บทที่ 6 หน้าที่ที่สำคัญยิ่ง
คนตัวเล็กบอกข้อดีของตัวเองเสร็จก็รีบยกมือปิดหน้าอกเพราะชายตรงข้ามหลุบตาลงมองข้อดีที่นางว่าทันที
เขินวุ้ย
หลัวอี้โจวเลิกคิ้วสูง สำรวจหญิงสาวตรงหน้า นางมีดีอย่างที่ว่า หากแต่ดอกไม้งามแค่ไหนทว่าภายในเหม็นเน่าเขาก็ไม่สน
หลิงเชียนเสวี่ยแยกเขี้ยวใส่ดูจากสายตาแล้วก็สามารถอ่านออกได้ทันทีว่าหลัวอี้โจวกำลังคิดว่าอะไร กำลังด่าอะไรนางในใจใช่ไหมล่ะ อรึย มือเล็กลดลงแล้วแอ่นอกเชิดหน้าขึ้น ฮึ ต้องภูมิใจเข้าไว้ที่นางนมใหญ่กว่าแม่เมิ่งลู่
ร่างสูงมองท่าทางประหลาดของสตรีร้ายกาจแล้วก็ถอนหายใจ ทำท่าอะไรของนาง แหงนหน้ามองอะไร?... เขาหลับตาลงอีกครั้งเลิกสนใจนาง กลับมาคิดถึงคนตัวเล็กในความทรงจำ เสียงหวานๆ ที่คอยเรียกเขาและถามไถ่ด้วยความเป็ห่วง
เยี่ยเมิ่งลู่ รอข้าก่อน…
หลิงเชียนเสวี่ยนั่งรถม้าจนเมื่อยตูดเมื่อยหลัง แล้วก็เผลอนอนสัปหงกหัวกระแทกหน้าต่างไปหลายรอบ จนตอนนี้หน้าผากนางปูดเพิ่มเป็สองข้างแล้วล่ะมั้งเนี่ย เฮ้อ เดินทางไปยังสำนักเขี้ยวอสูรไกลกว่าที่คิด ต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเดินทาง ส่วนหลัวอี้โจวก็นั่งห่างราวกับนางเป็เชื้อโรคโควิดที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ที่โลกของนางอย่างไรอย่างนั้น เขานั่งกอดอกหลังตกแล้วหลับตาลงไม่สนใจสิ่งแวดล้อมใดๆ อีกเลย
หลับไม่หลับไม่รู้ รู้แค่เขาไม่ตอบอะไรนางอีกแล้ว
เมื่อมาถึงสำนัก หลิงเชียนเสวี่ยต้องไปยังสำนักกลางเพื่อคุยกับพ่อสามี เขาแจกแจงหน้าที่รายละเอียดของสำนักและให้นางไปพักอยู่ที่อาณาเขตลูกศิษย์หญิง โชคดีที่เรือนว่างอยู่หนึ่งเรือนพอดี
หลังอาหารเย็น หลิงเชียนเสวี่ยก็มานั่งเขียนจดหมายในห้องนอน เพราะตัวเองหุนหันออกจากสำนักโดยไม่ได้กล่าวลาใคร ไม่ได้บอกป๊าม๊าด้วย ตอนนี้จึงต้องมานั่งเขียนจดหมายหาพวกท่าน เล่าเื่ว่าตัวเองขอย้ายสำนักนะเ้าคะ ตามผัวมาค่ะ
หยอก...
