บทที่ 5 : พบกันอีกครั้ง
ดูท่าแล้วพลังทั้งสองอย่างมีแต่ต้องปล่อยผ่านไปก่อน นั่งเครียดไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรลูซีฟหันมาสนใจเกี่ยวกับพลังกายภาพอย่างจริงจัง
ถึงจะบอกว่ามันเป็พลังที่ทำงานในร่างกายอัตโนมัติเมื่อมีอาการาเ็ก็ตามแต่ก็ใช่ว่าควบคุมไม่ได้เสียทีเดียว เขายังสามารถเร่งความเร็วการรักษาเฉพาะจุดหรือชะลอการรักษาาแของตนเองได้ด้วย
ข้อเสียของพลังคือเร่งความเร็วในการรักษาให้คนอื่นไม่ได้ใช้ได้เพียงตนเอง รักษาเพียงตนเองเท่านั้น เป็พลังเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง
เื่การควบคุมการรักษาฝึกฝนในจิตใต้สำนึกจากการใช้จินตนาการได้แต่ตอนไปใช้กับร่างกายจริงๆ จะได้ผลแค่ไหนก็ต้องดูว่าสติของเขาหลังจากได้รับาเ็จะเหลืออยู่เท่าไรแค่ไม่ว่าจะควบคุมหรือไม่ พลังนี้ก็จะรักษาตัวเองอยู่แล้ว
หลังจากลองฝึกจนกระทั่งถึงมื้ออาหารเย็นลูซีฟก็ลงมาเตรียมอาหารพร้อมกับมาร์ชที่ค่อยๆมาเรียนรู้จากเขาเพื่อที่จะได้ผลัดกันทำอาหารในเวลาที่ใครคนใดคนหนึ่งไม่ว่างอย่างน้อยก็ยังได้กินอาหารที่มีรสชาติมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
แต่การเรียนรู้ครั้งแรกของมาร์ชทำให้ลูซีฟอดทึ่งไม่ได้เขาเรียนรู้เื่การทำอาหารได้เร็วมาก ปรุงให้ดูเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำตามได้แล้วแถมยังปรับปรุงให้รสชาติเข้มขึ้นอีกได้ด้วย
มาร์ชนั้นทำอาหารเก่ง งานบ้านหลายอย่างก็คล่องแคล่วกว่าลูซีฟด้วยเรียกว่าเป็ยอดพ่อบ้านของครอบครัวฮิลเกรมได้เลยทีเดียว แต่เด็กคนนี้ชอบเรียนด้านตัวเลขตอนนี้ก็เรียนต่อในโรงเรียนบัญชี อนาคตก็น่าจะได้ทำงานในธนาคารหรือเป็เสมียนบัญชีให้กับบริษัทสักแห่งได้เป็อาชีพที่น่าจะตกงานได้ยากที่สุดในยุคนี้แล้วล่ะนะ
หลังจากมื้ออาหารเย็นมาร์ชเอาหนังสือของตนมาอ่าน ส่วนลูซีฟก็ไม่ได้รีบกลับห้องเขาหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านบ้าง
หนังสือพิมพ์ในโลกนี้ก็เหมือนกับโลกของเขา เป็กระดาษแผ่นใหญ่ที่มีคอลัมน์ต่างๆแต่ภาพประกอบมีไม่มากนัก กล้องถ่ายรูปค่อนข้างราคาแพงและหนัก ซ้ำยังเป็กล้องฟิล์มคงไม่มีนักข่าวใช้มันถ่ายพร่ำเพรื่อมาเผื่อเลือกเท่าไหร่
