ทั้งสามหลังจากเลือกหาได้สิ่งของที่พอใจจึงตามกังหลงกลับไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยม กังหลงอาบน้ำชำระกายเสร็จ ล้วงเอาแก่นอสูรสีทองทั้งเจ็ดชิ้นที่ได้จากเจ้าราชาอสรพิษเจ้ดดาวออกมาพินิจดู สัมผัสได้ถึงพลังปราณอันร้อนแรงแผ่ออกมาจากแก่นอสูร ครุ่นคิดขึ้น
"มินึกว่าแก่นอสูรของสัตว์อสูรที่มีสีทองถึงกับสามารถแผ่พลังปราณออกมาจนสัมผัสได้ท่าทางพลังจากภายในแก่นอสูรช่างกล้าแข็งยิ่งหากแม้นสามารถดูดกลืนได้คงประเสริฐยิ่งพลังปราณในแก่นอสูรล้วนได้รับการควบแน่นสะสมมานานนับร้อย ๆปีมิทราบหนาแน่นกว่าปราณธรรมชาติมิรู้กี่เท่าหากสามารถดูดกลืนพลังปราณเหล่านี้มาใช้ได้การยกระดับปราณในภายหน้าของข้าอาจง่ายดายขึ้นกว่าเดิมไม่มากก็น้อยคงต้องลองทดสอบดูว่าจะมีวิธีดึงพลังปราณจากแก่นอสูรเหล่านี้ได้อย่างไร"
คิดได้ดังนั้นกังหลงจึงทดลองเอาแก่นอสูรกำไว้ในมือข้างละชิ้นนั่งหลับตาสงบจิตโครจรพลังลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติในทันทีจักระทั้งเจ็ดหมุนวนพลังปราณหมุนเวียนไปตามชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดหมุนวนอยู่หลายรอบ แต่มิมีใดเกิดขึ้นแม้แต่น้อยเคล็ดวิชาลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติกลับไม่สามารถดูดกลืนพลังปราณจากแก่นอสูรสีทองได้กังหลงมิย่อท้อสำรวมจิตจนเข้าสู่ภาวะเหนือโลกีย์แยกจิตส่วนหนึ่งทดลองใช้เคล็ดวิญญาณเทวะแต่ก็ยังมิสามารถดูดกลืนพลังจากแก่นอสูรสีทองได้แม้แต่น้อย จนเริ่มถอดใจ
แต่พลันนึกถึงเคล็ดโคจรเคล็ดวิชามายาสวรรค์กลืนอัคคีวิเศษที่ยังมิได้ทดลองดูจึงสงบจิตเริ่มโคจรพลังตามแนวทางเคล็ดมายาสวรรค์กลืนอัคคีวิเศษพลันเกิดความร้อนขึ้นที่จุดวิญญาณอัคคีสีดำที่ถูกทดแทนไว้ที่จุดจักระธาตุวิญญาณพลันมีอาการสั่นระริกขึ้นและวิ่งไปยังฝ่ามือทั้งสองคล้ายพบเห็นอาหารอันโอชะเข้าห้อมล้อมแก่นอสูรสีทองในทันทีและเริ่มแผดเผาจนแก่นอสูรที่แข็งแกร่งเริ่มอ่อนนิ่มลงดุจก้อนเต้าหู้ทันใดแก่นอสูรอันแข็งแกร่งถึงกับโดนหลอมละลายกลายเป็นหยดน้ำและเริ่มถูกดูดกลืนซึมซับเข้าไปในฝ่ามือจนหมดสิ้น
กังหลงพลันรับรู้ได้ถึงพลังปราณอันกล้าแข็งที่ถูกอัคคีสีดำชักนำเข้าสู่ร่างกายหมุนวนเข้าสู่จุดจักระต่างๆหมุนวนไปสู่จุดชีพจรที่งห้าสิบสี่จุดแล้วกลั่นเป็นหยดปราณบริสุทธิ์เข้าไปสะสมในจุดตันเถียนให้มีความหนาแน่นยิ่งขึ้นกังหลงมีความยินดียิ่ง คำนึงขึ้น
"มินึกว่าเคล็ดวิชามายาสวรรค์กลืนอัคคีวิเศษกลับสามารถหลอมแก่นอสูรและดูดกลืนเข้าสู่ร่างกายสะสมเป็นพลังได้ การดูดกลืนแก่นอสูรสีทองมีพลังเทียบเท่าการฝึกปรือธรรมดาถึงหนึ่งปี ต่อไปข้าคงมีโอกาสยกระดับพลังได้มากกว่าเดิมเป็นแน่แต่แก่นอสูรระดับนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายดายไม่ เห้อ แต่ก็ยังดี ดีกว่ามีได้อะไร ..มิทราบแก่นอสูรระดับต่ำกว่านี้จะให้ผลเช่นไรบ้างคงต้องหาโอกาสทดสอบในภายหลัง..แต่ตอนนี้คงต้องพักผ่อนเตรียมร่างกายไว้สำหรับการประลองในวันพรุ่งนี้จะดีกว่ามิทราบตัวแทนจากเมืองต่าง ๆ จะเป็นเช่นไรบ้าง "
.........................................................................................................................................
