“โทษทีนึกว่าแมวจร”
พูดเสร็จก็หันหลังกลับไปรดน้ำแปลงผักของตนต่ออย่างเฉยเมยไม่สนใจว่าผู้บุกรุกหน้าใสคนนี้โผล่เข้ามาได้อย่างไร
ถึงแม้เขาจะอยู่อาศัยที่นี่มานานหลายปี ใช้เป็ที่ซุกหัวนอนและประกอบอาชีพปลูกผักขายเลี้ยงตัวแต่ที่ดินเล็ก ๆ ผืนนี้ก็ไม่ใช่กรรมสิทธิ์โดยตรง เพราะแต่เดิมมันคือพื้นที่สาธารณะที่รกเรื้อไปด้วยป่าละเมาะและกองขยะด้านหน้าแคบประมาณหนึ่ง่ตัวขนาดรูหมาผ่านแต่เนื้อที่ด้านในกว้างไปจรดตลิ่งจากการถูกสายน้ำพัดพาเอาตะกอนมาทับถมกันจนกลายเป็ที่ดินดอน
คนจรหมอนิ่วัยกลางคนเช่นเขา มาเจอที่แห่งนี้เข้าด้วยความบังเอิญจึงนึกจะตั้งหลักปักฐานโดยการสร้างเพิงเล็ก ๆ ไว้คุ้มหัวนอนแล้วเริ่มเก็บกวาดแผ้วถางไปทีละเล็กทีละน้อยจนโล่งเตียนหาหน่อกล้วยมาปลูกบังทางเข้าเพราะไม่สามารถล้อมรั้วได้
เก็บขยะและปลูกผักขายมานานหลายปีจนมีเงินเก็บมากพอจะซื้อบ้านน็อคดาวน์ราคาถูก ๆ มาติดตั้งแทนเพิงนอนเก่า ๆใช้เวลาแค่สองวัน วิมานบนดินก็สำเร็จเป็รูปเป็ร่าง ขอต่อไฟมาจากข้างบ้านซึ่งยายนวลก็ไม่เคยเก็บเงิน เขาจึงหมั่นเอาผักไปตอบแทนให้อยู่บ่อย ๆ
อาศัยใช้น้ำอุปโภคจากถังน้ำฝนที่สำรองไว้ส่วนน้ำดื่มและประกอบอาหารก็ไปกดมาจากตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติหน้าปากซอยข้าวปลาอาหารก็ไม่เปลืองมาก นึ่งผักต้มกินกับน้ำพริกทุกวันบางวันก็ได้ปลาที่ดักมาจากลำห้วย นาน ๆ ทีถึงจะซื้อเนื้อหมูเนื้อไก่มาทำกินบ้าง
เขาอาศัยอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวเนิ่นนาน ไม่มีครอบครัวญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงมาเยี่ยมเยือน สมัยมาอยู่ใหม่ ๆ อาจจะมีบ้างที่รู้สึกเหงาและนึกถึงคืนวันเก่าๆ ที่ผ่านมา แต่อดีตมันก็คืออดีต ล่วงผ่านไปแล้วก็ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้นึกไปก็พาลแต่จะเ็ปใจเปล่า ๆ จึงสรรหากิจกรรมมาทำมากมายไม่ให้ตนฟุ้งซ่านทุ่มเทให้กับแปลงผักสวนครัวอย่างเอาจริงเอาจัง ขยันทำมาหากิน จากนั้นชีวิตของชายโฉดจึงไม่รู้จักกับคำว่าเหงาอีกต่อไป
รุ้งขวัญกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะน้ำที่สาดมานั้นค่อนข้างมีกลิ่นนิดหน่อยโชคดีที่ไม่เจอผู้ใหญ่ทั้งสอง ไม่งั้นเธอคงตอบไม่ถูกว่าไปเปียกน้ำที่ไหนมา