หนังสือพิมพ์ในหนึ่งวันมีฉบับเช้าและฉบับเย็นข่าวก็มีทั้งข่าวเมืองท้องถิ่นและข่าวจากเขตอื่น ซึ่งเป็ข่าวของเมื่อหนึ่งหรือสองวันก่อน
ในส่วนข่าวของคดีฆาตกรรมและถูกใช้เป็เครื่องสังเวยซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับลูซีฟต้องอ่านย้อนหลังไปหลายฉบับนอกจากรายงานข่าวเื่ผู้เสียชีวิตแล้วก็ไม่มีรายละเอียดของคดีมากนัก วงไสยเวทประกอบพิธีก็ไม่มีการพูดถึงน่าจะเป็การจงใจปกปิดข่าว ส่วนข่าวที่เกี่ยวกับลูซีฟโดยตรงก็รายงานว่าเสียชีวิตหนึ่งคนาเ็หนึ่งคนตามคาดหมายแต่ไม่เปิดเผยชื่อของผู้เคราะห์ร้าย
ยังดีว่าสื่อมีจรรยาบรรณอยู่ หรือไม่ทางตำรวจคงสกัดกั้นไว้เพื่อปกป้องผู้เคราะห์ร้าย
แต่ไม่ว่าอย่างไหนก็ต้องขอบคุณ ถึงมันจะช่วยปกป้องได้ไม่มากก็ตาม
หากเป็ไปตามที่เขาและแซมคาดการณ์ผู้ที่ทำพิธีนี้ต้องอ่านข่าวแล้วแต่อาจจะต้องใช้เวลาเพื่อสืบหาว่าใครที่ยังรอดชีวิตถ้าเป็แค่คนธรรมดาประกอบพิธีเขาคงไม่บุ่มบ่ามเข้ามาแต่จะต้องเตรียมการอย่างรอบครอบ
แต่ถ้าผู้ก่อคดีเป็ผู้มีพลังพิเศษต่อให้ไม่ได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์เขาก็น่าจะรับรู้ได้แล้วส่วนจะทำยังไงต่อเขาก็ไม่รู้ คงได้แต่ป้องกันตัว
ว่ากันตามตรงจะให้มานั่งวิเคราะห์สภาพจิตใจและพฤติกรรมฆาตกรไม่ใช่งานถนัดสักนิดและเขาก็ไม่เคยทำมาก่อนด้วยไม่ว่าที่โลกเดิมหรือลูซีฟในโลกนี้ก็ตาม
เขาไม่ใช่ตำรวจ โอเคไหม?
การป้องกันตัวพื้นฐานอย่างรัดกุมตอนนี้ก็คงได้แค่ระวังตัวไม่ไปอยู่ในที่อโคจรอยู่ในที่ที่แสงแดดส่องถึง ผู้คนพลุกพล่านอยู่บ้านก็ต้องล็อกประตูให้แ่าคงได้แค่เท่านี้ในฐานะคนธรรมดา
ก็ได้แต่หวังว่าตำรวจพวกนั้นจะจัดการได้ก่อนที่จะพาเขาซวยไปด้วยอีก
“ลูซีฟ ร่างกายลูกเป็ยังไงบ้างแล้ว”อลันถามขณะนั่งลงท่าเก้าอี้ข้างๆ มือพับวารสารกลับวางบนโต๊ะอย่างเป็ระเบียบ
“ปกติดีครับ ไม่เจ็บแผลแล้ว” ความจริงแผลหายแล้วไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็ด้วยซ้ำ แต่มนุษย์คงไม่มีใครรักษาได้เร็วขนาดนี้ในสองสามวันแน่ลูซีฟจึงยังพันผ้าไว้รอบคอจนถึงตอนนี้
“ไปเรียนไหวหรือเปล่า ถ้าไม่ไหวก็พักอีกวันเถอะ”