นางบอกแค่ว่าอยากมาศึกษาที่สำนักเขี้ยวอสูรแทน และเขียนจดหมายลาออกไปยังสำนักเก่า นางไม่รู้หรอกนะว่าการลาออกจากสำนักต้องทำยังไง อาจจะเหมือนลาออกจากงานหรือเปล่า? เขียนจดหมายใส่ซองขาวส่ง แต่นี่ไม่ต้องรออนุมัติอะไรทั้งนั้นหรือถ้าไม่อนุมัตินางก็ไม่สน
การจะเข้าสำนักเขี้ยวอสูรนั้น เดิมทีต้องมีการสอบสัมภาษณ์ต่างๆ นาๆ ทั้งถามความเป็มา ความรู้ทั่วไป นิสัยใจคอ ส่วนเื่ว่ามีพลังปราณในตัวมากน้อยสำนักไม่เกี่ยง ขอแค่มีความตั้งใจจริง ฝึกฝนอยู่เสมอ ถ้าี้เีก็จะโดนทำโทษ ไม่สามารถลาออกได้ แต่หากคนไหนหมดแรงสู้เข็นอย่างไรก็ไม่ขึ้นและไม่มีใจจะฝึกซ้อมแล้วก็ต้องทำหน้าที่อื่นในสำนักแทน
การเข้าสำนักจะมีพิธีเข้าร่วม โดยทั้งหลัวอี้โจว หลิงเชียนเสวี่ย และผู้ติดตามของนางอีกสองคนจะต้องเข้าร่วมพิธีนี้ด้วย มีพิธีการเรียบง่ายนั่นคือการลงตราประทับที่ไหล่ขวาและกล่าวปฏิญาณตน
แต่สภาพร่างกายที่สะบักสะบอมของหลัวอี้โจว การเคลื่อนที่ยากลำบาก และต้องได้รับการรักษาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ลมปราณที่แปรปรวนจากการถูกโจมตีรวมไปถึงอวัยวะภายในบางแห่งที่เสียหายกลับมาปกติ ดังนั้นพิธีเข้าร่วมสำนักจึงถูกเลื่อนออกไปก่อน
จนกว่าจะเข้าร่วมพิธี นางจึงไม่สามารถเข้าเรียนวิชาของสำนักได้
แต่ถึงอย่างไรก็ตามจะให้คนนอกเช่นนางมาอยู่กินๆ นอนๆ ในสำนักก็ไม่ใช่เื่ พ่อสามีจึงหาหน้าที่ให้พวกนางทำ เพราะทั้งสามคนนอกจากตะวัน ทั้งอิงผิงและไป๋หลางต้องเข้ารับการเรียนการสอนด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าผู้ติดตามจะมานั่งนอนเฝ้าติดตามเฉยๆ ไป๋หลางถูกส่งไปช่วยแรงกรรมกร แบกหามฟืน ท่อนซุง ตัดไม้ก็ว่าไป ส่วนอิงผิงก็ถูกรับมอบหมายให้ช่วยงานครัว
ส่วนนางทำหน้าที่เป็ภรรยาที่ดีในอนาคต แค่กๆ
หลิงเชียนเสวี่ยขอเป็คนอยู่ดูแลหลัวอย่างใกล้ชิดอย่างไรล่ะ
“อิงผิง พรุ่งนี้ช่วยนำไปส่งให้ที” หลิงเชียนเสวี่ยหันไปส่งจดหมายให้สาวใช้
มีจำนวนสองซองด้วยกัน ซองแรกเป็ของป๊าม๊า (ส่งไปแจ้งข่าวและแน่นอนขอค่าเล่าเรียนด้วย อิอิ) และอีกซองเป็ของสำนักจันทร์กระจ่างฟ้า นางไม่รู้หรอกว่าจะใช้วิธีส่งยังไง แค่บอกอิงผิงนางก็คงหาทางให้เองแหละ
เด็กสาวเข้ามารับจดหมายไป
“เช่นนั้นราตรีสวัสดิ์นะ” หลิงเชียนเสวี่ยบอกแล้วทำการเป่าดับเทียนบนโต๊ะก่อนจะเดินไปขึ้นเตียง
อากาศที่นี่เย็นสบายกำลังดีโดยไม่ต้องเปิดแอร์ เพียงแค่เปิดหน้าต่างให้ลมโชยเท่านั้น แล้วยังได้เห็นวิวสวยๆ ภายนอกด้วย ร่างบางนึกอย่างอารมณ์ดีเลิกผ้าห่มขึ้นคลุมตัว
ทางด้านอิงผิงที่ยังไม่ชินกับการบอกราตรีสวัสดิ์ของเ้านายก็ก้มหน้าเคอะเขิน ขานรับเสียงเบาแล้วเดินออกไป
วันถัดมาหลิงเชียนเสวี่ยตื่นขึ้นมาในยามเหม่า (5.00-6.59 น.) ท้องฟ้ายังเป็สีมืดครึ้มหากแต่ที่ขอบฟ้าเริ่มมีแสงพระอาทิตย์ นางเป็คนตื่นเช้ามาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว ร่างบางชูมือบิดี้เี ก่อนจะยกมือตบหน้า ยิ้มกว้างและอวยพรให้ตัวเอง
“วันนี้ข้าทำได้ สู้โว้ย!”
คนตัวเล็กไปจัดการตัวเอง อาบน้ำแต่งตัว โดยมีอิงผิงเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้เรียบร้อย นางว่านางตื่นเร็วแล้วนะแต่อิงผิงตื่นเร็วกว่า
“นี่อิงผิง แต่งหน้าอ่อนลงกว่านี้หน่อยสิ” หลิงเชียนเสวี่ยบอกเมื่อเห็นว่าเด็กสาวกำลังจะปัดแก้มเข้มขึ้น
อิงผิงชะงัก เอาแปรงออกจากแก้มเนียน
“แต่คุณหนูชอบแบบนี้..”
