1.3
“ท่านยังจำหัวหน้าชนเผ่าซ่ง ผู้ที่ท่านสังหารในตอนนั้นได้หรือไม่”
แผ่นหลังที่คดงอของอามาตย์เจิ้งเจ็บแปลบขึ้นมา เมื่อได้ยินชื่อหัวหน้าเผ่าซ่ง ชื่อนั้นเขายังคงจำได้ดีไม่มีวันลืม
“มีข่าวลือกันหนาหูว่า ่นี้ขบวนรถม้าที่ขนส่งสินค้าข้ามไปยังเมืองเสิ่นหยาง ต่างพากันหายไปอย่างเป็ปริศนา สินค้าที่หายไปส่วนใหญ่จะเป็พวกขนสัตว์ น้ำมันเชื้อเพลิง และอาหาร จนถึงบัดนี้ก็ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าพวกพ่อค้าเ่าั้เป็ตายร้ายดียังไง”
“เ้าจะบอกข้าว่า การที่พวกพ่อค้าเ่าั้หายตัวไปเป็เพราะพวกชนเผ่าซ่งนั้นหรือ?” อำมาตย์เจิ้งทำหน้าไม่เชื่อในสิ่งที่ฮัวกุ้ยเฟยบอก
“เป็ไปไม่ได้หรอกมู่อิง ฆ่าได้สังหารผู้นำของพวกมันไปแล้ว ตอนนี้พวกมันก็แค่ชนเผ่าเล็กๆ ที่ไร้พิษสง ขาดผู้นำของพวกมันไป พวกมันก็แค่เด็กอมมือ ข้าว่าที่ขบวนสินค้าพวกนั้นหายไป บางทีอาจจะเป็เพราะพวกโจรป่าทั่วไปก็อาจจะเป็ไปได้”
“ถ้าเป็พวกโจรป่าอย่างที่ท่านพูดก็คงจะดี” ฮัวกุ้ยเฟยชายตามองอำมาตย์เจิ้งอย่างมีนัย “แต่ข้าเกรงว่า มันจะไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด”
“เ้าจะบอกอะไรกับข้า มู่อิง?”
“ตามวิสัยของเ้าพวกโจรป่าทั่วๆ ไป พวกมันเป็พวกที่ไร้ระเบียบ ทำอะไรไร้แบบแผน พวกมันมักจะฆ่าเ้าทรัพย์ และทิ้งร่องรอยเอาไว้หลังจากปล้นเสร็จ แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า คนของเมืองหลวงที่ตามไปสืบหาการหายตัวไปของพวกพ่อค้าพวกนั้น ไม่เจอแม้กระทั่งศพของพวกพ่อค้าหรือรอยเท้าใดๆ เลย พวกมันเหมือนจะจงใจปกปิดกลบร่องรอยการปล้นเอาไว้ เหมือนไม่อยากจะให้ใครรู้เื่นี้”
อำมาตย์เจิ้งขบคิดในสิ่งที่ฮัวกุ้ยเฟยบอก ในใจคิดกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ “แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันว่าเป็ฝีมือพวกซ่ง”
ฮัวกุ้ยเฟยลอบมองอำมาตย์เจิ้งที่กำลังสับสน หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากชายเสื้อ ก่อนที่จะกล่าวออกไป “ข้ามีอะไรบางอย่าง อยากให้ท่านดู”
ฮัวกุ้ยเฟยมอบสิ่งที่เอาออกมาจากชายเสื้อ ยัดใส่มืออำมาตย์เจิ้ง มันคือซากดอกไม้แห้งๆ
“เ้าจะให้ข้าดูอะไรมู่อิง”