“ไม่เป็ไรครับ ผมไปเรียนไหวแค่ขาดเรียนไปหนึ่งวันก็ไม่รู้ว่าจะเรียนตามคนอื่นทันหรือเปล่า” ลูซีฟยิ้ม
ถึงแม้เขาจะเลยวัยเรียนมาแล้วแต่ให้กลับไปเรียนอีกก็ไม่มีปัญหา วิชาที่เรียนก็ไม่ได้ซ้ำซ้อนกัน ถือเป็การรับความรู้ใหม่ๆเข้ามาบ้าง
อลันมองหน้าเขาแล้วถอนหายใจ “อย่าหักโหมมากนักล่ะ”
“ครับพ่อ”
ครอบครัวฮิลเกรมนั่งพูดคุยอยู่ด้วยกันจนถึงสามทุ่มก่อนจะเริ่มผลักเปลี่ยนกันอาบน้ำลูซีฟผู้ถูกเข้าใจว่าต้องทำความสะอาดาแได้อาบก่อนเป็คนแรกและเขาไม่ขัดข้องเมื่ออาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อยก็นั่งอยู่ในห้องครัวสักพัก
ปกติแล้วครอบครัวฮิลเกรมจะเข้านอนไม่เกินสี่ทุ่มและตื่นตอนตีห้าของทุกวันตอนนี้เพิ่งจะสามทุ่มครึ่งยังไม่มีใครเข้านอน ทั้งลูซีฟและมาร์ชอ่านหนังสือกันอย่างขะมักเขม้น
ลูซีฟไม่ได้อ่านหนังสือเรียน เขายังคงอ่านหนังสือพิมพ์และวารสาร
ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงััเย็นวาบที่บริเวณแผลเก่าบนลำคอยกอดยกมือขึ้นลูบอย่างหวาดเสียวไม่ได้แต่ยิ่งลูบความรู้สึกยิ่งเด่นชัดจนลูซีฟไม่มีสมาธิ
“เป็อะไรไปพี่ลูซีฟ ปวดแผลเหรอ?” มาร์ชก็รู้สึกถึงได้ท่าทางกระสับกระส่ายของเขาลูซีฟยิ้มเจือนแล้วพยักหน้า
“คงอย่างนั้น พี่กลับไปนอนก่อนดีกว่า ราตรีสวัสดิ์มาร์ช”
“ราตรีสวัสดิ์”
ลูซีฟรีบกลับเข้าห้องเมื่อกลับมาได้ก็ไม่ได้ล้มตัวนอนทันที แต่เดินไปปิดม่านที่หน้าต่างแล้วพูดกับแซมด้วยโทรจิต
‘เกิดอะไรขึ้นแซม ทำไมผมเสียววาบที่คอแบบนี้’
‘ดูเหมือนว่าจะมีคนที่เชือดคอนายจะเริ่มทำพิธีอีกครั้ง พิธีนั่นเลยส่งผลถึงเหยื่อสังเวยทั้งหมดด้วย’
เสียงของแซมตอบกลับมา มันมีความไม่พอใจเจืออยู่ด้วย
‘ตอนนี้ก็ได้ข้อสรุปแล้ว ฆาตกรเป็ผู้มีพลังพิเศษและขอแสดงความเสียใจกับนายด้วยลูซ หมอนั่นรู้ตัวแล้วว่ามีเหยื่อคนหนึ่งไม่ตาย’
‘โคตรแย่’
ลูซีฟยกมือขึ้นกุมขมับ ถ้าเป็คนธรรมดาคงรับมือได้ง่ายกว่าแต่เมื่อได้รับการยืนยันว่าเป็ผู้มีพลังพิเศษแล้วเขาก็รู้สึกสิ้นหวังเล็กน้อย
ต้องเจ็บตัวอีกแล้วสินะ
‘มันจะมาคืนนี้เลยไหม’
ลูซีฟถามก่อนจะนั่งลงบนเตียงสายตามองไปรอบห้องเพื่อดูว่าจะหยิบอะไรมาเป็อาวุธได้บ้าง
เสียงของแซมตอบกลับมา
‘อาจจะมา’
‘เฮ้อ...’