ดูซิ!เพิ่งมาอยู่กับคุณยายได้แค่วันเดียวก็จะมาสร้างเื่ปวดหัวให้เสียแล้วดันถือวิสาสะบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของคนอื่นถ้าถูกกล่าวหาว่าเป็ขโมยขึ้นมาจะทำยังไง
สาวน้อยนั่ง ๆ นอน ๆด้วยใจไม่เป็สุข กลัวคุณลุงคนนั้นจะมาปรากฏตัวที่หน้าประตูบ้านคุณยาย แล้วฟ้องเื่ที่เธอแอบเข้าไปในที่ของเขาโดยพลการแต่เมื่อผ่านไปหลายวัน สิ่งที่คิดไปเองนั้นก็ไม่เกิดขึ้นมา
ดวงตะวันอ่อนแสงราลง มือหยาบกร้านพักงานที่ทำอยู่ตรงหน้าหยิบหมวกสานปีกกว้างสวมศีรษะ หิ้วถังสีเก่า ๆคู่ใจไปยังลำห้วยเพื่อหิ้วน้ำขึ้นมารดแปลงผักเดินไปมาอยู่สองสามรอบจึงสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง ที่ตะคุ่มอยู่ตรงกลางศาลาท่าน้ำเขาทำหน้าเคร่ง คิ้วขมวดแล้วบ่นออกมาเบา ๆ
“ใครสั่งใครสอนให้มานอนตากผ้าอ้อม[1]”
สาวน้อยงัวเงียตื่นขึ้นหลังจากลอบเข้ามานั่งเล่นั้แ่บ่ายแก่ๆ แล้วเผลอหลับไปเพราะความร่มรื่นจากสายลมและเสียงนกร้องจนถึงเย็น
เธอลุกขึ้นมาทำตาขีดปรือหันไปตามเสียงบางอย่างเห็นเ้าของบ้านตักน้ำขึ้นลงอย่างขะมักเขม้น จึงลุกเดินตามไปดูห่าง ๆแล้วทำท่าขยับเข้าไปใกล้ทีละนิดด้วยความสนใจแต่ทว่าเ้าของบ้านกลับทำเหมือนเธอเป็ิญญาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นพอรอบสุดท้ายเธอก็รีบฉวยบัวรดน้ำมาไว้ในมือพร้อมพูดว่า
“ให้หนูช่วยนะคะ”
ชายสูงวัยเงยหน้าจ้องมองคนตาใสที่พยายามส่งยิ้มมิตรภาพมาให้
เด็กสาวแปลกหน้าโผล่มาจากไหนไม่รู้วางบัวรดน้ำลงกับพื้นพร้อมนั่งยองเตรียมท่ารอ เขาจึงเทน้ำจากถังใส่บัวให้อย่างเต็มปรี่จนล้นด้วยนึกอยากจะแกล้งแต่คนตัวเล็กกลับไม่ได้รู้สึกอะไรใช้สองมือยกบัวขึ้นมารดน้ำแปลงผักอย่างสนุกสนาน
“หนูชื่อรุ้งขวัญค่ะเป็หลานยายนวล เพิ่งมาอยู่ด้วยได้ไม่นาน”
เสียงหวานใสร่าเริงแนะนำตัวเองออกไป
“วันนั้นหนูตามเ้าแมวเหมียวมาค่ะก็เลยมาโผล่ที่นี่ คุณลุงคงไม่คิดว่าหนูจะเข้ามาขโมยอะไรหรอกนะคะ”
“ที่ศาลาริมน้ำบรรยากาศดีมากหนูก็เลยเผลอหลับไป วันหลังหนูขอมานั่งเล่นอีกบ่อย ๆ จะได้ไหมคะ?”
