“แม่นี่เอง!”
“ผู้ใดฤา”
“ข้าเอง จำข้าได้หรือไม่”
อินทรีก้าวออกจากพุ่มดอกสายน้ำผึ้งช้าๆ ส่งผลให้แสงจากดวงจันทร์และตะคันไฟสาดใส่ดวงหน้าคมปรากฏแก่สายตาของดรุณ ทำเอาดวงตากลมโตเบิกค้าง
“หลบก่อนเร็ว ที่นี่มิอนุญาตให้ผู้ใดเข้ามาท่านรู้ฤาไม่ พวกทาสเวรยามกำลังมาตรวจเวรทางนี้แล้ว”
อินทรีหันหลังมองออกไปทางด้านเรือนใหญ่ ซึ่งมีทาสชายสองคนถือไต้และดาบกับคนละข้างเดินตรวจตราความเรียบร้อยตามบริเวณเขตเรือน และกำลังจะมุ่งหน้ามาทางเรือนดอกไม้นี้ เขาจึงวิ่งกลับเข้าไปแอบในพุ่มตามเดิม ส่วนดรุณก็เดินกลับเข้าไปยังชานเรือน แสร้งทำทีว่ากำลังกินข้าว
“คุณหนูคุยกับใครฤาขอรับ เมื่อครู่บ่าวได้ยินเสียงเอะอะมะเทิ่ง”
หนึ่งในบ่าวเวรยามะโถามข้ามเขตรั้วเข้ามาเสียงดัง ดรุณจึงถือเชิงเทียนเดินกลับมาที่เดิม หางตาเหลือบมองเข้าไปในพุ่มสายน้ำผึ้งเพียงปราดเดียวเพื่อไม่ให้เป็ที่ผิดสังเกต
“ข้าก็คุยกับดอกไม้ใบหญ้าตามปกติ มันผิดด้วยรึ”
“หามิได้ขอรับ แล้วใยจึงมิเข้านอนเสียทีเล่าขอรับ ดึกดื่นป่านนี้”
“ข้าพึ่งตื่น รู้สึกหิวจึงออกมากินสำรับ พวกเอ็งไปเถิด กินเสร็จข้าก็จักเข้านอนแล้ว”
ไต้ไฟทั้งสองอันกวัดแกว่งราวกับจะเสาะหาอะไรบางอย่างตามสวนดอกไม้ ดรุณและอินทรีต่างก็ตัวแข็งทื่อ เหงื่อออกจนตัวเปียกซ่กเพราะกลัวจะถูกจับได้ ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาเบาๆเมื่อทาสได้สองได้เดินจากไปแล้ว
“ตามข้ามา!”
“จะพาข้าไปไหนฤาแม่ ขึ้นเรือนเ้านายเดี๋ยวก็ถูกจับเอาได้ดอก!”
“ก็ยืนอยู่กงนั้นมันมิเสี่ยงว่าจะถูกจับได้มากกว่ารึ เร็วๆ!”
ปึง ปึง!
ดรุณจัดการปิดประตูและหน้าต่างลงกลอนเรียบร้อย ก่อนจะเดินกลับมายังชายร่างสูงใหญ่ที่กำลังยืนกุมมือไว้ด้านหน้าอย่างเรียบร้อย ตาคมกวาดมองไปรอบๆห้องอย่างเกรงๆ
“ว่าเยี่ยงไร จักตอบข้าได้หรือยัง ใยจึงเข้ามาในเขตเรือนนี้ได้ในยามวิกาล”
“อะ เอ่อ...ข้ามาเป็ทาสที่บ่อนของนายบ่อน”
“ทาส?! เมื่อคืนนี้ท่านยังเป็ไพร่เปรียบมวยอยู่ด้านนอกอย่างอิสระอยู่เลย ใยผ่านมาอีกวันจึงกลายมาเป็ทาสได้ ท่านขายตัวเองรึ”
“พ่อกับแม่ข้าติดหนี้นายบ่อน 15 ตำลึง เลยจักเอาน้องชายข้ามาขาย แต่นายบ่อนให้ได้เพียงแค่ 8 ตำลึง หากมินำเบี้ยอัฐมาใช้ พ่อ แม่ และน้องชายของข้าก็จักกลายเป็ทาส แต่ถ้าหากเป็ข้าเองนายบ่อนก็จะยอมยกหนี้ให้ ข้าก็เลย...”