‘แล้วก็บอกให้รู้เผื่อเอาไว้น่าจะสบายใจได้บ้าง มีคนจับตาดูนายอยู่ข้างนอกบ้านเพราะไม่ได้จับจ้องมาที่ตัวโดยตรงสัญชาตญาณร่างกายของนายเลยไม่สามารถรับรู้ได้ถ้าฆาตกรมานายก็จะไม่ตายอย่างโดดเดี่ยว’
“...” ลูซีฟกลอกตาอย่างอดไม่ได้
ทำไมถึงเป็เขากับคนที่จับตาดูต้องตายด้วยล่ะไม่ใช่ว่ามันต้องจับตัวฆาตกรได้หรอกเรอะ
นี่จะไม่เป็การยกยอความสามารถของฆาตกรเกินไปรึไง
หรือไอ้คนจับตาดูเขามันฝีมือห่วยแตกปานนั้นกัน
เสียงหัวเราะของแซมแว่วมาให้ได้ยินฟังดูก็รู้ว่ากำลังหยอกล้อ แต่เื่นี้ลูซีฟไม่ได้ขำด้วยสักนิด
เขารู้แน่นอนว่าตัวเองจะไม่ตายง่ายๆ ด้วยพลังพิเศษกายภาพตราบเท่าที่ไม่บดร่างเขาเป็เศษเนื้อก็คงยากที่จะฆ่าให้ตายทว่าเื่เจ็บตัวแบบนี้ใครเขาชอบกันล่ะ
‘เอาล่ะ ไม่แกล้งแล้ว’
แซมพูดกลั้วหัวเราะ ฟังยังไงก็เต็มไปด้วยความขบขันที่ยากจะเจือจาง
‘ร่างกายที่นี่ััรับรู้อันตรายที่แข็งแกร่งขึ้นจากเดิมมากขอแค่มีเจตนาร้ายพุ่งเข้าใส่ ร่างกายจะตอบสนองโดยการหลบเลี่ยงเอง ถ้าเกิดฆาตกรโผล่มาจริงการรับมือเบื้องต้นให้ตัวเองาเ็น้อยที่สุดคือออกไปอยู่ในที่โล่งให้ได้’
‘ผมเข้าใจแล้ว’
ลูซีฟพยักหน้าเบาๆ พลางสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ในห้องไม่มีอะไรเป็อาวุธได้อย่างที่คิดนอกจากเข็มขัดหนังที่มีเพียงเส้นเดียวเท่านั้น
เขาคิดว่าไม่ควรเอาเข็มขัดไปเสี่ยงใช้จนขาด เพราะพรุ่งนี้ต้องใช้ไปมหาวิทยาลัยถ้าจะไปซื้อใหม่ก็สิ้นเปลืองเหลือเกิน ่นี้ลูซีฟกำลังมัธยัสถ์เสียด้วย
“หืม?”
เปรี๊ยะ!
เหมือนเห็นแสงกระแสไฟฟ้ากะพริบทางหน้าตา ผ้าม่านขยับไหว ทั้งที่เขามั่นใจว่าปิดหน้าต่างไปแล้ว
ร่างกายขนลุกขึ้นฉับพลันไม่ต้องรอให้สมองประมวลผลร่างกายก็ตอบสนองไปแล้ว มือขวากระชากผ้าม่านออกแล้วผลักบานหน้าต่างร่างสูงโปร่งะโออกมาโดยไม่สนความสูงเหนือพื้นกว่าเจ็ดเมตร
ลูซีฟยืนอย่างมั่นคงบนพื้นความรู้สึกปวดแปร๊บที่ฝ่าเท้าและข้อเท้าไม่ได้ทำให้เขาหยุดนิ่งเขาหันหน้าวิ่งหนีไปในความมืดมิดยามรัตติกาล
‘ตัดสินใจได้เร็วเกินไปไหม’
เสียงของแซมดังขึ้นขณะที่ลูซีฟกำลังวิ่งหน้าตั้งโดยไม่สนว่าข้างหลังจะมีอะไรวิ่งตามหรือไม่
“ก็นายบอกสัญชาตญาณผมแข็งแกร่งขึ้นไง แล้วผมก็เป็พวกเชื่อสัญชาตญาณ”ลูซีฟกัดฟันวิ่งทิศทางที่มุ่งไปคือสถานีตำรวจ
ตอนนั้นสัญชาตญาณบอกเขาถึงการมาเยือนของอันตราย ไม่รู้ว่าระยะห่างไกลแค่ไหนจากจุดที่เขาอยู่แต่มันจะต้องมาถึงตัวเขาโดยเร็วแน่ๆ
ถ้าอยู่เฉยให้อัดภายในห้องทั้งที่ได้รับการเตือนและคำแนะนำขนาดนี้แล้วลูซีฟคิดว่าตัวเองยังไม่โง่ขนาดนั้น
แต่ออกมาวิ่งตัวเปล่าๆ ก็ดูไม่ฉลาดเท่าไหร่เหมือนกัน
หวืด!
