Thinking of 14
“ปะ ปล่อย”
“อยู่แปบหนึ่งเดี๋ยวพากลับ” ยิ่งขืนตัวไว้เขาก็ยิ่งออกแรงรั้ง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ สายตาของคนที่นั่งอยู่ก่อนหน้านี้ก็หันมามอง สายตาสองคู่ดีใจระคนตื่นเต้นแต่อีกสองคู่ฉันอ่านไม่ออกว่าพวกเขากำลังรู้สึกยังไงอยู่กันแน่
“นั่งข้างพี่” คนที่พามาดึงให้นั่งลงข้าง ๆ เขา
“นี่พ่อกับแม่พี่เองครับ” อีกฝ่ายแนะนำ ฉันจึงยกมือไหว้ทั้งสอง แต่ไม่ได้หันไปมองอีกสองคนที่อยู่เยื้อง ๆ คุณยูจับมือฉันไว้แน่น ก่อนจะเริ่มให้อีกฝ่ายเริ่มพูดธุระของพวกเขา
“ก็อย่างที่เคยคุยกันนั่นแหละค่ะ แต่ที่เรียกมาคุยวันนี้เพราะจะได้คุยเื่ฤกษ์งาม...” อะไรนะ? ฉันหันกลับมามองคนข้าง ๆ ทันที เขาไม่ได้หันมามองฉันแต่มือก็ยังคงจับมือฉันไว้แน่น
“คุณ...”
“รอผู้ใหญ่คุยกันให้เสร็จก่อน” เขาหันมากระซิบบอกเสียงเบา
“คุณหญิงคะ ไม่นานลูกสาวดิฉันจะกลับมาแล้ว รอลูกสาวดิฉันได้ไหมคะค่อยให้ลูกสาวดิฉันหมั้น...”
“ฉันคิดว่าคุณคงเข้าใจผิด คนที่ฉันจะให้หมั้นและแต่งงานกับลูกชายฉันคือหนูไต้ฝุ่นคนเดียวเท่านั้น โปรดเข้าใจใหม่ด้วย และทุกอย่างก็เป็ไปตามที่เราเคยคุยกันไว้”
“คุณหญิงผมขอคุยกับลูกก่อน...”
“ค่ะ คุณบอกว่าคุณคุยแล้วนี่ ตอนนี้ฤกษ์ทุกอย่างฉันเองก็จัดหาไว้แล้ว”
“ผมไม่อยากให้ลูกหมั้นแล้ว คุณหญิงช่วยพิจารณาใหม่ด้วย”
“ทำไมล่ะคะ? ก็ตอนนั้นคุณเสนอเองนี่ หรือเพิ่งรู้ว่ามีเพชรอยู่ใกล้ตัวแต่ไม่เคยเห็นค่า พอมาถึงตอนนี้มันสายไปแล้วหรือเปล่าคะ”
“คุณหญิง...” พ่อคุณยูเอ่ยปรามผู้เป็ภรรยาเสียงนุ่ม ความอบอุ่นแบบนั้นน่าอิจฉาจัง
“ฉันทนไม่ไหวแล้วค่ะ ฉันรับรู้ความเป็มาของเด็กทั้งสองมาตลอด มันถึงเวลาที่ฉันจะพาพวกเขาออกมาจากจุดนั้นแล้วค่ะ ส่วนพวกคุณสองคน ถ้ายังหาทางขัดขืนก็เตรียมตัวโดนฟ้องได้เลยค่ะ”
“ผมว่าพวกคุณกลับไปคิดดีกว่านะครับ ว่าจะเลือกทางไหน แต่พวกผมมีทางให้แค่สองทางเท่านั้น ยอมให้หนูฝันแต่งงานกับลูกชายผมแล้วปล่อยพวกเขาให้เป็อิสระ หรือจะถูกฟ้อง”
“แต่งก็แต่งสิ!! ฉันไม่ได้้าพวกมันอยู่แล้ว” ผู้หญิงคนนั้นพูดเสียงดังฟังชัด
“คุณ นั่นก็ลูกผม...”