“มันคือหลักฐานเดียวที่เ้าพวกที่ปล้นขบวนสินค้าเหลือทิ้งเอาไว้” ฮัวกุ้ยเฟยกลับมานั่งบนที่ประทับ รินน้ำชาใส่จอกอย่างใจเย็น “โชคดีที่วันที่พวกมันปล้นนั้นเป็วันที่เกิดฝนตก เศษดอกไม้ที่พวกม้าเหยียบย่ำจากถิ่นที่พวกมันมา หลุดร่วงลงไปฝังไปในพื้นโคลน ซากดอกไม้ที่อยู่ในมือท่าน มีชื่อว่า ‘ดอกเยี่ยลู่’ ท่านพอจะรู้ใช่ไหมว่า ดอกไม้ดอกนี้มาจากที่ใด”
ใบหน้าของอำมาตย์เจิ้งแดงก่ำไปด้วยความโกรธ เขาขยี้ซากดอกเยี่ยลู่ที่อยู่ในมือจนเป็ผุยผง ฮัวกุ้ยเฟยลอบยิ้มอยู่ในใจ แผนการของนางกำลังเป็ไปด้วยดี
“มันเป็ดอกไม้ชนิดเดียวที่รอดชีวิตจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ดอกเยี่ยลู่มักจะเกิดขึ้นดินแดนที่หนาวจัดที่สุด ซึ่งดินแดนที่ว่าก็คือ ‘หุบเขาซื่อชัว’ ท่านพอคุ้นชื่อสถานที่แห่งนี้ไหม ท่านอำมาตย์เจิ้ง”
อำมาตย์เจิ้งจำชื่อหุบเขาซื่อชัวได้เป็อย่างดี ในครั้งที่เขาทำากับพวกชนเผ่าซ่ง หลังจากที่ผู้นำซ่งสิ้นชีพ เหล่าบรรดาทหารที่เหลือต่างพากันหนีตายไปที่หุบเขาซื่อชัว น่าเสียดายที่ครั้งนั้นเขาาเ็จากา จึงไม่ได้ตามไป ถอนรากถอนโคนพวกมันทั้งหมดให้สิ้นซาก ไม่เช่นนั้นตอนนี้เขาก็คงไม่ต้องรู้สึกเป็กังวลเช่นนี้
“ไอ้สารเลวซ่ง” อำมาตย์เจิ้งสบถออกมา
“ดูจากสินค้าที่พวกมันปล้น มีแต่พวกขนสัตว์ น้ำมันเชื้อเพลิง และอาหาร พวกมันคงกำลังซ่องสุมในพื้นที่ที่หนาวเหน็บ กำลังรอวันที่จะชิงบัลลังก์ยามเมื่อมีโอกาส และข้าก็เชื่อมั่นว่าข่าวการสิ้นพระชนม์ของฮ่องเต้ คงไปถึงหูของพวกมันแล้ว”
อำมาตย์เจิ้งรู้สึกสับสนทำอะไรไม่ถูก
“ท่านจะรอให้ทารกที่อยู่ในครรภ์ของฮองเฮา ที่ไม่รู้ว่าเป็องค์ชายหรือองค์หญิงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อที่จะได้รู้ว่าท่านหรือโอรสของฮองเฮา ใครกันแน่ ที่จะได้ขึ้นบัลลังก์?” ฮัวกุ้ยเฟยส่ายใบหน้างามอย่างเหนื่อยใจ “กว่าจะถึงเวลานั้น เห็นทีบัลลังก์นี้ คงจะตกเป็ของพวกซ่งไปเสียแล้ว”
“ข้าไม่มีวันให้พวกมันชิงบัลลังก์ไปได้หรอก” อำมาตย์เจิ้งคำราม
ฮัวกุ้ยเฟยถามกลับ “เช่นนั้น ท่านจะทำอย่างไร”
อามาตย์เจิ้งก้มหน้านิ่งคิดอะไรไม่ออก คำพูดก่อนหน้านี้ที่ได้ลั่นออกไปว่าจะไม่่ชิงบัลลังก์ ย้อนกลับมาทำให้เขาลำบากใจ หากเลือกที่จะไม่่ชิงบัลลังก์จากรัชทายาท แผ่นดินนี้คงถึงกาลอวสานกลายเป็ของพวกซ่งไป หากแม้นคิด่ชิงบัลลังก์ ไม่แคล้วก็อาจจะถูกตราหน้าว่าเป็ฏ ไม่ต่างอะไรไปจากทรราชฉางโจวเลย