รุ้งขวัญพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดโดยที่ชายสูงวัยไม่พูดอะไรด้วยสักคำเขานั่งยอง ๆลงตั้งหน้าตั้งตาถอนวัชพืชออกจากแปลงผักของตัวเองโดยไม่สนใจอยากจะเสวนาและผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนบ้านตัวน้อยคนนี้เธอจึงทำหน้าจ๋อยแล้วเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ
วันต่อมาหลังทานอาหารเที่ยง สาวน้อยก็มาเมียงมองตรงรั้วหลังบ้านอีกครั้งครุ่นนึกว่าจะขึ้นไปนอนเล่นโทรศัพท์เหมือนเดิมข้างบนหรือลอบเข้าไปนั่งเล่นริมน้ำอีกทั้ง ๆ ที่เ้าของเขาไม่สู้เต็มใจนัก
คิดไปคิดมาจึงลองชะโงกหัวออกไปอีกและได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งจากวิทยุทรานซิสเตอร์แว่วลอยมาจึงชักขาถอยหลังกลับ วิ่งเข้าไปในบ้านครู่เดียวก็ออกมาใหม่พร้อมกับจานชมพู่ในมือสำหรับการเชื่อมไมตรีระหว่างเพื่อนบ้าน
สาวน้อยประคองจานคลานออกไปอย่างระมัดระวังและนำไปวางลงตรงหน้าชายสูงวัยที่นั่งชันเข่าพิงเสาทำงานอยู่มือเป็ระวิง
“สวยจังเลยค่ะคุณลุงทำเก่งจังเลย”
เขยิบเข้าไปใกล้เปลี่ยนเป็นั่งท่าขัดสมาธิมองมือหยาบกร้านที่สานกระเป๋าหวายอยู่ด้วยความคล่องแคล่ว
“ใบเท่าไหร่คะ?หนูอยากได้”
“มีเ้าของแล้ว”
ตอบเ็าโดยไม่เงยหน้ามามองแม้แต่นิดเดียวรุ้งขวัญจึงนั่งเงียบมองด้วยความสนใจเป็นานโดยไม่รู้จะชวนคุยอะไรต่อจากนั้นจึงเขยิบตัวถอยห่าง หันหลังนั่งพิงเสาดูธรรมชาติฝั่งตรงข้าม
สายตาของผู้าุโที่ผ่านโลกและอาบน้ำร้อนมามากกว่าแอบชำเลืองมองจากทางด้านหลังแล้วรีบหลุบตาลงต่ำตามเดิมก่อนที่เธอจะเอี้ยวตัวหันกลับมายื้อผลไม้ปอกที่ตนนำมาไปทั้งจาน แล้วเคี้ยวหงับ ๆนั่งฟังเพลงอยู่อย่างเงียบ ๆ
ชายหญิงต่างวัยนั่งคนละมุมอยู่ในโลกส่วนตัวของใครของมันเป็เวลาหลายชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเกร็งหรืออึดอัดแต่อย่างใด มันช่างเป็เื่แปลกประหลาดเหมือนกันที่ต่างพบเจอไม่นาน รู้จักกันได้ไม่มากพอ แต่กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายอารมณ์
จนเมื่อถึงเวลาเขาก็ปิดวิทยุเก็บอุปกรณ์การทำงานเดินกลับเข้าไปในบ้าน สาวน้อยรู้งานดีวิ่งตามตูดขึ้นไปติดๆ แล้วคว้าบัวรดน้ำเดินตามหลังลงมาที่ตลิ่งต้อย ๆช่วยรดน้ำผักจนเสร็จแล้วก็นั่งยอง ๆ ลงทำท่าจะถอนวัชพืชในแปลงต่อ
“ไม่ต้องหรอกมันเลอะเทอะ”
“หนูทำได้ค่ะหนูอยากทำ”
“กลับบ้านไปได้แล้วเดี๋ยวยายเป็ห่วง”
“ยายไม่ห่วงหรอกค่ะเพราะยายไม่อยู่”
เขานึกอยากจะเขกกะโหลกใส่เด็กดื้อด้านคนนี้เหลือเกินจริงๆ ให้ตายเถอะ
“กลับไปได้แล้วไปเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
“คุณลุงอนุญาตให้หนูมาเที่ยวเล่นที่นี่บ่อยๆ ได้แล้วใช่ไหมคะ?”
อนุญาตหรือไม่อนุญาตไม่เห็นจะต่างกันตรงไหนคิดในใจแล้วก็ตอบออกไปเพียงสั้น ๆ “อื้อ”
“งั้นวันนี้หนูกลับก่อนนะคะพรุ่งนี้จะมาเที่ยวใหม่ ลาล่ะค่ะ”
ยกมือไหว้ผู้าุโกว่าด้วยความอ่อนน้อมเป็กิริยาที่น่ารักน่าเอ็นดูพลอยทำให้หัวใจที่หยาบกร้านและท่าทางแข็งกระด้างอ่อนลงเพราะไม่เคยมีใครให้เกียรติชายจน ๆ แบบนี้มาก่อน เขามองเธอเดินลงไปหยิบจานในศาลาแต่ไม่มีทีท่าที่จะกลับขึ้นมาแต่อย่างใดจึงตามไปดูและก็ได้พบช่องทางเล็ก ที่สาวน้อยใช้โผล่มาที่นี่ในตอนกลางวันได้อย่างกับผีหลอก
รุ้งขวัญมาในเวลาเดิมกับเมื่อวาน พร้อมกับถ้วยใส่ขนมปี๊บ
วันนี้เธอไม่ค่อยชวนคุยแต่นั่งเล่นเดินเล่นอยู่บริเวณใกล้ ๆ ไปตามประสาพอถึงเวลาก็กระตือรือร้นหยิบถังสีพร้อมขันน้ำพลาสติกลงไปริมห้วยก่อนชายสูงวัยที่เอาของเข้าไปเก็บในตัวบ้านก็เดินตามมายืนเท้าสะเอวมองแล้วพูดว่า
“ตักใส่เต็มขนาดนั้นหิ้วไหวหรือ?”