“เป็เยี่ยงนี้เองรึ เมื่อไหร่จะเลิกหน้าเืเช่นนี้เสียที”
แค่ลำพังเปิดบ่อนพนันเพื่อเล่นกับความโลภของคนและสูบเอาเงินจากชาวบ้านตาดำๆที่หวังจะรวยทางลัดจนหมดตัวก็บาปมากพอแล้ว พ่อของเขายังหน้าเืโก่งราคาทรัพย์สินที่พวกผีพนันนำมาใช้หนี้อยู่เสมอๆ ที่ร่ำรวยมีสมบัติและทาสเต็มเรือนเช่นนี้ก็เพราะแบบนี้นั่นแหละ เธอถึงไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับเบี้ยอัฐรายเดือนที่พ่อจ่ายให้สักเท่าไหร่
“แม่ว่ากระไรนะ”
“อ๋อ เปล่าๆ แล้วใยท่านจึงมาถึงเรือนนี้ได้ อยู่ห่างจากเรือนทาสตั้งหลายวา”
“ข้ามาตามสิ่งนี้”
ว่าพลางชูเอาดอกสายน้ำผึ้งที่เด็ดมาเมื่อครู่ให้ดรุณดู เขามองพลางขมวดหัวคิ้วสวยหากันเป็ปม
“ดอกสายน้ำผึ้งรึ? ข้ามิเข้าใจ”
“ข้าตั้งใจว่าหลังกลับจากเรียนรู้งานในบ่อนจะรีบมาตามหาแม่ แต่มันก็มืดค่ำเสียก่อน เลยปดลุงมั่นว่าจักออกมาเดินเล่นสักหน่อย แลใช้ความสามารถของภมรเพื่อดมหาผกางามที่หมายปอง แต่เดินไปจนทั่วเรือนบ่าวทุกหลังแล้วก็มิได้กลิ่นเสียที พอดีกับมีลมพัดกลิ่นดอกสายน้ำผึ้งนี่มาแทน ข้าก็เลยตามมา แต่ก็มิคิดเลยว่าจะมาพบแม่หญิงที่นี่ ข้าดีใจเหลือเกิน”
แก้มขาวของผกางามที่ชายหนุ่มเอ่ยถึงกลายเป็สีแดงระเรื่อจนกลมกลืนไปกับรอยฝ่ามือแดงที่ยังคงอยู่ ดรุณแอบอบยิ้มน้อยๆก่อนจะเอ่ยถามเพื่อลองเชิงชายหนุ่ม
“ผกางามที่หมายปองรึ เห็นทีข้าคงจักมิใช่ข้าสิหนาเพราะข้ามิได้งาม แล้วท่านจักดีใจที่เจอข้าด้วยเหตุอันใดกัน”
“แม่ก็รู้ว่าอหัสกร ภมร หรือผกา ต่างก็มีกลิ่นเฉพาะตัวของใครของมันเองมิใช่รึ ผกางามที่ข้าหมายถึงก็คือคนที่มีกลิ่นหอมเยี่ยงดอกสายน้ำผึ้ง 2 ดอกนี้เยี่ยงไร”
อินทรีล้วงมือหยิบเอาถุงผ้าเล็กๆที่เหน็บไว้อยู่ตรงเอว ก่อนจะเปิดหูรูดออกแล้วเทสิ่งที่อยู่ด้านในลงบนฝ่ามือ เผยให้เห็นดอกสายน้ำผึ้งที่เริ่มช้ำ แต่เขากลับยกขึ้นมาจรดปลายจมูกโด่งเพื่อมาสูดดมอย่างไม่รังเกียจ
ดรุณมองพลางขมวดคิ้วแรง รอบนี้เขาไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมชายหนุ่มต้องเก็บดอกไม้ช้ำเช่นนี้ไว้ติดกับตัว ซ้ำยังทะนุถนอมปานนี้
“ใยท่านจึงเก็บดอกไม้ช้ำเช่นนี้ไว้กับตัวเล่า มันสำคัญเยี่ยงนั้นหรือ”
“แม่คงจักกลัวอ้ายคนที่ออกตรวจยามเมื่อคืนก่อนมากเสียจนมิรู้สึกตัวว่าถูกขโมยดอกไม้ที่ทัดหูเอาไว้สิหนา”
