ผมก็แค่เชฟที่ผ่านทางมา

    บทที่9 โทษป้าฉู่สถานเดียว !

    แบบนี้เขาคงต้องโทษป้าฉู่สถานเดียว !
    ‘ ป้าฉู่นะป้าฉู่ไม่เตือนผมเลย ให้ผมเดินเข้ามาในเมืองด้วยชุดแบบนี้ตั้งนานแหนะ เฮ้อ ’ เขาถอนหายใจในใจ หากป้าฉู่เอ่ยเตือนเขาตั้งแต่แรกเขาคงไม่ต้องมาอายเอาในตอนนี้ 
    ฮั่นเสี่ยวที่ได้ยินถึงกับคิ้วกระตุก ‘ นี่เขาจะไม่หลงตัวเองมากไปหน่อยเหรอ ? ’ เธอทําได้เพียงบ่นเกี่ยวกับความหลงตัวเองที่หน้าด้านไม่รู้เรื่องของยูหมิงในใจเท่านั้น
    “ งั้นพี่สาวไปก่อนล่ะน้องชาย หากมีอะไรให้ช่วยก็เรียกพี่ได้เลยนะ ” ฮั่นเสี่ยวพูดจบและเดินออกจากห้องพักไปทันที 
    เมื่อเห็นว่าฮั่นเสี่ยวไปแล้วยูหมิงก็ยิ้มแห้งๆออกมา “ แล้วตอนนี้เราจะทํายังไงดีล่ะ เงินก็ไม่มีแล้วจะไปซื้อชุดที่ไหนมาใส่ ? ” หลังจากที่เขาผนึกพลังความแข็งแกร่งของตัวเองเอาไว้ เขาก็ตั้งใจว่าจะไม่ใช้มันอีก 
    หากไม่จําเป็นจริงๆล่ะก็นะ !
    “ ไหนๆตอนนี้ก็ว่างแล้ว งั้นไปเดินเล่นในเมืองซักหน่อยดีกว่า ” หลังจากที่ไม่รู้จะทําอะไรต่อดี ยูหมิงจึงตัดสินใจที่จะไปเดินเล่นในเมืองเพื่อหวนรําลึกถึงความทรงจําเก่าๆ เพราะถึงยังไงหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานก็ยังไม่ให้เขาทําอะไรอยู่ดี ดังนั้นแค่ไปเดินเล่นในเมืองก็คงจะไม่เป็นไรหรอก
    ส่วนเรื่องชุดของเขาน่ะเหรอ ?  ช่างมันเถอะ !
    เพราะถึงยังไงเขาก็หล่ออยู่แล้ว แค่เดินเที่ยวเล่นในเมืองแค่นี้ไม่เห็นจําเป็นต้องอายเลย 
    หน้าด้านเข้าไว้ก็พอ !
    …
    ที่ชั้นหนึ่ง หลังจากที่ฮั่นเสี่ยวพายูหมิงไปส่งห้องพักเสร็จแล้ว เธอก็กลับมาหาหัวหน้าเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานอีกครั้ง
    ทั้งสามคนกําลังนั่งประชุมด้วยท่าทางจริงจังอยู่ แม้เมื่อครู่พวกเขาจะประชุมไปแล้วก็ตาม แต่ในสถานการณ์ที่ร้ายแรงขนาดนี้มันก็ทําให้พวกเขาวางใจไม่ได้ ถึงต้องหารืออีกครั้ง
    เพราะไม่อย่างนั้นภัตตาคารบัวสวรรค์ของพวกเขาอาจจะต้องปิดตัวไปเร็วๆนี้แน่
    “ ในตอนนี้เรามีเชฟยูมาแล้วก็จริง แต่ด้านพนักงานบริการลูกค้าน่ะยังไม่สามารถหาได้เลย ในร้านที่ใกล้จะเจ๊งของเราแบบนี้คงไม่มีใครที่ไหนอยากจะเข้าร่วมหรอก ” หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก
    “ มันก็เป็นอย่างที่นายว่า แล้วเราจะไปหาคนพวกนั้นมาจากไหนล่ะ ? ” เชฟเจิ้งฝานพยักหน้าเห็นด้วยและถามถึงประเด็นสําคัญ
    ปัญหาที่ร้ายแรงในตอนนี้คือเรื่องพนักงานบริการ ส่วนเรื่องเชฟที่มีจํานวนไม่พอนั้น พวกเขาคงสามารถพยายามสุดความสามารถเพื่อแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้
    ซึ่งถ้าแก้ปัญหาในจุดแรกสําเร็จแล้ว ปัญหาจุดที่สองก็สามารถที่จะแก้ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
    ตามแผนที่พวกเขาวางเอาไว้ พวกเขาตั้งใจจะหาพนักงานบริการให้ได้มากพอก่อน จากนั้นก็เริ่มเปิดตัวข้าวผัดไข่และเสี่ยวหลงเปาของยูหมิง