วิ่งๆ อยู่ร่างก็ก็เอียงตัวหลบอย่างไร้เหตุผล ลูซีฟล้มกลิ้งไปในทันทีเมื่อเงยหน้าขึ้นมาในจุดที่เขาเคยยืนอยู่มีเงาร่างของมนุษย์กำลังถือมืดยืนค้างอยู่ในท่าฟันดวงตาสีน้ำผึ้งที่เรืองรองในความมืดนั่น...
ใช่ดวงตาของมนุษย์เหรอ!?
ฆาตกรใช่ไหม?
ถึงจะค่อนข้างมืดแต่ก็ยังพอมองเห็นจากแสงเสาไฟโคมแก๊สสาธารณะใบหน้านี้อยู่ในความทรงจำค่อนข้างเลือนลางแต่ลูซีฟก็พอคุ้นเคย ลูซีฟรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อสรุปได้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร
มันตามมาทันแล้ว ความเร็วขนาดนี้ก็สมแล้วที่เป็ผู้มีพลังพิเศษ
แต่ไม่รู้ว่าเป็ประเภทไหน
“หลบได้สินะ” เสียงที่ออกจากปากของร่างฆาตกรนั่นแหบแห้งอย่างมากเป็เสียงผู้ชาย รูปร่างก็ใช่ แต่ทำไม... ความรู้สึกเหมือนไม่ใช่แบบนั้นล่ะ
เป็ผู้หญิงตัวสูงตัดผมสั้นจะเหมาะกว่า...
ท่าทางเราจะเพี้ยนแล้วไหมล่ะ ทำไมถึงรู้สึกเป็แบบนั้นไปได้กันนะ
ลูซีฟกลืนน้ำลายลงไปพร้อมกับความหวาดหวั่นในใจเขากดอาการแปลกๆ ของร่างกายลงแล้วเหยียดยิ้มเค้นความกล้าออกมา
“ไม่เจอกันนานนะ มิสเตอร์ฆาตกร... เอ๋ หรือมิสฆาตกรกันนะ”
“...”
ร่างนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาเบิกโพรงดูท่าจะใกับการถูกเรียกมิสฆาตกรมาก แสดงว่าการรับรู้ของลูซีฟไม่ได้ผิดพลาดอีกฝ่ายเป็ผู้หญิงจริงๆ
“ไม่คิดว่าเธอจะเป็คนเซนส์ดีเลยนะมิสเตอร์”ฆาตกรสาวตอบกลับมา เสียงหัวเราะแหบแห้งนั่นน่าสยองขวัญยิ่งกว่า “เพราะแบบนี้หรือเปล่าที่ทำให้เธอยังรอดชีวิตมาจากการถูกเชือดคอเกือบขาดได้น่ะ”
“คอเกือบขาดอะไรกัน อย่าพูดให้แผลมันดูร้ายแรงอย่างนั้นสิมิสฆาตกร”ลูซีฟแอบหน้าซีดเล็กน้อย อย่าไปแฉเื่แผลจริงที่หล่อนลงมือสิ แถวนี้ยังมีคนซุ่มอยู่นะเว้ย
“อ้อ ฉันคงลงมือไม่หนักพอสินะงั้นครั้งนี้ก็ขอตัดมันให้ขาดเลยแล้วกัน... คอของเธอน่ะ!”
