและสงสัยขึ้นอย่างสูงล้ำยิ่ง
การห้ำหั่นดั่งการถล่มทลายของสรวง์นี้เข้าสยบกันและกันอย่างรุนแรงจนในที่สุดพลังงานสองสายพลันะเิออกอย่างรุนแรงส่งผลให้ร่างจิติญญาของหญิงสาวยามนี้ปลิวกระเด็กออกมาอย่างเลี่ยงมิได้
“เกิดอันใดขึ้นกันเทวะ์ศักดิ์สิทธิ์ชัดเจนว่าเมื่อสักครู่ท่านดูจะสะกดข่มมันไว้เพื่อไม่ให้ส่งผลความรุนแรงต่อจิติญญาของเด็กน้อยนั้นได้แล้วถึงแม้จะไม่สามารถหักหาญเอาชัยต่อมันได้แต่ชัดเจนว่าในวินาทีสุดท้ายมันก็ไม่มีทางทำลายร่างและจิติญญาของเด็กน้อยนั้นได้อีกแล้วเป็แน่”
ฉีอินเทียนพลันกล่าวออกอยากตระหนกใจยิ่งขณะที่มันเคลื่อนตัวเข้ารับร่างดวงจิติญญาของหญิงสาวไปด้วย
“ เมื่อครู่ข้าได้ใช้ออกจนพลังงานสุดท้ายของดวงิญญาข้าใก้ลจะมอดดับเต็มทีแต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ข้ากลับไม่อยากให้เด็กน้อยตรงหน้าตกตายไปจึงได้ฝืนรั้งที่จะปลดปล่อยพลังปราณสุดท้ายหวังจะรั้งพลังอันรุนแรงของเส้นลมปราณแห่งเทพมารเทวะอสูราไว้จวบจนเด็กน้อยผสานสร้างมันขึ้นในร่างได้สำเร็จหากแต่ว่าตัวข้ากลับทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้น”
“ในตอนที่สมองพลันสั่งการเพื่อรวบรวมพลังปราณจากดวงจิตสุดท้ายอยู่นั้นพลันเกิดเส้นสายพลังสายหนึ่งชัดเจนว่ามันแฝงไปด้วยความลึกล้ำและบริสุทธิ์ทั้งยังเกรี้ยวกราดไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าพลังจากเส้นลมปราณเทพมารเทวะอสูราในยามนี้แม้แต่น้อยดีดพลังของข้าออกมาจนข้ากระเด็นออกมาอย่างขัดขืนไม่ได้เช่นนี้”
ใบหน้าของหญิงสาวฉาบทาไปด้วยความสงสัยเป็อย่างมากกับสิ่งที่ตนพึ่งได้ประสบพบเจอหญิงสาวยามนี้เด่นชัดว่าไม่ว่าจะขบคิดอย่างไรกับคิดไม่ออกว่าพลังงานสายนั้นคือสิ่งใดกันแน่
ในยามนี้เองที่หมอกควันจากการะเิปราณเมื่อครู่ได้จางหายไปพลันปรากฏร่างเด็กน้อยผู้หนึ่งนอนล้มพับอยู่ คนทั้งสองพลันได้เห็นดังนั้นกลับเคลื่อนกายาเข้าหาดั่งไม่ได้นัดหมายกันมาก่อนเพื่อเข้าตรวจสอบเส้นพลังชีวิตว่าเด็กน้อยผู้นี้ยังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่โดยไม่ได้นึกสงสัยแม้แต่น้อยว่าถ้าหากตัวตนเช่นเด็กน้อยนี่ตายไปแล้วมันทั้งสองจะไปคงอยู่ได้เช่นนี้ได้อย่างไร
ผ่านไปชั่วครู่สีหน้ากังวลอย่างสุดแสนพร้อมคิ้วที่เคยขมวดเข้าหากันอย่าง้าจะพุ่งชนกันเสียให้ได้พลันค่อยๆคล้ายตัวออกเสียงถอดถอนใจดังขึ้นอย่างผู้ปลดปล่อยความทุกข์แสนสาหัสที่พันธนาการตัวตนมาเป็เวลานานอย่างไรอย่างนั้น
