หอบมิติไม่ธรรมดามาเป็นชาวนาแม่ม่าย

    ตอนที่ 52 ใต้เท้าช่วยด้วย

    “ทำอะไรน่ะหรือ?”


    เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วพลางกระแทกเสียงเย้ยหยัน “ก็จับพวกเจ้าไปส่งทางการน่ะสิ!”


    สีหน้าของสองผู้ร้ายพลันตื่นตระหนก ถึงกระนั้นซยงโข่วเกอก็ยังวางท่าอวดเบ่ง “เจ้ากล้าดีอย่างไร! ขี่ม้าชนพวกข้าบาดเจ็บเช่นนี้นอกจากจะไม่จ่ายค่าทำขวัญแล้วยังข่มขู่กันอีก! นี่เจ้ายังเห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตาหรือไม่!?”


    โจรใจสู้ถลึงตามองเหอจิ่วเหนียงด้วยความเคียดแค้น ผู้หญิงคนนี้คือโจรชัด ๆ แถมยังร้ายกาจกว่าพวกเขามาก!


    “กฎหมายบ้านเมือง? นี่พวกเจ้ารู้จักคำนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ?” เหอจิ่วเหนียงเกือบหลุดหัวเราะ “โจรไร้สมองอย่างพวกเจ้าดักซุ่มอยู่ข้างทางก็เพื่อจะปล้นข้าเพราะรู้ว่าข้าต้องผ่านมาทางนี้ไม่ใช่หรือ ถูกม้าของข้าเหยียบก็สมควรแล้ว!”


    ขณะตะคอกนางก็เดินเข้าไปลากคู่ตังเกอมามัดไว้ข้าง ๆ ผู้เป็นพี่ชาย


    ซยงโข่วเกอตกตะลึง …ที่แท้นางรู้แต่แรกแล้วว่าพวกเขาดักซุ่มอยู่ จึงจงใจให้ม้าชนพวกเขา!


    คู่ตังเกอเจ็บปวดจนสติเลือนราง เปล่งวาจาขาดห้วง “เร็วเข้า…รีบพาข้าไปหาหมอที…”


    “ได้เลย ข้าจะพาเจ้าไปหาหมอที่ที่ว่าการอำเภอเดี๋ยวนี้!”


    เหอจิ่วเหนียงขันอาสาด้วยความเต็มใจ ซยงโข่วเกอเริ่มหวาดกลัวนางแล้วจริง ๆ พยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการหมายจะหนีอย่างสุดกำลัง แต่กลับพบว่าเชือกยิ่งรัดแน่นกว่าเดิม บัดนี้ข้อมือเขาราวกับจะขาดเสียให้ได้!


    “อย่าดิ้นเลย ไร้ประโยชน์เปล่า ๆ รีบแบกน้องชายเจ้าขึ้นมาเถอะ เราจะไปที่ว่าการด้วยกัน อย่าทำให้ข้าเสียเวลา”


    เหอจิ่วเหนียงคิดว่าจะกลับถึงบ้านเร็วสักหน่อย ไม่นึกเลยว่าจะเจอโจรปล้นระหว่างทางเช่นนี้ น่าหงุดหงิดจริง ๆ!


    ซยงโข่วเกอยังไม่ยอมแพ้ “ต่อให้พวกข้าคิดจะปล้นเจ้า แต่ตอนนี้คนที่เสียหายก็คือพวกข้า! เจ้าไม่กลัวว่าหากไปถึงที่ว่าการแล้วพวกข้าจะปัดความผิดกลับไปให้เจ้าหรือ?”


    “กลัวสิ!” เหอจิ่วเหนียงตอบกลับทันควัน


    ซยงโข่วเกอคิดว่าตนยังมีความหวังจึงรู้สึกมีชัย


    แต่พริบตาต่อมาเหอจิ่วเหนียงก็ทำลายความหวังของเขาลง


    “หากเป็นคนอื่นข้าคงกลัวอยู่หรอก แต่โชคดีจริง ๆ ที่วันนี้ได้เจอกับพวกเจ้า เจ้าสองคนคงยังไม่รู้กระมังว่าหน้าที่ว่าการอำเภอติดป้ายประกาศจับพวกเจ้าอยู่ ข้าก็เพิ่งเห็นตอนเช้านี่เองนะ”


    ระหว่างที่รอลงทะเบียนในช่วงเช้าวันนี้เหอจิ่วเหนียงก็อ่านป้ายประกาศของที่ว่าการอำเภอพลาง ๆ แม้ภาพวาดที่ปิดบนป้ายประกาศจะต่างกับตัวจริงไปสักหน่อย แต่ก็ไม่แย่จนมองไม่ออก


    สาเหตุที่นางต้องแสร้งอ่อนข้อให้จอมโจรสองคนนี้ก็เพราะ… ด้านล่างประกาศระบุเอาไว้ว่า


    …หากผู้ใดจับตัวพวกเขาได้ จะมีรางวัลตอบแทนถึงยี่สิบตำลึง!