    ด้วยอาหารทั้งสองนี้หากผู้คนได้ลิ้มลองมัน ชื่อเสียงของทางร้านจะต้องกลับมาดีขึ้นและแผร่ขยายอํานาจออกไปมากกว่าเดิมได้แน่
    จากนั้นเชฟที่มีฝีมือก็จะอยากมาร่วมมือกับทางร้านเพื่อศึกษาเคล็ดลับของความอร่อยในอาหารสุดลํ้าทั้งสองของยูหมิง และปัญหาต่างๆก็จะคลี่คลายลง
    ถึงมันฟังดูออกจะง่าย แต่มันได้ง่ายเช่นนั้นไม่ เพราะแค่จะจัดการปัญาแรกให้ได้นั้นพวกเขายังไม่รู้เลยว่าจะไปหาพนักงานบริการมาจากไหนให้มากพอ ดังนั้นพวกเขาถึงได้ประชุมอย่างจริงจังยังไงล่ะ
    “ ฉันคิดว่าเราน่าจะเปิดตัวเมนูของน้องชายยูนะคะ โดยลดราคาลงเหลือแค่ครึ่งหนึ่งจากราคาเต็ม นั่นจะสามารถดึงดูดลูกค้าที่อยากประหยัดเงินมาได้ค่ะ ” ฮั่นเสี่ยวเสนอแผนออกไป เธอคิดว่าถ้าลองเอาอาหารของยูหมิงลดราคาลงเหลือครึ่งหนึ่งและขายออกไป บางทีพนักงานบริการที่ฉลาดอาจจะเห็นโอกาสตรงจุดนี้ได้ 
    “ จริงด้วยสินะ ! หากเราขายมันในราคาครึ่งหนึ่ง ด้วยรสชาติของมันจะต้องทําให้ผู้คนหันมาสนใจได้แน่ ! ” เชฟเจิ้งฝานกําหมัดแน่น
    “ อืม แผนนี้นับว่าใช้ได้ งั้นเราค่อยลองมันในวันพรุ่งนี้แล้วกัน ส่วนวันนี้ก็ปิดร้านได้แล้วล่ะ ” หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวเห็นด้วยกับแผนการที่ว่า 
    ซึ่งเขามองออกว่าด้วยราคาครึ่งหนึ่งและรสชาติสุดลํ้าจะต้องสามารถดึงดูดลูกค้ามาได้อย่างแน่นอน และพนักงานบริการที่ชาญฉลาดแถมยังว่างงานอยู่จะต้องมองเห็นถึงจุดนี้ 
    จุดที่อาหารของภัตตาคารบัวสวรรค์อร่อยลํ้าแถมยังถูกกว่าอาหารของภัตตาคารกุหลาบแดงยังไงล่ะ !
    ส่วนสิ่งที่ต้องทําให้ได้ก็แค่หาลูกค้าคนแรกให้ได้ก็พอ จากนั้นลูกค้าคนต่อไปก็จะตามมาเองแหละ 
    หลังจากที่ทั้งสามคนประชุมเสร็จพวกเขาก็แยกย้ายกันไป โดยภัตตาคารบัวสวรรค์ก็ได้ปิดทําการทันที
    …
    ส่วนยูหมิงที่ได้เดินออกมาเที่ยวในเมืองนั้นไม่ได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมกับแผนการที่จะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้แม้แต่น้อย
    ในเวลานี้ยูหมิงกําลังเดินเตร่ไปตามทางในเมือง และมองทิวทัศที่คุ้นเคย ทั้งนี้หูของเขายังได้ยินเสียงของฝูงชนไม่หยุด 
    เขารู้สึกได้ว่าเขากลับมาแล้วจริงๆ 
    ระหว่างทางที่เขาเดินเตร่ ก็มีบ้างที่ความหล่อของเขาได้ไปสะดุดตาหญิงสาวทั้งหลายเข้า พวกเธอมองมาที่เขาด้วยสายตาตกตะลึงและหลงใหลในเวลาเดียวกัน ส่วนบางคนก็มองมาที่เขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
    ซึ่งเขาก็ไม่ได้สนใจและเพียงยิ้มจางๆตอบกลับไปเท่านั้น
    หญิงสาวพวกนั้นก็ถึงกับใจเต้นโครมครามกันเลยทีเดียว 
    ส่วนกลุ่มผู้ชายน่ะเหรอ ? พวกนั้นน่ะมองมาที่เขาด้วยสายตาอิจฉาและโกรธแค้น บางคนถึงกับอยากจะพุ่งเข้ามาชกหน้าหล่อๆของเขาเลยล่ะ
    แต่พวกนั้นก็ไม่ได้ทํา เพราะเหล่าหญิงสาวต่างจับตามองด้วยสายตาข่มขู่อยู่นั่นเอง ที่พวกเธอต้องการจะสื่อก็คือ ขืนยุ่งกับเขาพวกเราเอาแกตายแน่ !
