นางกลับไปตรวจดูกองเสื้อผ้าจากสองร่างที่เพิ่งถอดออกไปเมื่อครู่อีกครั้ง บนร่างกายของคนทั้งคู่ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงความเป็มาของพวกเขา มีเพียงถุงเงินที่ห้อยอยู่กับผ้าคาดเอวคนละหนึ่งใบ
ถุงเงินทางฝ่ายบุรุษข้างในมีเศษเงินอยู่ไม่ถึง 1 ตำลึง บนศีรษะไม่ได้สวมกวานหรือก่อนหน้านั้นเขาอาจจะมีแต่เป็เพราะอุบัติเหตุเล็กๆ เมื่อวานจึงทำให้มันหลุดร่วงหายไป นางคิดว่าหากนางแข็งแรงขึ้นอีกนิดจะย้อนกลับไปดูบริเวณที่เกิดเหตุอีกครั้งเพื่อหาร่องรอยอื่น
ส่วนถุงเงินของฝ่ายสตรีมีเงินอยู่ 2 ตำลึงเศษ บนศีรษะของนางก็ไม่มีปิ่นปักผมหรือเครื่องประดับศีรษะอื่นเช่นกัน แต่นางยังสวมต่างหูและสร้อยคอทับทิมเข้าชุดกันอยู่อีก 1 ชุด เจียงฮุ่ยหลินรีบถอดมันออกมาเก็บไว้ก่อน รอให้นางตัดสินใจเกี่ยวกับเื่นี้อีกสักนิดแล้วค่อยจัดการกับเงินและเครื่องประดับเหล่านี้ภายหลัง
สิ่งที่คนทั้งคู่มีเหมือนกันก็คือ พวกเขามีพู่หยกแกะสลักลายนกคนละครึ่งซีก หากนำหยกทั้งสองชิ้นมาต่อกันจึงจะเห็นลวดลายที่สมบูรณ์และเข้ากันได้สนิทเป็ชิ้นเดียวกัน บ่งบอกว่าคนคู่นี้ไม่ใช่พี่น้องและยิ่งเป็ไปได้ว่าจะเป็สามีภรรยากันด้วยซ้ำ ไม่เช่นนั้นคงจะไม่ขี่ม้าตัวเดียวกันเป็แน่
แม้ว่าทรัพย์สินทั้งหมดของคนทั้งคู่จะมีค่ามากมายสำหรับเจียงฮุ่ยหลินที่ต้องอยู่ลำพังกลางป่าในเวลานี้ แต่จากเสื้อผ้าที่ภูมิฐานและรูปลักษณ์ของทั้งสอง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะพกเงินติดกายมาในจำนวนน้อยอยู่สักหน่อย
ความเป็ไปได้ก็คือพวกเขามีคนรับใช้ติดตามมาด้วย จนไม่จำเป็ต้องพกเงินมากมายให้เกะกะไปเปล่า อีกทั้งพื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่ก็เป็ป่าเขาห่างไกลจากตัวเมืองใหญ่ ไม่จำเป็ต้องใช้เงินแต่อย่างใด
ด้วยวัยเพียง 16 ปี รู้อักษรไม่กี่ตัว สถานที่ไกลที่สุดที่นางเคยไปก็มีเพียงหมู่บ้านหวงหลิงเท่านั้น ประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดล้วนเป็ความทรงจำจากเื่เล่าของผู้เป็บิดา นางจึงไม่รู้ว่าตนสมควรทำอะไรต่อไป
เวลานี้นางกลายเป็คนแปลกหน้า อยู่ในเรือนกับเ้าของบ้านซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว นางควรทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกผู้อื่นกล่าวหาว่านางเป็คนร้าย จะฝังร่างตัวเองแล้วสวมรอยเป็สตรีเ้าของร่างไปใช้ชีวิตที่ร่ำรวยนางก็ไปไม่ถูก ชื่อแซ่ของคนทั้งคู่นางก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ!
“กลับไปใต้หน้าผาอีกครั้งก่อนก็แล้วกัน เผื่อจะพบร่องรอยอื่นอีกค่อยตัดสินใจอีกที”
เจียงฮุ่ยหลินจำต้องเคลื่อนย้ายศพของตนเองไปไว้มุมห้อง เปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดให้ร่างตนเองพร้อมกับคลุมร่างให้เรียบร้อย จัดการเพิ่มฟางรองใต้ร่างของสามีที่นางไม่รู้จักให้หนากว่าเดิม ป้อนน้ำข้าวและดูจนแน่ใจว่าเขาไม่ได้มีอาการไข้อีก จึงพาร่างสะบักสะบอมของตนออกไปยังที่เกิดเหตุ
……….