สาวน้อยเพิ่งรู้ตัวเพราะจ้วงน้ำใส่ด้วยความเพลิดเพลินไม่ทันนึกว่ามันจะหนักจึงตักน้ำออกให้เหลือเพียงครึ่งแล้วใช้สองมือหิ้วหูจับขึ้นมา ด้วยความที่กลัวคุณหนูแสนซนจะลื่นล้มจนเจ็บตัวผู้าุโจึงยื่นมือออกไปรับเอง
“เอามานี่”
บังเอิญมือที่ฉกตรงหูหิ้วััเข้ากับหลังมือนวลเนียนแ่ผิวโดยไม่ตั้งใจแค่นั้นเอง แม้จะเล็กน้อยและรวดเร็ว แต่ทว่าได้ก่อกระแสไฟประหลาดพุ่งวาบขึ้นมาในความรู้สึกของใครบางคนอยู่เป็นานเกือบนาที
“ไม่เรียนหนังสือหรือ?”
ชายสูงวัยอดไม่ได้ ที่จะถามแขกไม่ได้รับเชิญออกมาในเย็นวันหนึ่ง
“หนูเรียนจบแล้วค่ะกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนี้ปิดเทอมอยู่”
เขามองสาวน้อยตรงหน้าที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนกำลังเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ถ้าบอกว่าเป็เด็กอนุบาลหรือประถมยังดูจะเข้าท่ากว่าเสียอีกก็เล่นนั่งคุยกับสรรพสัตว์ในแปลงผักอย่างสนิทสนมขนาดนี้
‘นี่แหนะ ๆออกไปนะ ไม่ต้องมาอยู่ที่นี่เลย’
‘แกอย่าตะกละกินผักของคุณลุงจนหมดนะ’
‘อุ๊ย! ทำไมตัวเล็กน่ารักจังเลยอะ’
‘อี๋ย์! ไปนะเ้าสัตว์อุบาทว์ฉันไม่ชอบแก’
‘นี่แกเป็ตัวอะไรน่ะทำไมหน้าตาประหลาดอย่างนี้’
‘กระดึ้บ กระดึ้บมีปัญญาไปได้แค่นี้เองเหรอ ฮ่า ฮ่า’
ดวงตาคมเข้มแต่ทว่าค่อนข้างหม่นแสงนั้น จ้องมองตรงพุ่มเฟื่องฟ้าติดรั้วหลังบ้านของยายนวลที่หลานสาวจอมแก่นแอบมุดออกมาหนีเที่ยวโดยหญิงชราไม่รู้ตัวเลย ขณะกำลังคิดอยู่ว่าจะจัดการซ่อมแซมปิดรอยโหว่นี้อย่างไรดีก็ได้ยินเสียงดังมาจากอีกฟากพร้อมเสียงใสทักทายมาก่อนตัว
“คุณลุงมารอหนูหรือคะ?”