ฮัวกุ้ยเฟยลอบมองอามาตย์เจิ้งที่กลัดกลุ้มใจอย่างยินดี นางเริ่มแผนการต่อไป โดยหวังใช้ศีลธรรมที่อยู่ในใจของเขาให้เป็ประโยชน์ “ข้ามีหนทางที่จะทำท่านได้ขึ้นเป็ฮ่องเต้ โดยที่ท่านไม่ต้องรอให้ทารกในครรภ์ของฮองเฮากำเนิดขึ้นมาก่อน”
อำมาตย์เจิ้งเงยหน้ามองฮัวกุ้ยเฟย “วิธีที่เ้าว่า คือวิธีใด? มู่อิง”
ฮัวกุ้ยเฟยเงยใบหน้างามมองอามาตย์เจิ้งจากที่ประทับ “ข้าอยากให้ท่านนั่งบัลลังก์ขึ้นว่าราชการแทนรัชทายาทที่อยู่ในครรภ์ของฮองเฮา ไปจนกว่าฮองเฮาจะให้กำเนิดทารกออกมา ถึงตอนนั้นถ้าทารกในครรภ์เป็องค์หญิง ท่านก็จะได้เป็ฮ่องเต้ โดยที่งานราชการแผ่นดินยังคงเดินหน้าไม่ติดขัดอะไรต่อไป หากแม้นว่าเป็องค์ชาย ท่านก็สละบัลลังก์ให้องค์ชายขึ้นเป็ฮ่องเต้ และคอยช่วยเหลือฮ่องเต้องค์ใหม่บริหารบ้านเมืองต่อไป ท่านเห็นด้วยกับข้าไหม?”
ในใจของอำมาตย์เจิ้งรู้สึกเห็นด้วยกับความคิดของฮัวกุ้ยเฟย แต่มีอะไรบางอย่างที่เขารู้สึกลำบากใจในแผนการของฮัวกุ้ยเฟย “มู่อิง ถึงตอนนั้นผู้คนจะไม่ตราหน้าว่าข้าเป็ผู้คิดไม่ซื่อ หวังจะชิงบัลลังก์จากองค์รัชทายาทหรอกหรือ?”
“แน่นอนว่าจะต้องมีผู้คิดเช่นนั้นอยู่บ้าง” ฮัวกุ้ยเฟยแสร้งเผยยิ้มอย่างอ่อนโยน ลุกขึ้นมาที่ประทับเดินตรงมาแนบชิดร่างพิการของอำมาตย์เจิ้ง
“ในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้ อดีตฮ่องเต้ไท่จงสิ้นพระชนม์ ในขณะที่องค์รัชทายาทยังทรงพระเยาว์ ในครานั้นบ้านเมืองระส่ำระสาย กองทัพทั้งเมืองน้อยเมืองใหญ่ บุกเข้ามาหวังจะ่ชิงบัลลังก์ ไท่เสวียนพระอนุชาของฮ่องเต้ไท่จง ได้ตั้งตนขึ้นเป็ฮ่องเต้แทนรัชทายาท เหล่าประชาราษฎร์พากันสาปแช่งไท่เสวียน ไม่ยอมรับจนเกือบเกิดจลาจลขึ้นในเมืองหลวง แต่เมื่อไท่เสวียนปราบอริศัตรูจนราบคาบ เขาก็คือบัลลังก์ให้แก่องค์รัชทายาท ผู้คนที่เคยสาปแช่งไท่เสวียน ต่างพากันสรรเสริญไท่เสวียน ยกย่องถึงคุณงามความดีที่มีต่อราชบัลลังก์จนถึงบัดนี้”
อำมาตย์เจิ้งคล้อยตามไปกับคำพูดของฮัวกุ้ยเฟย ทุกถ้อยคำที่เอ่ยมาจากนางผู้เป็ที่รักของเขา ทำให้เขาตัดสินใจที่จะออกนั่งว่าราชการแทนองค์รัชทายาทในครรภ์ฮองเฮา วิธีการนี้ดูเหมือนจะเป็วิธีที่ดีที่สุด ในการรักษาบัลลังก์ จากพวกชนเผ่าซ่ง หลังจากที่ปราบพวกซ่งสำเร็จแล้ว หากทารกในครรภ์ของฮองเฮาเป็องค์ชาย เขาก็จะสละราชสมบัติคืนบัลลังก์ให้แก่องค์ชาย ผู้คนทั่วหล้าจะไม่มีใครตราหน้าว่าเขาเป็ผู้คิดคดแย่งชิงราชบัลลังก์