วันนี้นับเป็นวันสำคัญสำหรับบุรุษสตรีวัยฉกรรจ์ที่อายุมิเกินยี่สิบปีทุกคนของอาณาจักรเนตรอสูรอาณาจักรเนตรอสูร มีเมืองใหญ่ ๆ สามเมือง เมืองแรก คือ เมืองเนตรอสูร มีตระกูลใหญ่ ๆสี่ตระกูล ตระกูลกัง ตระกูลหม่า ตระกูลหยาง ตระกูลเยี่ยน เมืองที่สอง คือเมืองเหลียว มีตระกูลใหญ่ ๆ สี่ตระกูลเช่นกัน คือ ตระกูลเหลียว ตระกูลเกาตระกูลมู่ ตระกูลเฉิน เมืองที่สาม คือ เมืองชิวหลิง มีตระกูลใหญ่ ๆสี่ตระกูลเช่นกัน คือตระกูลเหยียน ตระกูลหลิง ตระกูลชิว และตระกูลเซิน ดังนั้นหากทุกเมืองต่างส่งอัจฉริยะเยาว์วัยเข้าร่วมแข่งขันซึ่งแต่ละตระกูลสามารถส่งตัวแทนได้สูงสุดไม่เกินห้าคนเช่นนั้นการประลองครานี้จะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันถึงหกสิบคนและจะทำการคัดเลือกจนเหลือเพียงห้าคนเพื่อเป็นตัวแทนระดับอาณาจักร
เนื่องจากการได้เป็นตัวแทนเข้าแข่งขันระดับอาณาจักรนั้นจะนำพาทั้งชื่อเสียงและลาภยศให้แก่ตัวเองและตระกูลเป็นอย่างยิ่งการแข่งขันระดับอาณาจักรจึงมีความหมายยิ่งสำหรับทุกตระกูลและในปีนี้นั้นได้มีกระแสข่าวออกมาว่าจะมีเหตุการณ์พิเศษที่ยากจะเกิดขึ้นและผู้ที่ชนะอันดับหนึ่งถึงสิบจะได้มีโอกาสเข้าร่วมเหตุการณ์พิเศษนั้นด้วยแต่จะเป็นสิ่งใดนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัดเพราะครานี้การประลองระดับอาณาจักรจะจัดขั้นที่อาณาจักรชาโม่เป็นอาณาจักรที่ห่างจากอาณาจักรเนตรอสูรหลายร้อยกิโลเมตรต้องใช้เวลาเดินเท้าถึงยี่สิบวัน สิ่งที่อัจฉริยะเยาว์วัยทุกผู้ทุกนามต่างปรารถนาจะมีโอกาสเข้าร่วม
ลานประลองตั้งอยู่ใจกลางของเมืองที่ห้อมล้อมไปด้วยร้านค้ามากมายห่างจากตระกูลเหลียวเพียงครึ่งลี้เมื่อกลุ่มของกังหลงมามาถึงลานประลองพบว่า ขณะนี้รอบลานประลองต่างเต็มไปด้วยผู้คนมีป้ายบอกที่นั่งของแต่ละเมืองไว้ตัวมหึมาฝั่งที่นั่งประธานด้านตะวันออกเป็นที่นั่งของตระกูลจากเมืองเหลียวทั้งสี่ตระกูลด้านซ้ายตระกูลเหลียวเป็นที่นั่งของเมืองชิวหลิงทั้งสี่ตระกูล ด้านตะวันตกเป็นที่นั่งของตระกูลราชวงศ์..ราชวงศ์เหลี่ยน..ส่วนด้านซ้ายเป็นที่นั่งของเมืองเนตรอสูรทั้งสี่ตระกูล