    แน่นอนว่ากลุ่มผู้ชายต่างเหวอกันไปเลยทีเดียว มันเลยทําให้พวกเขาไม่กล้าตามมาจัดการกับเขา
    ในที่สุดยูหมิงก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านขายของเล่นแห่งหนึ่ง รอบๆนี้ค่อนข้างเงียบสงบ มีผู้คนสัญจรไปมาน้อยมาก
    และในตอนนี้เขาสามารถได้ยินเสียงที่ดังมาจากข้างในร้านได้เลย ซึ่งเสียงๆนั้นค่อนข้างดูที่จะโมโหและไม่กล้า 
    ภายในร้านขายของเล่น ด้านในสุดมีชายหนุ่มและหญิงชรานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารอยู่ 
    ซึ่งใบหน้าของชายหนุ่มนั้นค่อนข้างหล่อแต่ก็เหี้ยมในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ที่มุมขวาใต้ตาของเขายังมีแผลเป็นรูปตัวเอ็กซ์อยู่อีกด้วย เมื่อรวมเข้ากับร่างกายที่กํายํา มันทําให้เขาเหมือนกับนักเลงหน้าโฉดไม่มีผิด
    “ แม่ ! ทําไมข้าวผัดไข่ของแม่มันถึงได้ห่วยแตกขนาดนี้เนี่ย ? แย่ยิ่งกว่าร้านอาหารข้างทางเสียอีก ทําเอาผมหมดอารมณ์กินเลย ” เหลียงเย่บ่นขณะที่กินข้าวผัดไข่ไปด้วยความรู้สึกโมโห เขาไม่ได้โมโหแม่ของเขาหรอก แต่เขาก็แค่อยากจะระบายอารมณ์ออกมาเสียหน่อย
    เพราะวันนี้ที่หน่วยเสือดําของเขา  ลูกน้องคนหนึ่งที่เขาเชื่อใจมากที่สุดมันได้สมคบคิดวางแผนร่วมมือกับฉินเลี่ยหัวหน้าหน่วยเสือขาว
    พวกมันทั้งสองคนวางแผนใส่ร้ายว่าเขาเป็นคนยักยอกยาเสพติดของแก๊งค์เสือป่าไป 
    หัวหน้าแก๊งค์จึงเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากและเตรียมเดินทางมาหาเขาในเร็วๆนี้
    ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าหัวหน้าแก๊งค์จะทําอะไรกับเขาหรือเปล่า เพราะเท่าที่เขารู้มาหัวหน้าแก๊งนั้นเป็นคนที่โครตโหด ฆ่าได้แม้กระทั่งเด็ก ดังนั้นเขาจึงกลัวว่าหัวหน้าแก๊งค์จะเชื่อไอ้พวกสารเลวนั่นโดยไม่ฟังความฝั่งเขา 
    ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาอาจโดนฆ่าได้ เขาถึงได้คิดไม่ตกว่าจะทําอย่างไรดีจนถึงตอนนี้ยังไงล่ะ บวกกับข้าวผัดไข่ที่รสชาติธรรมดาของแม่ เขาจึงเผลอระบายอารมณ์ออกไปด้วยความไม่พอใจ
    “ เย่เอ๋อร์วันนี้ทําไมลูกถึงอารมณ์ไม่ดีแบบนี้ล่ะ ? ” เหลียงซีรู้ว่าลูกชายของเธอไม่ได้ตั้งใจ บางทีเขาคงมีปัญหาอะไรซักอย่างก็ได้
    “ พอเถอะแม่ ! อย่าถามอะไรผมเลย ! ” เหลียงเย่หยุดกินและวางช้อนลงบนจานจนเกิดเสียงดัง ความโมโหที่ถูกทรยศในวันนี้นั้นมีมากเกินไป จึงทําให้เขาไม่สามารถข่มมันเอาไว้ได้จึงได้ระบายมันออกมา แต่เขาก็กลัวๆและไม่กล้าอยู่เหมือนกัน เพราะเขากลัวว่าแม่ของเขาจะเสียใจ
    “ โกรธแล้วมาลงที่แม่มันไม่ดีเลยนะครับ ! ” เสียงๆหนึ่งดังขึ้นก่อนจะตามมาด้วยร่างๆหนึ่ง
    “ แกเป็นใคร ? แล้วมีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับเรื่องของฉัน ! ” เหลียงเย่หันไปที่ทางเข้าร้านและพูดขึ้นด้วยนํ้าเสียงไม่พอใจ แต่เมื่อสายตาของเขาตกลงบนร่างของชายหนุ่ม เขาก็ต้องตกตะลึงไปถึงครู่หนึ่งเต็มๆ เพราะความหล่อเหลาตรงหน้าเขานั้นไม่ใช่อะไรที่ใครก็มีได้ !
    “ เป็นใคร ? สิทธิ์ ? ผมก็แค่ทนเห็นไม่ได้ที่คุณระบายอารมณ์กับแม่ของคุณ !  ” ยูหมิงส่ายหัว และยิ้มจางๆ “ ผมก็แค่เชฟที่ผ่านทางมา ”