ฮัวกุ้ยเฟยพูดยกยออำมาตย์เจิ้งต่อไป “อีกทั้งครั้งหนึ่งท่านก็เคยได้ชื่อว่าเป็รัฐบุรุษ ที่เคยกอบกู้แผ่นดินนี้จากทรราชฉางโจว คุณงามความดีของท่านในครั้งนั้น จะช่วยทำให้เหล่าราษฎรเข้าใจที่ท่านต้องทำการเช่นนี้”
อำมาตย์เจิ้งดึงตัวฮัวกุ้ยเฟยเข้ามากอด “มู่อิง เ้าช่างเป็สมกับเป็คู่คิดข้าเสียจริง”
ฮัวกุ้ยเฟยกระหยิ่มยิ้มในใจ แผนการที่นางไว้วางเป็อันลุล่วง ในใจของนางรู้ไปถึงกาลข้างหน้าว่า อำมาตย์เจิ้งผู้นี้ไม่มีวันจะสละราชบัลลังก์คืนให้แก่องค์ชายเป็แน่ อำนาจล้วนเป็สิ่งที่หอมหวาน หากได้แม้แต่ลิ้มลองแม้แต่นิดเดียว ก็ยากที่จะถอนตัวออกมา
ฮัวกุ้ยเฟยรู้ลึกไปถึงก้นบึ้งหัวใจของอำมาตย์เจิ้ง แม้ภายนอกดูไม่แสดงออกว่าคิดอะไร แต่ภายในใจลึกๆ เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ในโชคชะตาวาสนา หากร่างกายไม่พิกลพิการไปเสียก่อน เขาก็คงได้เป็ฮ่องเต้ไปแล้ว และจะไม่มีใครพากันนินทราเรียกชื่อเขาลับหลังว่า ‘อำมาตย์หลังโก่ง’
หากให้คนที่มีาแลึกในใจอย่างอำมาตย์เจิ้งได้ลิ้มรสความหอมหวานของอำนาจแม้เพียงชั่วครู่ ในตอนนั้นในภายหน้า เขาก็จะติดบ่วงของอำนาจ ศีลธรรมอันดีที่เคยยึดถือปฏิบัติไว้ ก็จะกลายเป็แค่ตัวอักษรที่เขียนไว้บนตำรามีค่าให้แค่อ่านฆ่าเวลาเล่น ไปวันๆ
“ข้าต้องรีบไปบอกเื่นี้ กับเหล่าขุนนาง”
ฮัวกุ้ยเฟยรั้งแขนอามาตย์เอาไว้ “ช้าก่อน ข้ามีอีกเื่หนึ่งจะบอกท่าน”
“เ้ามีอะไรจะพูดกับข้าอีก มู่อิง”
“ข้าอยากให้ท่านนำเื่นี้ไปบอกแก่เหล่าขุนนาง หลังจากที่ข้าถูกนำตัวไปยังสุสานหลวง”
“เ้าพูดอะไรของเ้า มู่อิง” อำมาตย์เจิ้งมองหน้าฮัวกุ้ยเฟยด้วยความไม่เข้าใจ “ข้ายังไม่ได้เป็ฮ่องเต้ ถึงเวลานั้นตอนที่เ้าถูกนำไปฝังที่สุสานหลวง แม้แต่ข้าก็ไม่อาจจะช่วยเหลือเ้าได้”
“เื่นั้นท่านไม่ต้องเป็กังวล ข้าคิดวิธีที่จะเอาตัวรอดไว้แล้ว” ฮัวกุ้ยเฟยกระซิบที่ข้างหูอำมาตย์เจิ้ง เล่าถึงแผนการที่นางวางไว้
สายตาของอำมาตย์เจิ้งมองไปที่หีบอาภรณ์ที่วางข้างที่ประทับของฮัวกุ้ยเฟย “เ้าจะทำเช่นนั้นจริงหรือ มู่อิง?”