“คุณเคยเห็นมันเป็ลูกด้วยเหรอคะ? น่าตลกจัง จะถูกฟ้องขึ้นศาลขนาดนั้นแล้วให้มันแต่งไปเถอะ เสร็จแล้วเราก็ค่อยย้ายไปอยู่ที่อื่น”
“งั้นก็ตามนั้นครับ เชิญพวกคุณกลับไปได้แล้ว” ฉันก้มหน้าบีบมือแน่น หมายถึงมือของคุณยูที่จับมือฉันอยู่น่ะ พอได้ฟังอะไรแบบนี้มันก็เจ็บอยู่ไม่น้อยนะ มันก็คงจะจริงที่เขาไม่เคยมองว่าฉันเป็ลูกเขาเลยไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้ เพราะเขาโดนบังคับให้แต่งงานเพื่อบริษัทเขา เลยไม่เคยมีความรักให้แม่กระทั่งฉันและฝุ่นคลอดมา ฉันก็แทบไม่เคยได้ััคำว่าความอบอุ่นจากเขาเลย แม่เก่งจังที่ทนอยู่กับผู้ชายคนนั้นได้
หลังจากนั้นไม่ถึงยี่สิบนาทีหญิงชายสองคนนั้นก็ออกจากบ้านไป ฉันนั่งเงียบบีบมือคุณยูแน่น ในใจหวังให้ฝุ่นมาถึงเร็ว ๆ
“น้องฝันขยับมาหาแม่หน่อยสิลูก” เสียงคุณหญิงของบ้านเอ่ยขึ้น ฉันเงยหน้าสบตากับท่านก็เจอกับรอยยิ้มอบอุ่นส่งมอบมาให้
“ไปหาแม่ครับ” คุณยูกระซิบที่ข้างหูเบา ๆ ก่อนจะประคองให้ฉันเดินไปนั่งข้าง ๆ แม่ของเขา
“ยูเมะไปคุยกับพ่อที่ห้องทำงานหน่อย”
“ครับพ่อ เดี๋ยวพี่มานะ” ก่อนออกไปเขาบอกฉันเสียงเบาพลางยกมือขึ้นลูบผมอย่างแ่เบา เมื่อทั้งสองเดินออกจากห้องรับแขกไป คุณหญิงของบ้านก็ยกมือขึ้นลูบที่หลังมือฉันด้วยความอ่อนโยน
“โตขึ้นมากเลยนะลูก” ฉันจำคนตรงหน้าไม่ได้ ฉันไม่มั่นใจว่าเคยเจอไหม แต่ฉันจำไม่ได้จริง ๆ
“ขอ ขอโทษนะคะ หนูจำคุณหญิงไม่ได้” ฉันหลบสายตาคนมีอายุ
“เรียกแม่พินนะลูก ตอนนี้แม่เป็แม่ของหนูอีกคนนะ เื่ที่หนูจำแม่ไม่ได้ไม่เป็ไรแม่เข้าใจ ฝุ่นเล่าให้แม่ฟังคร่าว ๆ แล้ว” ฝุ่นเหรอ? ท่านเคยเจอฝุ่นเหรอ
“คุณหญิงเคยเจอฝุ่นเหรอคะ”
“เรียกแม่ก่อน” คนตรงหน้าไม่ยอมตอบ
“เอ่อ คุณแม่ คุณแม่เคยเจอฝุ่นเหรอคะ”
“เจอแล้วลูก สักสัปดาห์ก่อนนี่แหละ แม่ตั้งใจจะไปหาหนูด้วยแต่หนูมีคุยงานข้างนอกเราเลยไม่ได้เจอกัน” ท่านยังคงยิ้มให้ ความอบอุ่นที่กอบกุมมือฉันอยู่ทำให้รู้สึกดีอย่างไม่เคยเป็ พอได้รับไออุ่นจากคนตรงหน้าฉันยิ่งคิดถึงแม่ อยากกอดแม่อีกสักครั้ง
“แม่เป็เพื่อนของแม่หนู เราคุยกันว่าถ้ามีลูกจะให้ลูกได้แต่งงานกัน แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรมากหรอกยังไงก็ตั้งใจให้ลูกได้เลือกคู่ชีวิตของตัวเองด้วยตัวเอง แต่พอมีเื่ของพ่อหนูกับผู้หญิงคนนั้นแม่ทนไม่ได้หรอกนะลูกที่จะให้พวกเขาทำร้ายและกดขี่พวกหนูแบบนั้น แม่เลยตั้งใจจะดึงพวกหนูออกมา...”