ฆาตกรสาวร่างใหญ่พุ่งเข้ามาพร้อมมีดสีแดงคล้ำเหมือนเืแห้งกรังความเร็วในการเคลื่อนที่มาหาเขารวดเร็วก็จริง แต่แขนของเธอไม่ได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วระดับเดียวกันลูซีฟมองเห็นการเคลื่อนไหวของมีดนั่นชัดเจน และร่างกายของเขาก็ขยับตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด
ความเร็วแขนขาของหญิงสาวตรงหน้าดูไม่สมดุลสักนิด มันยังไงกัน
ลูซีฟถอยหลังออกมาเพื่อหลบหลีกแต่ก็ไม่ได้วิ่งตะเลิดไปไหนอีก เพราะอีกไม่ไกลก็เป็สถานีตำรวจและเขาแน่ใจว่าคนที่กำลังจับตาดูอยู่จะต้องเขามาช่วยแน่ส่วนจะช่วยเมื่อไหร่คงต้องวัดใจกันหน่อย
คงต้องยอมเจ็บตัวสักแผล...
ความคิดเพียงชั่วแวบหนึ่งที่แล่นผ่านกับร่างกายที่กำลังตอบสนองต่ออันตรายมีดที่แทงมาที่ลำตัวโดยตรงถูกมือซ้ายเขาจับไว้แน่นความเ็ปจากการถูกของมีคมบาดไม่ได้ทำให้เขาปล่อยมือมือขวากำหมัดแน่นแล้วต่อยสวนไปที่ใบหน้าของฆาตกรสาว
เธอเบิกตากว้างใบหน้านั่นถูกหมัดของลูซีฟไปเต็มๆ แต่ก็แค่ทำให้เธอปล่อยมือจากมีดและโซเซไปเล็กน้อยเท่านั้นพลังหมัดของนักศึกษาคนนี้ค่อนข้างเบา
เขาไม่ได้ออมแรง แต่พลังกายมีเท่านี้เอง น่าอนาถจริงๆ
ลูซีฟอาศัยจังหวะนี้ถีบซ้ำฆาตกรสาวเพื่อให้เธอล้มลงก่อนจะถอยห่างออกมา มือที่จับมีดอยู่คลายออก เขาจับด้ามมีดด้วยมือขวาแล้วชี้ปลายมีดไปทางฆาตกรสาวเสียงสูดหายใจหนักจากความเ็ปดังจากปาก ดวงตาของเขาภายใต้รัตติกาลเจือแสงสีอำพันแสนเ็าครู่หนึ่งน้ำเสียงสั่นเครือกล่าวขึ้น
“ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่แล้วหรอกนะมิสฆาตกรผมจะไม่ยอมถูกเชือดง่ายๆ แน่”
“แก...”
“ยอดเยี่ยมจริงๆ” เสียงทุ้มเย็นดังขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมือสายตาของหนึ่งเหยื่อหนึ่งฆาตกรหันขวับไปมองเ้าของเสียงที่มาใหม่ในทันที
ลูซีฟไม่ได้ลดมีดลง ท่าทางของเขาอย่างระแวงระวังแต่สายตาที่เห็นผู้มาใหม่นี้เต็มด้วยความความประหลาดใจ เพราะไม่ได้มีคนปรากฏแค่คนเดียวแต่มีถึงสามคนและหนึ่งในนั้นเขาก็เคยเห็นหน้ามาก่อน
นายตำรวจเ้าของั์ตาสีฟ้าซีดคนนั้น
เขายิ้มแล้วยกมือทาบอกคำนับเล็กน้อยอย่างมีมารยาท
“สายันสวัสดิ์มิสและมิสเตอร์ ท่าทางกำลังสนุกเชียวถ้าไม่รังเกียจขอพวกผมร่วมวงด้วยได้ไหมครับ?”