เขาหยุดคิดย้อนกลับไปยังเหตุการณ์เมื่อคืน ก่อนจะหน้าแดงซ้ำเป็รอบที่สอง
ใช่...ก่อนออกจากเรือนข้าเด็ดเอาดอกสายน้ำผึ้งทัดหูไปด้วยนี่นา
“หากแต่นี่เป็เพียงสิ่งเดียวที่ข้าจักฉกฉวยนำติดตัวมาด้วยเป็ตัวแทนของแม่ให้คลายคิดถึง คงจักมิขุ่นเคืองใจในตัวข้าใช่ฤาไม่”
“…”
ผกางามไม่ได้เอ่ยปากตอบอะไรออกไป เพียงแต่แอบอมยิ้มเขินอายกุ้มหน้างุดๆพลางส่ายหน้าเป็คำตอบช้าๆ ฝ่ายภมรหนุ่มก็ฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่ปกปิดความรู้สึกข้างในของตนเลยสักนิด
“ข้าดีใจเหลือเกินที่แม่มิได้ตัดรอนน้ำใจของฉัน ว่าแต่...”
ขณะนั้นเอง ตาคมเหลือบไปเห็นรูปถ่ายใบหนึ่งขนาดเล็กกว่าฝ่ามือของเขาเล็กน้อยวางอยู่ข้างๆกระจกที่สตรีไว้ใช้ส่องผัดหน้า ก่อนจะถือวิสาสะเดินเข้าไปหยิบขึ้นมาดู
“นี่แม่ใช่หรือไม่ ข้าได้ยินมาว่าชักรูปนั้นแพงนัก ใยแม่จึง...”
“อะ เอ่อ...ข้าเป็บ่าวของนายหญิงนวล เมียหลวงของนายบ่อน ท่านมีเมตตานักได้ให้ข้าได้ลองชักภาพ แลยังให้ข้าได้อยู่เฝ้าเรือนนี้ด้วย”
ภมรหนุ่มจ้องมองดวงหน้าสวยของผกาด้วยสายตาที่มีคำถามมากมายอยู่ในหัวผ่านแสงเทียน ราวกับจะคาดคั้นเอาความจริงเสียให้ได้
“แล้วนี่คือกระไร ใยจึงมีเืออก...แม่หญิงถูกตบรึ”
ปลายนิ้วอุ่นแตะลงบนรอยฝ่ามือที่ประทับอยู่บนแก้มซ้ายของดรุณ เขาสูดปากเล็กน้อยก่อนจะเก็บอาการไม่ให้อินทรีได้รู้
“เอ่อ...ยุงมันกัดแก้มของข้าน่ะ เลยเผลอตบแรงไปหน่อย ขะ ข้าว่า...นี่ก็นานมากแล้ว ท่านรีบกลับไปเสียเถิด ผิว่ามีใครผ่านมาแถวนี้อีกจักเป็เื่ใหญ่โตหนา ที่เรือนนี้เป็เขตหวงห้าม นายบ่อนมิใคร่ให้ผู้ใดเข้ามาเพ่นพ่าน”
“แม่ไล่ข้ารึ?”
ภมรหนุ่มแกล้งเง้างอนไม่จริงจังเพื่ออยากลองใจชายหนุ่มตรงหน้า ผกาหนุ่มรีบส่ายหัวปฏิเสธพัลวันพลางวางมืองามแตะลงบนหลังมือเขาเบาๆ
“ข้ามิได้หมายความเยี่ยงนั้น ข้าเพียงแต่กลัวว่าท่านจะมิปลอดภัย”
น้ำเสียงของผกางามที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ทำเอาภมรหนุ่มยิ้มร่าท่าทีกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น ดรุณเผลอยิ้มตามรอยยิ้มที่สดใสนั้นอย่างอดไม่ได้
“เยี่ยงนั้นคืนวันพรุ่งข้าแอบมาหาแม่อีกได้หรือไม่”
“ อะ เอ่อ...”