ทางเมืองเหลียวได้จัดที่นั่งสำหรับผู้เข้าร่วมแข่งขันเมืองละห้าที่นั่งเมื่อสังเกตุจะพบว่าทุกด้าน มิมีที่นั่งว่างยกเว้นทางฝั่งที่นั่งของเมืองเนตรอสูรและที่นั่งของตระกูลราชวงศ์ซึ่งมีว่างอยู่ยังมิมีใครมา ส่วนของเมืองเนตรอสูรมีที่ว่างสิบที่นั่งอีกสิบที่นั่งนั้นนั่งไว้ด้วยตระกูลหม่าและตระกูลเยี่ยนตระกูลหยางมีหยางเสี่ยวเอ๋อร์เพียงคนเดียวซึ่งอยู่กับกลุ่มของกังหลง
เนื่องจากหยางไป่หู่ได้วิเคราะห์ดูแล้วนอกจากหยางเสี่ยวเอ๋อร์บุคคลอื่นคงมิอาจจะชนะติดหนึ่งในห้าได้จึงมิคิดให้ผู้ใดลงแข่งขันอีก ส่วนตระกูลกังนั้นได้ส่งตัวแทนมาครบทั้งห้าคน คือ กังหลงเยี่ยนฟาง กังหลาง กังหลิว กังเหยา ทุกคนเพียงอยากมาเปิดหูเปิดตาและหาประสบการณ์เท่านั้น ซึ่งหลังจากที่กังหลงได้แสดงพลังฝีมือออกมา กังหลาง กังหลิว กังเหยาต่างลดความถือดีและหยิ่งยโสไปจนหมดสิ้นเพียงอยากมาเข้าร่วมการแข่งขันที่ยากจะมีโอกาสเข้าร่วมเช่นนี้สักครั้ง
เมื่อกลุ่มของกังหลงเข้าสู่ที่นั่งทั้งห้าคนต่างพบกับสายตาดูหมิ่นเหยียดหยามจากผู้คนรอบข้างในทันที เสียงซุบซิบได้ดังขึ้น
"เฮอะ..มินึกว่าเมืองเนตรอสูรยังมิเจียมตัวการประลองเพื่อหาตัวแทนของอาณาจักรครานี้กลับยังส่งผุู้เยาว์เข้าช่วงชิงตำแหน่งด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า.."
"คงส่งผู้เยาว์มาให้เมืองอื่นทุบตีเล่นเหมือนเช่นคราวที่ผ่านๆ มาหลายครั้งแล้วที่ผู้เยาว์จากเมืองเนตรอสูรต่างบาดเจ็บบอบช้ำจนต้องหามออกจากเวทีไป"
"เหอ ๆ คงจะหาใครหน้าหนาเท่าผู้คนจากเมืองเนตรอสูรแล้วถ้าเป็นข้านะจะสละสิทธิ์ มิมาให้ผู้คนหัวเราะเยาะหรอก..ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!"
ผู้คนจากเมืองเนอตรอสูรเมื่อได้ยินเช่นนั้นต่างพากันอับอายและโกรธกริ้วเป็นอย่างยิ่งแต่ก็มิอาจทำอันใดได้ ต่างต้องก้มหน้ารับ ยอมรับความจริงด้วยความละอายเพราะที่ผ่านมามิว่าจะมีการจัดการแข่งขันเพื่อเลือกตัวแทนของอาณาจักรเนตรอสูรสักกี่ครั้งผู้ที่อยู่อันดับท้ายสุดและมิเคยชนะการประลองเลยสักครั้งก็คือผู้ที่มาจากเมืองเนตรอสูร