    แม้สำหรับเหอจิ่วเหนียง เงินยี่สิบตำลึงในตอนนี้ไม่ได้นับว่ามากมาย แต่นั่นก็เป็นเงินไม่ใช่หรือ!


    สีหน้าของซยงโข่วเกอย่ำแย่จนไม่อาจหาคำใดมาเปรียบได้ ตอนนี้ปล้นก็ไม่ได้ จะเถียงก็ไม่ชนะ ทั้งยังหนีไม่ได้อีก! พวกเขาสองพี่น้องตกอยู่ในกำมือของหญิงสาวผู้นี้แล้ว!


    โจรจนตรอกหวาดกลัวจนตัวสั่น หันไปแบกคู่ตังเกอที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นขึ้นพาดไหล่ด้วยความยากลำบาก เพราะมือถูกมัดจึงเคลื่อนไหวไม่สะดวก ระหว่างที่แบกน้องชายขึ้นมาจึงกระทบกระเทือนถึงบริเวณหว่างขาของอีกฝ่ายด้วย


    เสียงราวกับหมูถูกเชือดดังระงม สีหน้าของคู่ตังเกอซีดเผือด กระทั่งหมดสติไป


    เหอจิ่วเหนียงเพียงมองยังรู้สึกเจ็บแทน นางส่งเสียงเร่งดุ ๆ ออกมาสองครั้ง “เร็ว ๆ เข้าสิ หาไม่น้องชายเจ้าจะทนไม่ไหวเอานะ!”


    หลังจากทุกอย่างพร้อมแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ขี่ม้าหันกลับไปทางที่ว่าการอำเภอ มือข้างหนึ่งดึงเชือกบังเหียนบังคับม้าให้เดินไปตามทาง มืออีกข้างจับเชือกที่มัดผู้ถูกตั้งรางวัลนำจับทั้งสอง ตลอดทางเป็นที่สะดุดตามากเพียงใดไม่ต้องพูดถึง


    …


    หน้าประตูที่ว่าการอำเภอมีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ ในหมู่บ้านละแวกนี้มีเพียงเหอจิ่วเหนียงเท่านั้นที่ขี่ม้าเข้าออก ดังนั้นพวกเขาจึงจำนางได้ เมื่อเห็นบุรุษสองคนที่ถูกลากมาด้วยทางด้านหลังจึงรีบเข้าไปถามทันที “เกิดอะไรขึ้น?”


    “ใต้เท้า สองคนนี้คือ…”


    ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงเปล่งคำฟ้องร้อง ซยงโข่วเกอที่แบกคนไว้บนบ่าก็ทรุดตัวลงทันที “ใต้เท้า ช่วยด้วย ท่านจับพวกข้าเถอะ ฮือ ๆ ๆ…”


    เหอจิ่วเหนียงนิ่งเงียบ “…”


    เจ้าหน้าที่ก็นิ่งงัน “…”


    ถึงกระนั้นเจ้าหน้าที่ที่ว่าการก็ยังสอบถามเหอจิ่วเหนียงว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น เหอจิ่วเหนียงจึงเล่าเรื่องราวที่ถูกสองคนนี้ดักปล้นแต่กลับพลาดท่าจนเป็นเช่นนี้ให้ผู้มีอำนาจฟังอย่างละเอียด แล้วจึงชี้แจงว่า ตนเห็นประกาศจับสองคนนี้ โดยมีรางวัลนำจับถึงยี่สิบตำลึง จึงนำตัวพวกเขามาส่งที่นี่


    สุดท้ายหญิงสาวพลเมืองดีก็รวบรัดในหนึ่งประโยค “ใต้เท้า นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำ สามารถขจัดภัยให้ชาวบ้านได้ นับเป็นเกียรติสำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างข้าจริง ๆ เจ้าค่ะ!”


    เจ้าหน้าที่ที่ว่าการ “…”


    น่าเสียดายที่ดวงตาของเหอจิ่วเหนียงสุกสกาวราวกับแสงตะวันในยามที่พูดถึงเงินรางวัลยี่สิบตำลึง ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงเชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่านางทำไปเพราะหวังขจัดภัยให้เหล่าชาวบ้านจริง ๆ


    เจ้าหน้าที่ทางการที่เป็นหัวหน้ากวักมือเรียกผู้ใต้บัญชาที่อยู่ใกล้ ๆ เข้ามาปลดเชือกออกจากโจรทั้งสองแล้วพาตัวเข้าไปข้างใน พร้อมทั้งให้สตรีพลเมืองดีตามเข้าไปรับเงินรางวัล


    เหอจิ่วเหนียงเดินตามไปด้วยใจลิงโลด ส่วนโจรทั้งสองถูกลากเข้าไปด้วยสภาพสะบักสะบอม ช่างเป็นภาพที่ดึงดูดสายตาผู้คนได้ไม่น้อย หญิงสาวผู้นี้โชคดีมาก ถูกโจรปล้นแต่ถูกม้าช่วยเอาไว้ได้ ไม่พอยังสามารถจับตัวคนร้ายมาส่งทางการ และได้เงินรางวัลถึงยี่สิบตำลึง!