เนื่องด้วยในตอนนี้ทั้งสองสามารถััได้ถึงประกายชีวิตของเด็กน้อยได้อย่างชัดเจนว่ายังอยู่มิได้มอดดับไปแต่อย่างใดทั้งยังไม่ดูโรยรินแม้แต่น้อย กลับกันเส้นชีวิตยามนี้ของเด็กน้อยมั่นคงเป็อย่างมากเสียอีกซ้ำแล้วกระบวนการหลอมผสานและสร้างเส้นลมปราณขึ้นใหม่กลับประสบผลสำเร็จแล้วเช่นกัน
ผ่านพ้นไปเพียงชั่วครู่เด็กน้อยที่ดูเหมือนจะสลบอย่างน้อยต้องใช้เวลาอีกหลายถึงฟื้นคืนกลับทะลึ่งลืมตาขึ้นมาเสียอย่างนั้นพร้อมกล่าววาจาอันใสสื่อออกมา “ท่านพี่หญิงเทพธิดา์ และก็เอ่อ. . . .ฉะฉีอะไรซักอย่างนี่แหล่ะต้องขอโทษด้วยข้าดันลืมไปแล้วในที่สุดข้าก็ทำสำเร็จแล้วเวลา 9วัน9คืนนี้นั้นดั่งนรกเช่นเดียวกับที่พี่หญิงเทพธิดาว่าไว้ไม่ผิดจริงๆ”
คนทั้งสองได้ยินคำกล่าวกลับแสดงหน้าตาแตกต่างกันหนึ่งนั้นยิ้มรับอย่างอ่อนโยน ทั้งยังเป็รอยยิ้มที่สยบทั้ง์และปฐีได้โดยแท้แต่กลับอีกหนึ่งนั้นกลับทำหน้าตาบิดเบี้ยวประกายความ้าฆ่ากลับปรากฏขึ้นมาในดวงตาในทันทีคนพลันะโก้องออกมาอย่างอดมิได้ “ไอ้เด็กเหลือขอนี่ เ้ารอดพ้นความตายมาได้อย่างยากลำบากแต่ตอนนี้กลับอยากตกตายด้วยมือข้านักใช่หรือไม่ หึ! ดีหากวันนี้เ้าไม่ตายโดยมือข้า อย่ามาเรียกข้าว่ากิเลน์อีก”
กล่าวจบก่อนที่ฉีอินเทียนกำลังจะเคลื่อนกายเข้าไปหาหยางเทียนนั้นพลันเกิดดวงแสงปรากฏออกมาพร้อมกับวนล้อมลอบตัวของหยางเทียนอย่างถนัด ดวงแสงแต่ละดวงนั้นประกอบไปด้วยดวงแสงสีขาวเขียว ฟ้า ม่วง ส้ม ทอง ดำ แดงหมุนวนรอบตัวดูไปคล้ายดั่งดวงดาราโคจรรอบดวงอาทิตย์เสียอย่างไรอย่างนั้นชัดเจนว่าดวงแสงเล่านี้เป็สีเดียวกับสีของลมปราณเทพมารเทวะอสูราไม่มีผิดเพี้ยน
“สิ่งนี้คือสิ่งใดกัน”เสียงเด็กน้อยดังออกมาด้วยความใพร้อมใบหน้าประดับไปด้วยความประหลาดใจในเวลาเดียวกัน
“สิ่งนี้บางทีอาจเป็พลังงานต้นกำเนิดของลมปราณในตัวเ้ากระมังเ้าลองหลับตาตั้งมั่นและสำรวมจิตเพื่อัักับมันดูอาจบางทีคำตอบที่เ้าตามหาน่าจะอยู่ในนั้น” หญิงสาวกล่าววาจาเพื่อชี้แนะให้หยางเทียนยามนี้คล้ายว่าหญิงสาวเป็ดั่งตัวตนเช่นอาจารย์และพี่สาวในเวลาเดียวกัน
หยางเทียนไม่กล่าวสิ่งใดออกอีกคนพลันลงมือทำตามคำแนะนำของหญิงสาวตรงหน้าอย่างว่าง่ายมันตั้งมั่นสมาธิพร้อมด้วยส่งคลื่นพลังปราณออกไปเพื่อัักลับพลังงานดวงแสงที่ลอยวนล้อมรอบตัวมันอยู่
ทันทีที่พลังปราณของหยางเทียนแพร่ััไปครอบคลุมดวงแสงทั้งหมดที่โคจรรอบตัวได้แล้วนั้นพวกมันทั้งหมดพลันพุ่งเข้าสู่ร่างของหยางเทียนอย่างนัดกันมาก่อนทั้งยังทำให้หยางเทียนตอนนี้หลุดเข้าสู่ห้วงให้สำนึกโดยไม่ได้ตั้งใจ