เจียงฮุ่ยหลินปรากฏตัวอีกครั้งใต้หน้าผา บริเวณที่นางเดินเข้ามามีทั้งโขดหินและต้นไม้ใหญ่บดบังอยู่ นางจึงไม่ทันได้เห็นว่าบริเวณนั้นมีบุรุษสองคนกำลังสำรวจร่างของม้าตายตัวนั้นอยู่
คิดจะถอยหลังหนีกลับไปทางเดิมก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะบุรุษสองคนนั้นรับรู้ถึงการมาของตน
“นั่นม้าของพวกเราเองเ้าค่ะ” หญิงสาวรู้จักบุรุษสองคนนั้น พวกเขานิสัยดีนางจึงกล้าเปิดปากสนทนาแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้จักโฉมหน้าใหม่ของนางก็ตาม
จางจิ้งและจางิ่ ทั้งคู่เป็พี่น้องกันอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหวงหลิง พวกเขามักจะพากันออกมาล่าสัตว์บ่อยๆ และนับถือบิดาของนางเป็พี่ชาย หลายครั้งยังร่วมเดินทางออกไปล่าสัตว์กับบิดานางคราวละหลายวันด้วยซ้ำ
“แม่นางน้อย เ้ามาอยู่ในป่าลึกแห่งนี้ได้อย่างไรกัน ยังมีคนอยู่กับเ้าด้วยเช่นนั้นหรือ เขาาเ็หรือไม่” จางจิ้งผู้เป็พี่เอ่ยปากถามออกมาก่อน เขาดูจากสภาพการตายของม้าและร่องรอยกิ่งไม้ที่แตกหัก เห็นได้ชัดว่าม้าตัวนี้ตกลงมาจากหน้าผา ไม่รู้ว่าเหตุใดแม่นางน้อยผู้นี้จึงมีชีวิตรอดมาได้ และดูเหมือนว่าจะมีคนอื่นอีกด้วยนางจึงพูดว่าม้าของพวกเรา
ถึงตรงนี้เจียงฮุ่ยหลินก็ไม่คิดจะปิดบัง ในกระท่อมยังมีคนป่วยและศพ ท่านอาทั้งสองคนก็รู้ที่อยู่ของนาง ไม่แน่ว่าอีกไม่นานพวกเขาก็อาจจะแวะไปเยี่ยมนางถึงกระท่อมที่อยู่ไม่ไกลอีกด้วยซ้ำ
“ข้ากับสามีขี่ม้ามากันสองคนตั้งใจจะมาเยี่ยมญาติที่อยู่ที่นี่เ้าค่ะ ระหว่างทางฝนตกหนักและพวกเราก็ไม่คุ้นเคยกับเส้นทางจึงได้พลัดตกจากหน้าผา โชคยังดีที่เราสองคนรอดชีวิต แต่สามีข้าาเ็สลบไปยังไม่ฟื้นเลยข้าไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรดี จึงได้แต่เดินย้อนกลับมาที่นี่ ดีนักที่ได้เจอพวกท่านสองคน”
“มีคนเจ็บด้วยเช่นนั้นหรือ? พาพวกเราไปดูเขาเสียก่อนจะดีกว่า เผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง” จางจิ้งละจากซากม้าเดินเข้ามาหาหญิงสาว
“เขาอยู่ที่ไหน รีบพาพวกเราไปเร็วเข้าแม่นางน้อย" จางิ่ร้องเตือนเมื่อเห็นหญิงสาวยังไม่ยอมขยับไปไหน
“ท่านอาทั้งสอง ยังมีเื่ร้ายแรงกว่านั้นเกิดขึ้นอีกเ้าค่ะ” เจียงฮุ่ยหลินเริ่มน้ำตาคลอเบ้าเมื่อได้พบคนคุ้นเคยที่พอจะพึ่งพิงได้ แต่การเล่าเื่การตายของตนเองนั้นมันช่างน่าะเืใจนางเหลือเกิน
“เราสองคนมาเยี่ยมสองพ่อลูกแซ่เจียง เจียงหยี่เสียงมีศักดิ์เป็น้าเขยของข้า เจียงฮุ่ยหลินเป็ลูกพี่ลูกน้องของข้าเองเ้าค่ะ มารดาของนางคือท่านน้าของข้าที่จากไปนานแล้ว ก่อนตายนางได้บอกที่อยู่ของสามีและลูกเอาไว้ ข้ากับสามีจึงเดินทางมาที่หมู่บ้านแห่งนี้"