“เมื่อก่อนแม่เป็ยังไงเหรอคะ?” ฉันไม่ได้สนใจเื่ที่แม่พินพูดเลย นอกจากประโยคที่บอกว่าเป็เพื่อนกับแม่ฉัน
“แม่เราน่ะสวยมาก ๆ เลย จิตใจดีแต่เข้มแข็งมาก ๆ เป็คนชอบเก็บทุกอย่างไว้ในใจตัวเองถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็จะไม่ยอมบอกใคร เหมือนหนูกับฝุ่นเลยใช่ไหมลูก” ฉันพยักหน้าเบา ๆ ท่านหัวเราะด้วยน้ำเสียงเอ็นดูก่อนจะรั้งฉันเข้าไปกอด
“แม่อยากให้หนูแต่งงานกับพี่ยูเขานะ พวกเราจะดูแลหนูเอง”
“หนูไม่อยากให้มันเป็แบบนั้น ที่ถูกบังคับและไม่ได้รู้สึกอะไรต่อกัน อยู่กันไปมันรั้งแต่จะเ็ป มีาแในใจ” เหมือนที่แม่ต้องเจอ
“ลูกชายแม่น่ะรู้สึกดี ๆ กับหนูนะ ไม่งั้นจะรบเร้าให้รีบหมั้นทำไงกันจริงไหม”
“เป็ไปไม่ได้หรอกค่ะหนูเพิ่งเคยเขา...”
“หือ? หนูเจอพี่เขาแล้วนะลูก บ่อยด้วย เมื่อไม่กี่เดือนก่อนพี่เขายังไปเป็วิทยากรพิเศษให้คณะหนูอยู่เลย ถ่ายรูปมาอวดแม่ด้วย”
“คะ? หนู หนูจำไม่ได้ ขอโทษด้วยค่ะ”
“ฮา ๆ ๆ ไม่เป็ไรลูก ลูกชายแม่ก็ออกจะขี้ขลาดไปบ้างถ้าเป็เื่หนู ยังไงซะแม่ก็อยากให้หนูมาเป็ลูกแม่อีกคนนะ”
“เื่นี้...”
“ต่อหน้าพวกเขาแม่อาจจะเร่งและรวบรัด แม่จะให้หนูหมั้นก่อนนะลูกรอให้หนูพร้อมค่อยแต่ง...”
“หนูอยากปรึกษากับฝุ่นก่อนค่ะ”
“ได้ลูก เดี๋ยวเย็นนี้ให้ฝุ่นมาทานข้าวที่นี่ด้วยกันนะ เรามาคุยกัน”
“ค่ะ”
“อ้อ แม่จะทำขนมล่ะหนูมาทำกับแม่ไหม แล้วพรุ่งนี้เช้าเราไปใส่บาตรด้วยกัน” ฉันพยักหน้าหงัก ดวงตาเป็ประกาย ฉันไม่ได้ทำขนมนานมาก ๆ แล้วั้แ่ที่แม่เสีย ถึงแม้ฝุ่นจะซื้ออุปกรณ์ทุกอย่างมาไว้ให้แต่ฉันก็ไม่ได้ทำ แม่พินพาเดินเข้าห้องครัวที่กว้างขวางและถูกจัดตกแต่งอย่างสะอาดตา มีแม่บ้านและคนงานยืนอยู่สามสี่คน ฉันยกมือไหว้พวกเขาทำเอาพวกเขายกมือรับไหว้กันอย่างร้อนรน แม่พินหัวเราะอย่างสนุกก่อนจะเอ่ยแนะนำฉันกับคนงานของบ้าน
“นี่หนูฝันนะ ต่อไปนี้ฝากดูแลลูกสะใภ้ฉันด้วย”
“ค่ะคุณหญิง”
“มาลูก มาช่วยแม่ทำ อ้อ ป้าคะมื้อเย็นขอสุดฝีมือเลยนะคะเรามีแขกพิเศษมาบ้านค่ะ”
“ได้ค่ะคุณหญิง” เมื่อได้เริ่มทำขนมฉันก็ยิ้มได้บ้างมีแม่พินคอยชวนคุยไม่หยุด ไม่รู้ว่าทำขนมนานแค่ไหนรู้แค่ว่าตอนนี้ฉันเริ่มสนิทกับแม่พินแล้วเรียบร้อย มีนัดกันไปเดินห้างด้วยนะ ฉันเล่าเื่เพื่อน ๆ ที่น่ารักของฉันให้ท่านฟังด้วย พอได้คุยกับแม่พินแบบนี้ทำให้รู้สึกเหมือนว่าฉันกำลังคุยกับแม่ตัวเองเลย ขอแอบคิดว่าท่านเป็แม่สักชั่วโมงก็ยังดี
“เดี๋ยวรออบเสร็จเรามาจัดใส่กล่องกันนะลูก”
“ค่ะแม่”
“ชุดหนูเปื้อนหมดเลย เดี๋ยวไปอาบน้ำล้างตัวหน่อยแล้วกัน เสร็จแล้วจะได้ลงมาทานมื้อเที่ยงด้วยกัน” เอ่อ ฉันไม่มีชุดใหม่เปลี่ยนแล้วอีกอย่างคงดูไม่ดี
“พี่ยูมาพอดีเลย พอน้องไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดหน่อยลูก เดี๋ยวแม่เอาชุดไปให้”
“ครับ” คนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องครัวมองฉันก่อนจะหลุดขำ ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นลูบที่ผมเบาๆ ก่อนจะเลื่อนต่ำลงใช้นิ้วเกลี่ยที่แก้ม