“ข้าเปลี่ยนใจล่ะ ข้าอยากเป็คนใสๆ บ้าง” หลิงเชียนเสวี่ยดันมือเล็กออกเบาๆ หยิบแผ่นกระดาษสีชาดขึ้นมาเม้ม เกลี่ยๆ ให้สีจางลงแล้วหันซ้ายขวาดูตัวเองในกระจก
อืม วันนี้นางก็สวยอีกตามเคย เตรียมพร้อมพิชิตใจว่าที่สามีค่ะ
เฮ้อ แค่เริ่มต้นก็พบอุปสรรคเสียแล้ว
หลิงเชียนเสวี่ยค้นพบแล้วว่าปัญหาใหญ่หลวงของนางนอกจากเป็ที่รังเกียจของสุดที่รักแล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือ การเดินทาง!
แม้แต่ที่นี่ก็ต้องใช้วิชาตัวเบาไปยังเรือนของหลัวอี้โจวซึ่งอยู่ลึกถัดเข้าไปจากสำนักกลางอีกที หากจะเดินก็คงใช้เวลาหลายชั่วโมงเห็นจะได้ เมื่อวานขามายังเรือนนอนก็ต้องให้ไป๋หลางมาส่งเช่นเดิม
นางควรหาเวลาเรียนวิชาตัวเบาได้แล้วสินะ
ร่างบางในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มยืนถอนหายใจที่หน้าเรือนหลังจากสอบถามคนแถวนี้ว่าจะไปหาหลัวอี้โจว ลูกชายเ้าสำนักได้ยังไง ก่อนจะให้อิงผิงไปเรียกไป๋หลางมาหา
คนตัวสูงเดินเข้ามาก็เจอคุณหนูกวักมือให้เขาเร่งฝีเท้ายิกๆ ก่อนจะอ้าแขนและส่งสายตาอ้อนมาให้เหมือนเดิม ไป๋หลางถอนหายใจรู้ความหมายของท่านี้เป็อย่างดี ก็ทำการช้อนร่างเล็กเข้าอ้อมแขน
“จะไปไหนขอรับ”
“ทางนั้น” ชี้นิ้วสั่งไปยังเส้นทางหนึ่ง
ไป๋หลางก็กระโจนตัวไปทันที ร่างบางคล้องคอหนาแล้วมองตรงไปข้างหน้า พยายามหรี่ตากันลมมองหาเรือนที่สอบถามมา ต้องเลยสำนักกลางใหญ่ก่อนสินะ
สถาปัตยกรรมที่ดีงดงามไม่แพ้สำนักจันทร์กระจ่างฟ้า แต่ลายสลักและรูปปั้นต่างๆ จะเน้นไปทางดุดัน แข็งแกร่ง รูปปั้นบางรูปเป็รูปอสูร ไม่รู้จะปั้นแบบนี้มาเพื่ออะไร ให้คนมองใกลัวเล่นหรือ ข้อดีอย่างของที่นี่คือไม่ไปสร้างอะไรบนยอดเขา อยู่ตีนเขาและขึ้นเขาไปเล็กน้อยเท่านั้น
หลิงเชียนเสวี่ยร้องว้าวเมื่อไป๋หลางผ่านสะพานไม้ข้ามแม่น้ำ ต้นไม้แถวนี้อุดมสมบูรณ์ดูแล้วเพลินตา มีดอกไม้บานสะพรั่ง ชื่นชมความสวยอยู่สักครู่นางก็นึกขึ้นได้
“ไป๋หลาง!”
“ฮะ!?” ชายหนุ่มสะดุ้งแทบทำร่างบางหลุดมือ
“จอดๆๆ”
หลิงเชียนเสวี่ยบอกให้คนติดตามหยุดระหว่างทาง ร่างบางตรงดิ่งไปยังพุ่มดอกไม้ กวาดสายตาหาดอกที่สวย ก่อนจะเด็ดมากำหนึ่งท่ามกลางสายตาของบรรดาคนในสำนักเขี้ยวอสูรที่มองมาอย่างงุนงง หลิงเชียนเสวี่ยเพียงส่งยิ้มหวานโบกมือไปให้เท่านั้น
นางจะไปเยี่ยมหลัวก็ต้องมีของติดไม้ติดมือไปหน่อย ทำคะแนนอะยูโน้ว?