ใจหนึ่งก็อยากปฏิเสธเพราะกลัวว่าจะมีคนรู้แล้วอินทรีจะซวย ลำพังแค่ตัวเขาคงไม่น่าเป็ห่วงเท่าไหร่เพราะพ่อก็ไม่ได้จะสนใจใยดีอะไรอยู่แล้ว แต่อีกใจก็รู้สึกว่าโลกใบนี้สดใสเหลือเกินเมื่อมีภมรหนุ่มสุภาพและรูปงามอย่างอินทรีเข้ามาเติมเต็มให้ดวงใจห่อเหี่ยวได้มีชีวิตชีวา
รอยยิ้มกว้างจนเห็นไรฟันขาวที่ไม่ได้เคี้ยวหมากเหมือนพวกไพร่ชายคนอื่นๆยังคงเปล่งแสงสว่างล้อกับแสงเทียนไม่หยุด เขายังคงยิ้มกว้างให้ผกางามที่หมายปองเพื่อกดดันเอาคำตอบให้ได้
“อื้อ”
จุ๊บ!
ริมฝีปากหยักจรดลงบนกลีบดอกสายน้ำผึ้งที่เด็ดมาจากต้นเมื่อสักครู่ ก่อนจะถือวิสาสะทัดไว้ที่หูข้างซ้ายให้ผกา มือเรียวงามลูบไปบริเวณดังกล่าวอย่างทะนุถนอม ปากบางยังคงอมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่พัก
“ข้าขอจองไว้ก่อนได้หรือไม่”
“ท่านหมายความว่ากระไรฤา”
ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าการทัดดอกไม้แบบนี้หมายความอย่างไร แต่ผกาหนุ่มก็ยังคงสงวนท่าทีกระมิดกระเมี้ยน เล่นเอาภมรหนุ่มแทบเสียทรงเพราะความน่ารักน่าเอ็นดู
“เมื่อคืนแม่ทัดที่หูขวาหมายความว่ายังมิได้ออกเรือน แต่คืนนี้ทัดที่หูซ้ายหมายความว่า...ข้าหมายถึง ถึงแม้จักมิได้ออกเรือน แต่ก็มีเ้าของ”
ภมรหนุ่มก็ประหม่าที่จะพูดเช่นกัน ทั้งชีวิตถูกแต่ผู้อื่นเกี้ยวและไม่เคยเกี้ยวผู้ใดเลย ดูท่าว่าเขาคงจะเสียทรงไปอีกหลายรอบ กว่าจะได้มีเหย้ามีเรือนกับเขาเสียที
“อื้ม”
ดรุณพยักหน้าตอบโดยไม่ได้มองหน้าคู่สนทนาสักนิด ทำทีหน้าตาย แต่หัวใจแทบจะหลุดออกจากอกมาเต้นระบำอยู่ข้างนอกอยู่แล้ว
“คราวนี้ก็มีดอกไม้แทนใจกันคนละดอกแล้วหนา ข้าไปล่ะ”
มาไวแล้วก็ไปไวจนผกาหนุ่มงง ทีแรกยังมีท่าทีว่ายังไม่อยากกลับอยู่แท้ๆ อินทรีะโลงจากชานเรือนโดยไม่ต้องใช้บันไดจนเกิดเสียงดังสนั่นจนน่าหวาดเสียวว่าจะมีคนได้ยินเข้า ก่อนจะะโข้ามรั้ววิ่งตรงไปทางเรือนทาสแล้วหายไปในเงามืด
ดรุณกัดริมฝีปากล่างไว้เบาๆ มือเรียวยกขึ้นมาวางทาบลงบนแก้มขาวที่กำลังร้อนผ่าวเพราะเืในกายมันสูบฉีดแรงจากหัวใจที่เต้นรัว
“บ้าจริง!”
ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม โดยที่ยังมีดอกสายน้ำผึ้งทัดอยู่บนหูอย่างนั้นจนเช้า ความรู้สึกเ็ปที่ข้างแก้มหายไปเป็ปลิดทิ้ง
“แต่ก็เกือบเสียเื่เพราะเวรยาม 2 คนนั่นแล้วไหมเล่า ยืนเรียกข้าว่าคุณหนูๆอยู่ได้”