“ทำอะไรครับทำไมแป้งเลอะเต็มหน้าเลย” เขาถามเสียงทุ้มนุ่ม แววตาที่ส่งมาเต็มไปด้วยความเอ็นดูไหนจะรอยยิ้มอบอุ่นนั่นอีก อย่านะ อย่ามาทำให้เขินแล้วใจเต้นแรงไปมากกว่านี้นะ
“พาน้องไปอาบน้ำได้แล้วลูก”
“ครับแม่ ไปกันครับ” มือใหญ่กอบกุมมือฉันไว้พลางดึงให้เดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับเขา
“ไปไหน?”
“อาบน้ำ จะได้เปลี่ยนชุดด้วยเลย ตอนเย็นฝุ่นจะเข้ามา ระหว่างนั้นก็อยู่ด้วยกันที่นี่นะครับ”
“แต่เราต้องไปทำงาน...”
“วันนี้ถ้ามีงานด่วนเดี๋ยวเลขาเราโทรมา พี่บอกเลขาเราไว้แล้วว่ามีธุระข้างนอกกับหนู”
“เผด็จการ” ฉันว่าเขา อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะประคองให้เดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ไฟในห้องถูกเปิดพร้อมกับภาพห้องนอนที่เหมือนจะคุ้นเคย อ้อ คล้ายกับห้องของฝุ่นเลย อาจจะเป็เพราะตกแต่งโทนสีคล้าย ๆ กันเลยให้อารมณ์เหมือนกัน
“ห้องน้ำทางนี้ครับ เดี๋ยวพี่ไปเอาชุดกับแม่มาให้” ฉันยื่นสำรวจห้องนอนนี้เงียบ ๆ
“ผ้าเช็ดตัวครับ ถ้าพี่มาช้าเปิดดูเสื้อผ้าในตู้ได้เลยนะ ใส่ตัวไหนได้ก็ใส่เลยไม่ต้องรอ เดี๋ยวไม่สบาย” ฉันพยักหน้า ทีแรกก็สงสัยว่านี่ห้องใคร พอเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วเจอกับเสื้อผ้าในตู้รวมถึงของใช้ภายในห้องน้ำก็พอจะเดาออกว่านี่ห้องของใคร จะเป็ของใครได้ล่ะถ้าไม่ใช่คนที่พาฉันเดินเข้ามาน่ะ พออาบน้ำเสร็จคนที่บอกว่าจะไปเอาชุดมาให้ก็เงียบหายไป ฉันสวมเสื้อคลุมที่แขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าแบบบิ้วอิน เมื่อสวมเสร็จก็เปิดออกมาดูนอกห้องแต่งตัวก็ยังไม่มีวี่แววของเ้าของห้อง ฉันจึงกลับเข้าห้องแต่งตัวเปิดตู้เสื้อผ้าก่อนจะได้เสื้อยืดตัวเล็กมาสวมรวมถึงกางเกงขาสั้นที่พอฉันสวมมันก็ตกลงไปคลุมถึงหน้าแข้ง สายรัดกางเกงก็ผู้จนความยาวเชือกที่เหลือแทบจะตกถึงพื้น
“คนอะไรตัวใหญ่ชะมัด” ผูกกางเกงไปก็บ่นไป เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกจากห้องแต่งตัว ภายในส่วนห้องนอนเครื่องปรับอากาศถูกเปิดจนภายในห้องเย็นฉ่ำ ยิ่งอากาศร้อน ๆ แบบนี้ฉันเองก็อยากจะเลื้อยขึ้นเตียงแล้วหลับไปเลย แต่ก็พึงนึกได้ว่านี่ไม่ใช่ห้องฉัน ฉันเดินไปนั่งที่โต๊ะมุมห้องมีหนังสือการ์ตูนและนิตยสารวางไว้อยู่อย่างเป็ระเบียบรวมถึงหนังสือท่องเที่ยว
“เอามาอ่านได้นะ” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง หันไปมองก็เจอกับเ้าของห้องเดินกลับเข้ามาพร้อมกับถุงกระดาษสีขาว เขาวางถุงกระดาษลงบนเตียงนอนก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาฉันที่นั่งอยู่บนเก้าอี้
“รกหน่อยนะครับ พี่เพิ่งทำงานเสร็จเมื่อเช้ายังไม่ได้เก็บ” เขาบอกมือก็รวบรวมแฟ้มเอกสารออกให้ ที่จริงมันก็ไม่ได้รกหรอก เขาน่ะคิดมากไปเอง
“เล่นคอมไหม”
“เล่นได้เหรอ?”