ไป๋หลางอุ้มคุณหนูออกเดินทางต่อหลังจากนางขโมยเด็ดดอกไม้มาได้กำมือหนึ่ง ระหว่างเดินทางเขาก็หลุบตามองโจร นางกำลังก้มดมดอกไม้สีชมพูปนสีแดงในอ้อมแขนอย่างมีความสุข
หลิงเชียนเสวี่ยชื่นชมดอกไม้ อ่าาา หอม นี่สิถึงเรียกว่าโจรเด็ดบุปผาของจริง
ไม่นานพวกนางก็มาถึงเรือนอสูรฟ้าของหลัวอี้โจว อาณาเขตเรือนนี้กว้างขวางใหญ่โต มีสวนและบ่อน้ำด้านข้าง หากแต่ไม่ค่อยมีบ่าวรับใช้เหมือนอาคารเรือนอื่นๆ ที่เธอผ่านมา
“ยามโหย่ว (17.00-18.59 น.) มารับข้าด้วยนะ”
หลิงเชียนเสวี่ยหันไปบอกแกรปส่วนตัว นางเรียนรู้จากอิงผิงแล้วว่ายามไหนเวลาไหนเรียกว่าอะไร ว่าจบก็โบกมือลาตรงดิ่งเข้าเรือนใหญ่ทันที พลางฮัมเพลงในคออย่างมีความสุข
ทว่าเดินเข้าเรือนไปไม่กี่ก้าว คนตัวเล็กก็เจอกับชายสูงวัยแต่ท่าทางคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงผ่านมาพอดี เขาหยุดเดินมองคนมาเยือนแปลกหน้า สำรวจเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้ามาหา เขาไม่คุ้นหน้าเด็กสาวผู้นี้เลย
“คุณหนูท่านนี้ไม่ทราบว่าเป็ใครแล้วมาหาใครที่เรือนอสูรฟ้าขอรับ”
หลิงเชียนเสวี่ยส่งยิ้มหวานให้ คิดว่าคงเป็บ่าวรับใช้สักคนในเรือนนี้
“ข้าหลิงเชียนเสวี่ยมาดูแลหลัวอี้โจวค่ะ”
ชายสูงวัยได้ยินก็นิ่งไปสักพักก่อนจะส่งยิ้มสุภาพมาให้
“ถ้าอย่างนั้นเชิญตามมาได้เลยขอรับ”
สหายของคุณชายหลัวอี้โจวสินะ เขาได้รับข่าวจากเมื่อวานแล้วว่ามีสหายตามมายังสำนักด้วยหนึ่งคนพร้อมเสนอตัวมาดูแลคุณชาย
หลิงเชียนเสวี่ยพยักหน้ารับ เดินตามหลังร่างสูงไปทันที ระหว่างทางก็กวาดสายตาสำรวจเรือนไปด้วย
เรือนอสูรฟ้าใหญ่โตเกินคาด ขนาดเป็เพียงเรือนของลูกเ้าสำนักนะ หากเป็เรือนเ้าสำนักจะหรูหราหมาเห่าขนาดไหนกัน ข้าวของเครื่องประดับแต่ละชิ้นดูมีราคา แจกันกระเบื้องใหญ่โตแกะสลักเป็รูปดอกไม้อย่างประณีตจนคนมองเช่นนางได้แต่หวาดเสียวยามเดินผ่าน หากชนไปแตกคงเป็หนี้กันเลยทีเดียว
หญิงสาวเดินผ่านห้องจำนวนหลายห้อง ระหว่างทางก็เจอสาวใช้คนอื่นๆ บ้าง สองสามคน ชายร่างสูงใหญ่ที่นำทางแนะนำว่าตัวเองคือพ่อบ้านอวี๋เป็พ่อบ้านใหญ่ของเรือนนี้ เขาบอกทางไปห้องน้ำและห้องครัวให้ทราบเพื่อนางจะได้สามารถเข้าใช้ได้
ก่อนจะมาหยุดที่ห้องห้องหนึ่ง บานประตูไม้แกะสลักขอบสวยงาม
“คุณชายพักผ่อนอยู่ห้องนี้ขอรับ ถ้ามีอะไรสามารถเรียกข้าน้อยได้ตลอดเวลานะขอรับ”
หลิงเชียนเสวี่ยกล่าวขอบคุณ ร่างสูงค้อมตัวแล้วเดินจากไป นางสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเคาะประตูที่ขอบไม้เบาๆ
“หลัวจ๋า หลัวอี้โจว”
เคาะเรียกอยู่นานก็ไม่ได้เสียงตอบรับ จึงตัดสินใจเลื่อนเปิดประตูเข้าไป