ชายสูงวัยถอนหายใจก่อนจะหันหลังเดินกลับไป
“ว๊าย! คุณลุงช่วยด้วยโอ๊ย! หนูติดออกไม่ได้”
รุ้งขวัญร้องโวยวายมือหนึ่งถือหนังสือ อีกมือหนึ่งถือขนม คอเสื้อยืดถูกกิ่งไม้เกี่ยวรั้งไปข้างหลัง และเขาจำเป็ต้องช่วยเหลืออย่างช่วยไม่ได้มือใหญ่ยื่นออกไป สายตาของเขาไม่ได้ฝ้าฟางเกินจนมองไม่เห็นผิวขาวนวลเนียนที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าความคิดชั่วช้าที่อยากจะััลูบไล้ไหล่มนปรากฏแวบขึ้นมาเสี้ยววินาที ก่อนที่มือนั้นจะเลยผ่านไปปลดเสื้อออกจากกิ่งไม้ข้างหลังให้เธอหลุดพ้นเป็อิสระ
“ขอบคุณค่ะ นี่! หนูเอามาฝากเมื่อเช้าไปตลาดกับคุณยายมาค่ะ”
ยื่นขนมเทียนสอดไส้ให้เพราะเห็นว่าคุณลุงไม่แตะของที่เธอนำมาก่อนหน้านี้เลยจึงคิดว่าเขาน่าจะชอบขนมไทยแบบนี้มากกว่า
รุ้งขวัญนั่งอ่านนิตยสารแฟชั่นเล่มใหญ่ราคาแพงของต่างประเทศอย่างตั้งใจพอนานไปรู้สึกชักเมื่อยจึงเปลี่ยนท่าเป็นอนราบคว่ำหน้าลงอย่างสบายอารมณ์ ผู้าุโที่ผ่านอะไรมาเยอะเห็นโลกมามากกว่า รู้จักมุมมืดและความชั่วร้ายของมนุษย์มานักต่อนักอยากจะบอกคนตรงหน้าว่าไม่ควรทำอะไรแบบนี้แต่ก็คิดว่าสาวน้อยคงจะไม่เข้าใจและเขาก็ี้เีจะอธิบายอะไรให้ฟังมากมายจึงลุกออกจากท่าน้ำที่อยู่ลับตาผู้คนแห่งนี้ไปอย่างเงียบ ๆคิดในใจว่าควรเว้นระยะห่างกันไว้เพื่อความเหมาะสม เพราะเธอยังเด็ก อ่อนต่อโลกนักจึงไม่ได้คิดอะไรรอบคอบ เขายิ่งสมควรต้องระวังตัวเองเป็พิเศษ
“โรงเรียนเปิดเมื่อไหร่?”
“อาทิตย์หน้าค่ะ”
อีกอาทิตย์เดียวเขาคิดในใจว่าอดทนไว้ แค่หนึ่งอาทิตย์ชีวิตของเขาก็จะกลับมาสงบราบเรียบเป็ปกติดังเดิม
“กะหล่ำหัวนี้ใหญ่จังเลยสงสัยมันจะกินจุกว่าเพื่อน อ๊วบอวบแหนะ”
“เอาไปให้ยายสิ”
“ให้จริงหรือคะ?”
“เป็ค่าแรงที่มาช่วยทำงาน”
“หนูไม่คิดค่าแรงหรอกค่ะหนูทำให้ฟรี”
“ของฟรีมีที่ไหนกันเหนื่อยเปล่าแล้วได้อะไร”
“มีสิคะทำไมจะไม่มีล่ะ”
“ไม่มีหรอกถ้าไม่ตอบแทนด้วยเงินทองก็ต้องตอบแทนด้วยบุญคุณ”
“หนูไม่เข้าใจ”
“เพราะเธอยังเด็ก”
“เวลาหนูนวดให้ยายหนูก็ทำให้ฟรีไม่ได้อยากขอค่าขนมเพิ่ม ทำเพราะอยากทำเฉย ๆ”
เขาเงียบเสียงไปไม่อยากพูดอะไรต่อเพราะโลกของเธอกับโลกที่ผ่านมาของเขามันไม่เหมือนกัน
เกิดมาลำบากยากจนสู้ทนปากกัดตีนถีบมาั้แ่เด็ก โตมาก็ต้องฟันฝ่าชีวิต แก่งแย่งชิงดีถูกหักหลังเพราะคำว่าผลประโยชน์ นึกถึงเื่เก่า ๆ แล้วก็สุดรันทดใจมันจึงเป็เหตุผลที่เขาหลบหนีมาใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวเงียบ ๆไม่ข้องเกี่ยวพบปะสุงสิงกับผู้ใดจนเกินไปนัก
[1] คนพูดใช้คำโบราณและกร่อนเสียงหมายถึงเวลาผีตากผ้าอ้อมหรือเวลาโพล้เพล้