ภายในห้วงสำนึกของหยางเทียนยามนี้นั้นพลันปรากฏรูปแบบแปดสายทั้งยังสาดแสงออกมาตามสีของของเส้นลมปราณอย่างเห็นได้ชัด “ มารเทวะกลบฟ้า ”รูปแบบแรกสุดสาดประกายแสงสีขาวออกไม่ได้หยุด ถัดออกไปข้างๆตัวหยางเทียนตอนนี้กลับไม่สามารถรับรู้ได้ว่ารูปแบบที่สองแสงสีเขียวไปจนถึงสีแดงที่อยู่ปลายสายนั้นคือสิ่งใดมันพยายามเพ่งพิเคราะห์เข้าไปอยู่เป็นานสองนานแต่สิ่งที่เด็กหนุ่มได้กลับเป็ความว่างเปล่าอยู่เช่นเดิมมีเพียงแต่แสงที่สาดส่องออกมาแต่กลับไม่ปรากฏชื่อแบบกลุ่มรูปแบบสีขาวอันแรก
ตัวมันที่ไม่สามารถเข้าใจต่อสิ่งนี้ได้พลันออกจากห้วงสำนึกของตนทันทีเพื่อที่จะลองกล่าวถามต่อตัวตนเช่นเทวะ์ศักดิ์สิทธิ์ตรงหน้าว่าสิ่งที่มันเห็นคือสิ่งใด แล้วรูปแบบ “ มารเทวะกลบฟ้า ”ที่ปรากฏในห้วงสำนึกมันยามนี้คือสิ่งใดกันแน่
ขณะที่คำกล่าวจะได้หลุดหลอดออกจากปากของเด็กน้อยคนพลันตกตะลึงอย่างกับเจอผีสางกลางวันแสกๆอีกครั้งเนื่องด้วยตัวของมันยามนี้กลับัักลิ่นอายของตนที่ปลดปล่อยออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ว่าลมปราณของมันยามนี้ได้ทะยานไปถึงระดับห้าแห่งปราณแรกกำเนิดแล้วทั้งยังเป็การทะลวงระดับเพียงชั่วเวลาไม่ถึง10วันอีกด้วยอาจเรียกได้ว่าตัวมันของยามนี้มิใช่ว่าสูงล้ำกว่าอัจฉริยะของตระกูลมันไปไกลแล้วกระมัง
เด็กน้อยยามนี้ปรากฏรอยยิ้มอันเปี่ยมสุขออกมาอย่างควบคุมมิได้ชัดเจนว่ายามนี้ภายในหัวใจมันพลันถูกบางสิ่งที่ตามหามานานเติมเต็มจนความปิติยินดีแทบล้นทะลักออกมาเสียให้ได้
ก่อนจะพลันเก็บงำความสุขของตนในยามนี้ได้ในที่สุดพร้อมกล่าวถามต่อหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสงสัยแต่กาลก่อนดังเดิม
“ พี่หญิงเทพธิดา์ตอนนี้ในห้วงสำนึกของข้าพลันปรากฏ รูปแบบวิชาอันแปลกประหลาดออกมา8สายด้วยกัน แต่ยามนี้ชัดเจนว่าข้ากับเข้าใจเพียง รูปแบบแรกเท่านั้นทั้งมันยังมีชื่อเรียกว่า รูปแบบมารเทวะกลบฟ้าข้าไม่เข้าใจว่าคือสิ่งใดจึงอยากรบกวนพี่หญิงเทพธิดา์กล่าวอธิบายต่อข้าด้วย ”
เมื่อหญิงสาวได้เห็นแววตาอันสดใสราวกับสายน้ำพร้อมกับใบหน้าอันเต็มไปด้วยความฉงนเป็ที่สุดพลันส่งออกด้วยรอยยิ้มอันงดงามราวกับสยบ์ได้ออกมา พร้อมทั้งเคลื่อนมือเข้าลูบศีรษะของเด็กน้อยยามนี้อย่างแ่เบาดูไปคล้ายดั่งผู้เป็พี่สาวเอ็นดูน้องชายในสายเือย่างไรอย่างนั้น