ห้องนี้เป็ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า กลางห้องมีเตียงนอนขนาดใหญ่และผ้าแพรห้อยตามุมเสา มีข้าวของเื่ใช้ครบครันทั้งโต๊ะไม้ ชั้นหนังสือตำรา อาวุธหลายชนิดทั้งกระบี่ ดาบและแส้ หน้าต่างบานใหญ่หลังห้องเป็ทรงวงกลมและขอบไม้แกะสลักมองออกไปเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงาม
หลิงเชียนเสวี่ยย่องไปที่เตียง บนนั้นมีร่างของคนตัวสูงกำลังหลับตาพริ้ม เนื้อตัวบอบช้ำ ข้างหัวเตียงมีถ้วยยาสมุนไพรที่กินหมดแล้ว อากาศในห้องเต็มไปหมดกลิ่นสมุนไพรจนคนตัวเล็กย่นจมูก
ร่างบางวางดอกไม้ลงที่โต๊ะหัวเตียงก่อนจะเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มขึ้นคลุมแผงอกขาวของคนหลับให้อย่างแ่เบา ทว่ายังไม่ทันจะเคลื่อนตัวออก คนที่คิดว่าหลับสนิทก็ลืมตาขึ้นฉับพลันจนตะวันสะดุ้งโหยงเพราะกำลังจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลาอยู่
“เ้าเข้ามาได้ยังไง!”
ตะคอกทันทีเลยจ้า
หลิงเชียนเสวี่ยถอยเท้าหนีห่างเล็กน้อย
“ชู่ เสียงดังทำไม เ้าาเ็อยู่นะ”
“ออกไป!” ค้อนนางตาเขียวปั๊ด
“เ้าสำนักส่งข้ามาดูแลเ้านะ”
นางอ้างพ่อสามีเสียเลยจะได้ไล่นางไปไม่ได้อีก ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วนางเป็คนขอมาดูแลเขาเองต่างหาก
หลัวอี้โจวค่อยๆ ยันตัวขึ้นนั่งพร้อมหรี่ตาจับผิด เหลือบมองกระบี่ที่อยู่บนโต๊ะไม่ไกลนัก นางคงจะไม่ได้เข้ามาทำร้ายยามที่เขาอ่อนแอเช่นนี้ใช่หรือไม่ หากเผื่อมีอะไรเกิดขึ้นเขาก็จะได้เอื้อมไปหยิบอาวุธได้ทันการณ์
“ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นก็ได้ ข้ามาดูแลเ้าจริงๆ” หลิงเชียนเสวี่ยรีบปราม กลัวใจสามีจะพุ่งไปหยิบกระบี่ขึ้นมากะซวกพุงตัวเอง คว้าช่อดอกไม้ส่งให้ทันที “อะดอกไม้ ข้าให้เ้านะ”
ยิ้มหวานให้สวยที่สุดส่งไปให้
หลัวอี้โจวขมวดคิ้ว ย่นคอมองช่อดอกไม้ที่ยื่นมาจะชนหน้า เขาไม่ยอมรับไปจนร่างบางต้องมองหาแจกันภายในห้องแล้วเดินไปใส่ให้โดยเบียดกับดอกไม้อันเดิม ระหว่างนั้นก็อธิบายเขาไปด้วย
“ระหว่างรอเ้าหายจากอาการาเ็เพื่อเข้ารับพิธีประทับตรา ข้าเลยได้รับหน้าที่มาดูแลเ้าระหว่างนี้”
“ไม่มีหน้าที่อื่นอีกแล้วหรือไง”
หลัวอี้โจวถอนหายใจ พยายามคิดว่าหากนางจะทำร้ายตนจริงๆ คงทำไปตอนเขาหลับเมื่อสักครู่นี้แล้ว แต่เห็นทีเขาจะต้องไปคุยกับเ้าสำนักหรือท่านพ่อว่าเขากับนางไม่มีเหตุต้องพบปะกัน หรือคงความเป็มิตรเพราะนางคืองูพิษ!
ร่างสูงเหล่มองสตรีที่จัดตำแหน่งแจกันแล้วกลับมาหา หน้าเหยเกยามมองกระบี่ราวกับกลัวว่าเขาจะทำร้ายนาง ทั้งๆ เขาต่างหากที่ควรกลัว! บัดซบ นางจะเล่นละครทำไม
“มีหน้าที่อื่น แต่ตอนนี้หน้าที่ข้าก็สำคัญไม่แพ้ใครนะ” นางตอบ
“หน้าที่อะไร”
“ดูแลผัวอย่างไรล่ะ”