“ได้ครับ เดี๋ยวเปิดให้” คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะของยี่ห้อผลไม้ชื่อดังถูกเปิดขึ้นในเวลาไม่กี่นาทีต่อมา ฉันกดเข้าเว็บฟังเพลง เปิดเพลงเบา ๆ คลอไปด้วย จากนั้นก็เลือกหนังสือท่องเที่ยงออกมาเปิดดูด้วยความสนใจ ภายในห้องตกอยู่ในความสงบฉันนั่งอ่านหนังสือส่วนเ้าของห้องนั่งทำงานที่โซฟาที่อยู่ใกล้ ๆ เสียงเพลงสบาย ๆ ในห้องทำให้บรรยากาศไม่เงียบเกินไป มีเสียงเปิดหน้ากระดาษของเราทั้งสองคนดังสลับกันไปมา ไม่ต้องพูด ไม่ต้องมอง แต่ก็ยังรู้สึกอุ่นใจที่รับรู้ได้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียว
“ฝัน”
“คะ?” นั่งอยู่นานคุณยูก็เอ่ยเรียกชื่อเสียงเบา พอเขาเรียกตัวฉันเองก็ขานรับ
“หลังเราสอบเสร็จพี่มีบินไปญี่ปุ่น ไปกับพี่ไหม...”
“ไม่ไปค่ะ”
“ไม่คิดหน่อยเหรอ?” เขาหัวเราะน้อย ๆ เมื่อได้ฟังคำตอบจากฉัน
“ก็มันคงดูไม่ดี”
“ยังไงครับ...”
“ก็ไม่ได้เป็อะไรกัน ไปด้วยกันไม่ได้ค่ะ มันดูไม่มี”
“อือ ต้องเป็อะไรก่อนใช่ไหมครับถึงจะไปไหนมาไหนด้วยกันได้”
“ก็น่าจะนะคะ” ฉันกวาดสายตามองเนื้อหาบนหนังสือไปพลาง ง่วงแฮะ
“งั้นเป็แฟนกันครับ เป็แฟนพี่นะ”
“ฮะ!? บ้าหรือเปล่า เมาหรือเปล่าเนี่ย”
“ไม่ได้ดื่มจะเมาได้ยังไงล่ะ ก็อีกหน่อยจะหมั้นแล้วก็แต่งแล้วนี่ งั้นเราก็มาเป็แฟนกันก่อน”
“จะเป็ขอเป็แฟนนี่จีบหรือยังคะ?”
“...”
“...”
“ต้องจีบเหรอ?” อีกฝ่ายทวนถาม
“อ้าว อะไรของลุงเนี่ย จะขอเขาเป็แฟนแต่ไม่จีบ ลุงขอแฟนทิพย์หรือไงล่ะ” ฉันหัวเราะน้อย ๆ กับท่าทางใสซื่อนั่น แต่ก็พอเดาได้แหละว่าเขาคงผ่านอะไรมาเยอะ แต่พอได้ยินเขาถามกลับแบบนั้นก็ออกจะงงเล็กน้อย
“อะไรเล่า ก็ไม่เคยมีแฟนนี่ ไม่รู้ว่าต้องจีบ”
“งั้นก็จีบก่อนค่ะ ถ้าจีบผ่านถึงจะได้เป็แฟน” ฉันบอกอีกฝ่าย คุณยูเองก็สบตากับฉัน ใบหน้าหล่อแดงนิดหน่อยก่อนที่เขาจะเสมองด้านอื่น ใบหูก็แดง หึ เขาเขินเหรอ? น่ารักจัง
======
เจอกันอีกทีวันศุกร์นะคะ