    เงินยี่สิบตำลึงเชียวนะ!


    มีคนทั้งรู้สึกอิจฉาและริษยา ขณะเดียวกันก็อดสมเพชในความโง่เขลาของโจรสองพี่น้องนั่นไม่ได้ และคิดว่าหากตนเป็นคนจับได้ก็คงดี เงินยี่สิบตำลึงนั่นคงเป็นของตน


    .


    เมื่อเข้ามาในที่ว่าการอำเภอ เหอจิ่วเหนียงได้พบกับเจ้าหน้าที่ที่ไปส่งกลุ่มของนางที่หมู่บ้านอันผิงเมื่อเช้าอีกครั้ง ด้วยความที่รู้จักกันแล้ว นางจึงกล่าวทักทาย ทั้งยังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง


    เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรู้สึกชื่นชมหญิงสาวผู้นี้ จึงเสนอตัวพานางเข้าไปพบนายอำเภอด้วยตัวเอง


    นายอำเภอแซ่จางดูจากภายนอกอายุน่าจะประมาณสามสิบกว่าปี ไว้หนวดเคราเล็กน้อย ดูเหมือนกำลังเตรียมตัวเลิกงานจึงไม่ได้สวมชุดขุนนาง ใบหน้ามีรอยยิ้มเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเป็นคนอ่อนโยน เข้ากับคนได้ง่าย


    หลังจากนายอำเภอยืนยันแล้วว่าสองคนนั้นคือนักโทษหลบหนีความผิดที่ทางการกำลังต้องการตัว เขาจึงให้ขุนนางผู้ช่วยคนสนิทมอบเงินรางวัลให้ผู้นำส่งตัวอย่างใจกว้าง


    “ขอบคุณใต้เท้ามากเจ้าค่ะ ข้าน้อยยังมีเรื่องต้องไปจัดการ ต้องขอตัวกลับก่อน”


    เหอจิ่วเหนียงแสดงความนอบน้อมและเตรียมตัวกลับ แต่นายอำเภอจางกลับเอ่ยถามขึ้น “นางเหอ เจ้าต่อสู้เป็นด้วยหรือ?”


    เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบ ๆ “ไม่เป็นเจ้าค่ะ”


    “แล้วเจ้าจับตัวสองคนนั้นได้อย่างไร?”


    อันที่จริงนายอำเภอจางมีคำถามมากมายในใจ เพียงแต่ไม่สะดวกจะถามในตอนนี้ จึงเพียงถามคำถามเกี่ยวกับการจับโจรทั้งสอง


    เหอจิ่วเหนียงทำท่าทางนึกขึ้นได้ “อ๋อ ไม่ทราบว่าใต้เท้าเคยได้ยินคำพูดนี้หรือไม่ ฉวยโอกาสลงมือในตอนที่บาดเจ็บ?”


    นายอำเภอจาง “…”


    หญิงสาวเอ่ยต่อ “สองคนนั้นถูกม้าข้าเหยียบจึงได้รับบาดเจ็บ ข้าจำได้ว่าพวกเขาคือคนที่ทางการประกาศจับอยู่ จึงรีบจับตัวพวกเขาไว้ โชคดีที่ได้ม้าข้าช่วยไว้ด้วยเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงหนีไปได้ตั้งนานแล้ว”


    นายอำเภอจางรู้สึกว่า สิ่งที่นางเหอพูดมาไม่เป็นความจริง เพราะสองคนนั้นมีท่าทางหวาดกลัวนางมาก เรื่องมันจะง่ายปานนั้นเชียวหรือ แต่เขาก็ไม่มีหลักฐาน


    อย่างไรเสียหญิงสาวผู้นี้ก็แก้ปัญหาใหญ่ให้เขาได้แล้ว นายอำเภอจึงระบายยิ้มออกมา “เป็นเช่นนี้นี่เอง เจ้าเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถจริง ๆ เอาละ เจ้าออกมานานแล้ว ที่บ้านคงเป็นห่วง เจ้ารีบกลับเถอะ”


    เหอจิ่วเหนียงจึงขอตัวลา นายอำเภอจางมองโจรสองคนที่นอนอยู่บนพื้นสภาพปางตาย ก่อนสั่งการขุนนางผู้ช่วยคนสนิท “รีบไปตามหมอมาตรวจอาการพวกเขาเถอะ ถึงแม้พวกเขาจะมีโทษและต้องถูกเนรเทศ แต่โทษก็ยังไม่ถึงขั้นต้องตาย”


    ขุนนางผู้นั้นรับคำสั่ง


    ซยงโข่วเกอร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง ขอบคุณสวรรค์ที่ยังไม่เอาชีวิตพวกเขา เขาไม่เคยรู้สึกรักทางการเช่นนี้มาก่อน!


    .


    .


    .


    คล้ายกับเรื่องหอบมิติไม่ธรรมดามาเป็นชาวนาแม่ม่าย ที่คุณอ่าน