เทพฟ้าดินก้าวออกมายืนเคียงข้างอาจารย์ นางเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวลแต่ทรงอำนาจ “ข้าเข้าใจความเ็ปของเ้า แต่สิ่งที่เ้ากำลังกระทำ…ก็คือการทรยศต่อตัวเอง เ้าเลือกเดินบนหนทางที่มืดมน ผลสุดท้ายก็เพียงทำลายความฝันและความหวังของตัวเ้าเองโดยไม่รู้ตัว”
เทพีน้ำค้างเหมันต์เงยหน้าขึ้น ดวงตาเย็นะเืวาววับ ร่างกายปลดปล่อยปราณเหมันต์อันหนาวเหน็บออกมา ก่อนจะเรียก “โซ่น้ำค้างเหมันต์” เครื่องพันธนาการที่หากได้มัดใครแล้วก็ยากที่จะหลุดพ้นได้ออกมา
แสงสีขาวนวลพร่างพราวราวเกล็ดน้ำแข็งร่วงโปรยปรายก่อกำเนิดเป็โซ่สายยาวดุจอสรพิษเหล็กั์ที่มีชีวิต มันเลื้อยวกวนพันธนาการร่างภูติหิมะจนแ่า ข้อมือข้อเท้าถูกรัดตรึงเอาไว้จนแน่น สุดท้ายร่างทั้งร่างก็ค่อยๆ ถูกห่อหุ้มแปรเปลี่ยนเป็แท่งน้ำแข็งขนาดมหึมา ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานสำนักดุจอนุสาวรีย์แห่งคำพิพากษา
เสียงของเทพีน้ำค้างเหมันต์กังวานก้อง เย็นะเืบาดลึกสะท้านเข้าไปถึงหัวใจ “ความตายเป็การปลดปล่อยที่ง่ายเกินไปสำหรับเ้าผู้กระทำบาปกรรมนี้ ข้าจะสาปให้เ้าติดอยู่ในโซ่น้ำค้างเหมันต์นี้ จมดิ่งอยู่กับความหนาวเหน็บในทุกลมหายใจ ตราบจนกว่าจะสำนึก มิฉะนั้น…เ้าจะต้องทนทุกข์ไปชั่วกาลนาน”
เสียงกรีดร้องของภูติหิมะดังสะท้อนอยู่เพียงครู่ ก่อนถูกความเงียบและความเย็นจัดกลืนหายไป เหลือเพียงร่างที่ถูกจองจำภายในน้ำแข็งนิรันดร์ ทหารและศิษย์ทั้งหลายที่ได้เห็นต่างพากันตัวสั่นงันงก บางคนถึงกับทรุดกายหมอบกราบด้วยความหวาดกลัว
หุบเขาทานตะวันพลันเงียบสงัด ราวกับทุกเสียงได้ถูกความหนาวเหน็บแช่แข็งไว้พร้อมกัน
เทพีน้ำค้างเหมันต์ทอดสายตามองกวาดไปรอบๆ พลางเอ่ยขึ้น “พวกเ้าถูกพันธนาการด้วยสัญญาทาสก็จริง แต่ข้าใช้พลังเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งเท่านั้น หากข้าทำสัญญาทาสด้วยพลังโดยสมบูรณ์อย่างแท้จริง เพียงแค่พวกเ้าคิดร้าย ร่างพวกเ้าก็จะสลายกลายเป็ผงธุลีในชั่วพริบตา”
บรรดาศิษย์ต่างก้มหน้านิ่ง รู้ดีว่าไม่อาจโต้เถียงได้
เสียงของนางแ่ลง แต่กลับสะกดให้ทุกผู้ฟังจับใจ
“แต่เพราะข้า…โง่เขลาพอที่จะไม่อาจข่มใจตนเองรังแกผู้ที่ด้อยกว่าได้ เหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้น”
นางชูนิ้วเรียวขึ้นสองนิ้ว วาดวงกลมในอากาศ แสงสีขาวนวลพลันถูกดูดกลับจากกลางหน้าผากของเหล่าศิษย์ทุกคน ไหลเข้าสู่ปลายนิ้วของนาง ราวกับเส้นด้ายที่พันธนาการอยู่ ได้ถูกดึงออกไปจนหมดสิ้น
“สัญญาทาส…ถูกยกเลิกแล้ว” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยพลังแห่งการปลดปล่อย “นับจากนี้ พวกเ้าจะเป็อิสระ และสามารถเลือกเส้นทางชีวิตได้ด้วยตัวเอง”
ทันใดนั้น คลื่นความรู้สึกโถมเข้าหัวใจเหล่าภูติ ความเป็อิสระที่หายไปนานหวนกลับคืนมา หลายคนถึงกับน้ำตาคลอ
เทพีน้ำค้างเหมันต์ทรุดกายลงคุกเข่า น้อมก้มศีรษะกับพื้น
“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ข้าผิดเอง…วันนี้ ข้าขอขมาต่อพวกเ้า”
ทั้งลานพลันเงียบงัน ก่อนจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ท่านประมุข…ท่านทำถูกแล้ว อย่าได้ละอายใจเลย!”
จากนั้นก็มีเสียงอื่นๆ สอดประสาน
“เมื่อก่อนข้ามีตาหามีแววไม่ มองไม่เห็นคุณธรรมในตัวท่าน…”
“วันนี้ข้าได้เห็นแล้ว… ประมุขคือผู้เปี่ยมด้วยความจริงใจ!”