เจียงฮุ่ยหลินโกหกเป็เื่เป็ราว มารดาของนางหลงใหลบิดาที่ร่างกายแข็งแรงกำยำ แต่หลังจากต้องมาใช้ชีวิตท่ามกลางป่าเขานางก็ทนไม่ไหว พอคลอดบุตรสาวออกมาได้ไม่ถึงเดือนก็หนีหายไปจากหมู่บ้านไม่เคยกลับมาดูดำดูดีสามีและลูกเลยสักครั้ง
ผ่านมา 16 ปี นางไม่เคยสนใจเื่ของมารดาแม้แต่นิด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านเดิมนางอยู่ที่ใด แต่ครั้งนี้นับว่ามารดาของนางยังมีพระคุณอยู่บ้างที่เป็เหตุอันสมควรให้นางเอามากล่าวอ้างได้
ร่างใหม่ที่นางไม่รู้จักนี้มีร่างกายอวบอัดสูงโปร่งกว่าเจียงฮุ่ยหลินตัวจริงอยู่เล็กน้อย หญิงสาวคะเนว่านางน่าจะอายุราว 17--18 ปี บุรุษรูปงามที่นอนอยู่ในกระท่อมก็อายุราว 20 ปี สร้างเื่ให้ตนเองเป็ญาติผู้พี่ของเจียงฮุ่ยหลินน่าจะเหมาะสมที่สุด
“เช่นนั้นก็เป็เื่ดีน่ะสิ พวกเ้าพี่น้องได้พบหน้ากัน มีตรงไหนที่เ้าว่าเป็เื่ร้ายแรงกันเล่า!” จางจิ้งดีใจแทนเจียงฮุ่ยหลินจากใจจริง
แม่นางน้อยตรงหน้าเอาเสื้อผ้าของเจียงฮุ่ยหลินมาสวมใส่อยู่เห็นๆ แต่ผิวพรรณของนางกลับไม่เหมือนว่าจะเป็หญิงสาวชาวบ้านธรรมดา หลานสาวฮุ่ยหลินลำบากมานานเวลานี้บิดายังมาตายจาก หากนางได้ญาติฝ่ายมารดามาคอยช่วยเหลือบ้างก็ยังดี
“เื่ร้ายแรงที่ข้าว่าก็เกิดจากเราสองสามีภรรยาเองเ้าค่ะ ม้าของเราตกจากหน้าผาลงมาทับร่างของน้องสาวที่ยืนหลบฝนอยู่ที่ตรงนี้เข้าพอดี ก่อนนางจะสิ้นใจเราจึงได้รู้ว่านางคือน้องสาวของเรา” เจียงฮุ่ยหลินทรุดร่างลงร่ำไห้อย่างหนัก ความใและตื่นกลัวตลอดทั้งคืนทั้งวันที่ผ่านมาถูกระบายออกมาจนสิ้น
จางจิ้งและจางิ่เองก็ต้องสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ด้วยความใเช่นกัน เหตุใดเื่มันจึงบังเอิญได้ถึงเพียงนี้ เขาสองคนพี่น้องพยายามครุ่นคิดถึงเหตุจูงใจอื่นที่คู่สามีภรรยาจะมาทำร้ายเจียงฮุ่ยหลินก็หาเหตุอันสมควรออกมาไม่ได้
หลานสาวฮุ่ยหลินไม่มีทรัพย์สมบัติใดติดตัวจนทำให้ผู้อื่นคิดอยากทำร้ายปล้นชิง ซากม้าตายกับร่องรอยกิ่งไม้ที่หักโค่นก็ยังยืนยันได้อีกว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริง
“ศพของนางอยู่ที่ใด” จางจิ้งน้ำตาคลอเสียงสั่น สงสารหลานสาวที่อับโชคเกินบรรยาย
“นางชี้ทิศทางกลับไปที่เรือนให้ข้า ข้าเป็คนทำลากเลื่อนเคลื่อนย้ายสามีและร่างของนางกลับไปที่กระท่อมแล้วเ้าค่ะ”
จางจิ้งและจางิ่ไม่อยู่รอหญิงสาวแปลกหน้าผู้มาใหม่ พวกเขาสองคนกึ่งวิ่งกึ่งเดินมุ่งหน้าไปที่กระท่อมของเจียงหยี่เสียงสหายรักที่เสียชีวิตไปแล้วทันทีด้วยความเป็ห่วงหลานสาวเจียงฮุ่ยหลินผู้อาภัพ