ฮัวกุ้ยเฟยเผยยิ้มแล้วพยักหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไรออกมา
“ข้าจะทำตามที่เ้าบอก” อำมาตย์เจิ้งสวมกอดฮัวกุ้ยเฟยอีกครั้ง คราวนี้มันเป็กอดที่แแ่ยิ่งกว่าเดิม “ระวังตัวด้วย ข้าไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ หากเ้าเป็อะไรไป”
ฮัวกุ้ยเฟยสวมกอดกลับไป “ข้าให้สัญญา”
อำมาตย์เจิ้งยืนสวมกอดฮัวกุ้ยเฟยในตำหนักหยางกงเป็เวลานาน ทั้งคู่ไม่ทันได้สังเกตเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังลอบมองพวกเขาอยู่จากภายนอกตำหนัก คนผู้นั้นเผยยิ้มอย่างมีชัย เริ่มเดินออกห่างจากตำหนักตรงไปที่หน้าประตูใหญ่ทางเข้าตำหนัก
ที่หน้าประตูมีทหารยืนเฝ้ายามไว้อยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อจะไม่ให้ฮัวกุ้ยเฟยและบรรดาข้ารับใช้ของนาง ลอบหนีไปจากพิธีฝังร่างที่จะเกิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า ผู้ลอบมองเลื่อนแผ่นไม้เล็กๆ ที่หน้าประตูพูดคุยกับทหารที่ยืนอยู่ตรงนั้น
“เปิดประตูให้ข้า”
ทหารหน้าประตูตำหนักหันมาตามเสียงเรียก ไม่นานนักประตูตำหนักที่ควรจะถูกปิดตายไปจนกว่าจะถึงพิธีฝังพระศพ กลับเปิดออกมาอย่างง่ายดาย
“อาจือหน้าผากเ้าไปโดนอะไรมา
แท้จริงแล้วผู้ลอบมองผู้นี้คือ อาจือ สาวใช้ของฮัวกุ้ยเฟย นางไม่ตอบทหารที่เฝ้าหน้าตำหนัก ทหารยามหนุ่มทำหน้าไม่ค่อยพอใจในท่าที ของอาจือพลางบ่นจนนางรำคาญใจ
อาจือหยิบถุงใส่เงินออกมาใส่มือของทหารยาม น้ำหนักถุงที่หล่นบนฝ่ามือดูเหมือนจะมีเยอะโข จนทำให้เสียงบ่นของทหารยามหายไปในทันตา
อาจือเชิดหน้าขึ้นมามองไปที่ตำหนักหยางกงด้วยสายตาเกลียดชัง นางถ่มน้ำลายรดธรณีประตูตำหนักหยางกงพลางสาปแช่งนายตำหนักอย่างอาฆาตแค้น “ฮัวกุ้ยเฟย หญิงมักมากอย่างเ้า ไม่ได้ตายดีแน่”
พูดจบนางก็เดินออกจากตำหนักหยางกงไป จุดหมายที่นางจะไปนั้นก็คือ
ตำหนักของฮองเฮาลี่หัว