“นับจากนี้ ไม่ว่าท่านสั่งให้ข้าบุกน้ำลุยไฟ ข้าก็พร้อมสู้ถวายชีวิต!”
เสียงปลุกเร้าดังก้องไปทั้งลานสำนัก บรรยากาศที่เคยถูกความหวาดกลัวปกคลุม บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็ความภักดีอย่างแรงกล้า
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงชนะใจเหล่าศิษย์สำนักทานตะวัน หากยังทำให้ความบาดหมางเก่าถูกชะล้างไปสิ้น
นับแต่นี้…สำนักเทพอัสนีย์และสำนักทานตะวัน…จะหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์
เทพีน้ำค้างเหมันต์หันกลับไปยังเหล่าภูติแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงใสเย็นกังวาน “ในที่นี้…ผู้ใดได้รับการยกย่องว่ามีพลังสูงสุด จงก้าวออกมา”
ความเงียบอันหนักอึ้งปกคลุมไปทั่ว จนกระทั่งร่างสูงสง่างามของ ภูติแห่งลม ก้าวออกมาช้าๆ เขาก้มศีรษะต่ำด้วยความนอบน้อม “ข้าน้อยคือผู้พลังสูงสุดในสำนักนี้ ท่านประมุขโปรดพิจารณา”
เหล่าภูติทั้งหลายต่างพยักหน้า เห็นพ้องในคำกล่าวนี้
เทพีน้ำค้างเหมันต์มองเขาอย่างแน่วแน่ แววตาเยือกเย็นแฝงความคาดหวัง “เอาละ…ข้าจะแต่งตั้งเ้าเป็เ้าสำนักทานตะวันคนใหม่ จงปกครองด้วยสติและเมตตา อย่าให้ความทะเยอทะยานนำเ้าหลงทาง เหมือนเ้าสำนักคนก่อนที่พ่ายแพ้ต่อตัณหาของตนเอง”
ภูติแห่งลมก้มศีรษะลงจนต่ำ น้ำเสียงหนักแน่นเปี่ยมศรัทธา “ข้าน้อยสัญญาว่าจะนำพาสำนักทานตะวันด้วยความเป็ธรรม ไม่ให้ท่านต้องผิดหวัง”
เทพีน้ำค้างเหมันต์พยักหน้าช้าๆ สายตาเย็นเฉียบราวหิมะหมื่นปี ก่อนหันไปบอกเหล่าภูติทั้งปวง “พวกเ้า…ไปพักผ่อนกันเถิด” กล่าวจบ นางกับเทพฟ้าดินก็พากันเดินกลับตำหนัก
ไม่นานนัก ภูติแห่งลม ก็ก้าวเข้ามาอีกครั้ง เขาก้มศีรษะแสดงความเคารพ “หากท่านทั้งสองขาดสิ่งใด โปรดบอกข้าได้เสมอ”
เทพีน้ำค้างเหมันต์เหลือบมองเขา แววตาแฝงรอยหยอกยิ้ม
“ฮึ…เ้านี่หน้าตาหล่อเหลาไม่ใช่เล่น ดูไปแล้วไม่น่าเป็เพียงภูติธรรมดา”
คำพูดนั้นทำให้เทพีน้ำค้างเหมันต์หันมาสังเกตร่างชายหนุ่มด้วยความสนใจ “จริงอย่างที่นางว่า…ผิวพรรณเ้าขาวเนียน ละเอียดอ่อนเกินกว่าภูติทั่วไป หรือว่าเ้าจะมีชาติกำเนิดอันสูงส่ง”
เืสูบฉีดขึ้นใบหน้า ภูติแห่งลมรีบก้มศีรษะต่ำ กล่าวอย่างร้อนรน “นายหญิงโปรดอย่าล้อข้าเลย ข้าเป็เพียงเด็กกำพร้า มิได้มีวาสนาเช่นนั้น”
เสียงหัวเราะใสๆเบาๆ หลุดจากริมฝีปากเทพีทั้งสอง แต่ทันใดนั้นน้ำเสียงของเทพีน้ำค้างเหมันต์ก็กลับมาเยือกเย็นจริงจังอีกครั้ง “เ้ารู้…เื่ นักขุดเหมืองหรือไม่?”
คำถามทำให้บรรยากาศขึงตึง ภูติแห่งลมชะงัก ใบหน้าเคร่งขรึมราวความทรงจำเลวร้ายกำลังหวนกลับมา เขาตอบเสียงต่ำ “ที่ด้านนอกสำนัก ห่างออกไปทางทิศใต้ไม่ไกลนัก…มีโพรงลึกลับอยู่ใกล้ต้นตาลคู่ โพรงนั้นเชื่อมสู่เมืองใต้ดินของพวกนักขุดเหมือง แต่…โปรดให้อภัย ข้ามิอาจนำทางท่านไปได้ ผู้คนเ่าั้อำมหิตและทรงพลังเกินกว่าที่เราจะต้านทาน”
เทพีน้ำค้างเหมันต์เลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากโค้งขึ้นอย่างเย้ยหยัน
“ถึงกับทำให้สำนักทานตะวันต้องหวาดกลัวเช่นนั้นเลยหรือ…”
ภูติแห่งลมหลุบตาลง ยอมรับความจริงอันขมขื่น
“ใช่แล้ว ท่านประมุข หากมิใช่เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยุ่งเกี่ยวกัน สำนักของเราคงล่มสลายไปเนิ่นนานแล้ว”